ลัมริม ดวงประทีปชัดใสแห่งคำสอน (2)

บทที่หนึ่ง

การปฏิบัติตามคุรุ ผู้เป็นรากเหง้าแห่งความดีงามทั้งปวง

คัมภีร์ลัมริมมีหัวข้อใหญ่อยู่สองส่วน ในส่วนที่หนึ่ง เราจะพูดถึงการปฏิบัติตามคุรุทางจิตวิญญาณ ผู้เป็นรากเหง้าแห่งความดีงามทั้งปวง โดยมีหกประเด็นย่อย ได้แก่ (1) คุณลักษณะของคุรุ (2) คุณลักษณะของศิษย์ (3) การปฏิบัติตามคุรุ (4) อานิสงส์ของการปฏิบัติตามคุรุ (5) ข้อเสียของการไม่ปฏิบัติตามคุรุ และ (6) สรุปประเด็นสำคัญ

คุณลักษณะของคุรุ

มรรควิถีแห่งการละโลก การเปลี่ยนโลก และการปล่อยให้ทุกสิ่งสลายไปด้วยตนเอง (มรรควิถีแห่งพระสูตร ตันตระและซกเช็น) กล่าวถึงผู้ที่มีคุณลักษณะของคุรุทางจิตวิญญาณแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้เป็นคุรุจะมีลักษณะดังท่ีท่านเจ ญัมเม ริมโปเชได้พูดไว้ กล่าวคือ ต้องมีปัญญาจากการเรียนรู้ มีทัศนคติบริสุทธิ์ และมีความเชี่ยวชาญแห่งอุบายในการสอนให้ผู้อื่นได้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตนเอง คุรุที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นผู้ควรค่าแห่งการบูชา และควรค่าแห่งการแสดงความเคารพด้วยกายวาจาใจ

คุรุต้องได้รับการฝึกฝนจนเกิดปัญญาจากการฟัง จากการคิดใคร่ครวญและการภาวนาทั้งทางศีล สมาธิและปัญญา ต้องมีความรู้ในนิกายอย่างชัดแจ้งและมีความรู้ในคัมภีร์ที่ใช้สอน นอกจากนี้ คุรุต้องมีทัศนคติที่บริสุทธิ์ที่จะทำประโยชน์ต่อพระธรรมคำสอน ต่อสรรพสัตว์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจิตใจของศิษย์

คุณสมบัติข้อที่สาม คุรุต้องคำนึงถึงความสนใจของศิษย์ จะต้องเก่งในอุบาย ในวิธีการ และมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่สอน และในขณะที่สอนศิษย์ คุรุจะต้องไม่เหน็ดเหนื่อยแต่มีความสามารถที่จะสอนตลอดเวลา เมื่อศิษย์ถามคำถามเกี่ยวกับประเด็นยากๆ หลายข้อ ต้องไม่แสดงความเหนื่อยหน่ายหรือไม่พอใจ คุรุต้องสามารถอธิบายอย่างชัดเจนถึงหลักตรรกะทั้งสาม ได้แก่ พระวจนะของพระพุทธเจ้า คำอธิบายของเหล่าพระโพธิสัตว์ และหลักการเหตุผลจากการไตร่ตรองของตนเอง

โดยสรุป คุรุต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในคำสอน รู้ว่าประเด็นไหนในข้อธรรมที่เหมาะสมกับจริตและความสามารถของศิษย์ เหมือนหมอที่รู้จักให้ยาให้ถูกโรคแก่คนไข้

คุณสมบัติของศิษย์

ตามี่ท่าน เจ ญัมเม กล่าวไว้

ผู้ฟังธรรมต้องมีจิตใจเข้มแข็ง เข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน และมีศรัทธาสูง ถ้าศิษย์ใดมีคุณสมบัติเหล่านี้ ก็เหมือนกับเจ้าชายที่ควรค่าแก่การได้รับทรัพย์สมบัติของพระราชา

นั่นคือ ประการแรก ศิษย์ต้องไม่รู้สึกท้อแท้ต่อการบำเพ็ญบุญกุศล สามารถควบคุมจิตใจของตนเองให้ไม่วอกแวก ประการที่สอง ศิษย์ต้องมีสติปัญญา คิดเป็น รู้ว่าสิ่งใดควรรับไว้ สิ่งใดควรละวาง ประการที่สาม ศิษย์ต้องมีศรัทธาสูง แสดงวิริยะอุตสาหะ และไม่พึงพอใจเพียงแค่การฟังหรือคิดใคร่ครวญข้อคิดทางธรรมเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น

การปฏิบัติตามคุรุ

ในหัวข้อนี้มีประเด็นย่อยสองข้อซึ่งเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับทัศนคติ ศิษย์ต้องมีศรัทธาสูงและมีความนับถือคุรุอาจารย์ผู้ที่ศิษย์รู้สึกระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ปีติสุขและทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้และในโลกหน้าล้วนแต่ขึ้นกับพระคุณของคุรุทั้งสิ้น พระวจนะและคัมภีร์ต่างๆ ทั้งในสายเพิน (พุทธเพิน) และสายเชอ (พุทธนิกายอื่นของทิเบต) ก็ล้วนแต่เห็นพ้องต้องกันในประเด็นนี้ แต่ในการที่จะได้รับความสุขเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีศรัทธาในระดับที่ว่าเรามองคุรุเป็นดังพระพุทธเจ้า

ศิษย์เอกของท่านเจปุงผู้ยิ่งใหญ่ (มหาคุรุ เทรนปา นัมคา) ถามพระอาจารย์ของเขาว่า อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้รับความรู้ พระอาจารย์ตอบว่า พรของคุรุ

ศิษย์ถามต่อว่า แล้วอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศิษย์ได้รับพร พระอาจารย์ตอบว่า การเห็นคุรุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่จะทำให้ศิษย์ได้รับพร

ในทำนองเดียวกัน ท่าน ลามา ลา กล่าวไว้ว่า

คุรุผู้เข้าถึงการตื่นรู้เป็นดังแก้วสารพัดนึก เมื่อเราสวดมนต์ถึงท่านเหล่านั้น ความปรารถนาทั้งหลายของเราจะสมฤทธิ์ผล

ดังนั้น ระดับของพรจึงขึ้นอยู่กับระดับของศรัทธาที่เรามีต่อคุรุว่าเป็นแบบดีเลิศ ดีปานกลาง หรือดีพอใช้ โดยปราศจากศรัทธา ก็ไม่มีพรใดๆ เกิดขึ้น

มหาสิทธา ชุงกม สอนว่า

ถ้าเราเห็นคุรุเป็นพระพุทธเจ้า คำสอนที่เราได้รับก็เป็นดังน้ำอมฤต ถ้าเราเห็นคุรุเป็นปุถุชนธรรมดา คำสอนที่ได้รับก็เป็นดังอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าเราเห็นคุรุเป็นสุนัขแก่ๆ ตัวหนึ่ง คำสอนที่ได้รับก็เป็นดังน้ำล้างจาน

ท่าน ลามา ลา ยังกล่าวว่า

ปราศจากศรัทธาและความเคารพนอบน้อม เป็นไปไม่ได้เลยที่พรจะเข้ามาสู่จิตใจของเรา พรของคุรุเป็นเหมือนน้ำ เฉพาะศิษย์ที่มีศรัทธาและแสดงความเคารพนับถือต่อคุรุเท่านั้นที่จะได้รับพรนั้น

ท่าน โจดุง กล่าวว่า

ข้าพเจ้าขอประณตน้อมคุรุ ผู้นำพรเข้ามาสู่จิตใจของข้าพเจ้าด้วยศรัทธาและความเคารพนอบน้อม

ท่าน เจซูน ตัมปา กล่าวว่า

ด้วยเป้าแห่งศรัทธาและความเคารพนอบน้อม ก็ไม่มีคำว่าใกล้หรือไกลสำหรับธนูแห่งพร

ท่าน วาทัง ฉังเติน กล่าวว่า

ผู้ที่มีศรัทธาและความเคารพนอบน้อม ไม่จำเป็นต้องเรียนวิธีทำสมาธิ ประสบการณ์แห่งธรรมจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยเขาไม่ต้องขวนขวายหรือพยายาม

คัมภีร์ ทรังเติน กล่าวไว้ว่า

เรารับพรจากสายการปฏิบัติและจากพระพุทธเจ้าผ่านศรัทธาเท่านั้น

วิธีการปฏิบัติต่อคุรุไม่ใช่ด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับท่าน รับใช้ท่าน หรือมอบข้าวของเครื่องใช้ทรัพย์สมบัติให้ท่าน เราต้องปฏิบัติต่อคุรุด้วยทัศนคติและพฤติกรรมที่ถูกต้องดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

ทัศนคติที่ถูกต้องต่อคุรุ

การมีศรัทธาอย่างไม่เปลี่ยนแปลงในคุรุเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการพัฒนาให้เกิดศรัทธาปสาทะ เราต้องขจัดความสงสัยออกไป ควาสงสัยเป็นศัตรูที่นำความยากไร้มาสู่เราทั้งในชีวิตนี้และชีวิตอีกมากมายในอนาคตตราบจนเข้าถึงการหลุดพ้น ความสงสัยเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นข้อเสียในคุรุซึ่งทำให้เรามีการรับรู้ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่เราจะต้องขจัดความสงสัยให้ออกไปด้วยวิธีการสองอย่าง คือ หนึ่ง – ผ่านคำสอนของคุรุ และสอง – ผ่านการคิดไตร่ตรองหาเหตุผล

คำสอนที่สืบผ่านจากคุรุมาสู่เราช่วยขจัดความสงสัยได้อย่างไร มนุษย์ปุถุชนทั่วไปแบบเราไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือได้กราบสักการะพระองค์ แต่ด้วยความปรานีของพระองค์ จึงทรงปรากฏมาเป็นบุคคลธรรมดา นั่นคือ ปรากฏมาเป็นคุรุของเรา และนั่นคือความหมายที่แท้ของความเป็นคุรุ ผู้โดยเนื้อแท้แล้วคือพระพุทธเจ้าองค์ต้นกำเนิด พระพุทธเจ้าสมันตภัทร (กุนตุ ซังโป)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กล่าวประเด็นนี้ดังจะเห็นได้จากคัมภีร์ มุมมองแห่งพญาครุฑ ตันตระในระดับลึกล้ำแห่งวิถีอันเป็นนิรันดร ซึ่งกล่าวไว้ว่า

เมื่อเราเข้าถึงตันตระในระดับลึกล้ำซึ่งก็คือสภาวะอันยิ่งใหญ่ แห่งจิต เราสอนประเด็นนี้ให้แก่ผู้อื่น ผู้สอนนี้แหละที่เรียกว่า พระพุทธเจ้าสมันตภัทร

ในคัมภีร์ รวมคำสอนสีขาวสามอย่าง (การ์โป ซุมจอร์) มีข้อความระบุไว้ว่า

คุรุคือพระพุทธเจ้า คุรุคือพระธรรม (เพิน) และคุรุคือพระโพธิสัตว์

คำสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วยสิ่งใดควรปฏิบัติ สิ่งใดควรละวาง เป็นจริงเสมอ ดังคำกล่าวว่า ไม่มีแม้เพียงกลิ่นอายของความผิดพลาดใดๆ พระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเชื่อในพระวจนะของพระองค์

ในการคิดไตร่ตรองหาเหตุผลเพื่อสร้างศรัทธา เราควรคิดดังนี้

คุรุในปัจจุบันแท้ที่จริงแล้วคือพระพุทธเจ้า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ใช่สิ่งโกหก นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นนักวิชาการหลายท่านในมรรควิถีแห่งจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเรียกว่า เพิน ในชางชุงและทิเบต หรือ เชอ ในอินเดีย ต่างเป็นนิรมาณกายของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระวิทยาธร (สิทธาผู้เข้าถึงริกปะ) ในอดีต ตามคำพยากรณ์ส่วนใหญ่ มาประสูติและถือกำเนิดในร่างของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา

เมื่อพวกท่านเหล่านั้นยังเล็ก ก็ร้องไห้ ดูดนมแม่ และแสดงบุคลิกลักษณะอันไร้เดียงสาของเด็กเล็กทั่วไปที่ไม่รู้ไม่เข้าใจสิ่งใด เมื่อโตขึ้นมา พวกท่านเหล่านั้นก็ได้รับการฝึกฝนและฝึกปฏิบัติเหมือนบุคคลทั่วไป พวกท่านกินอาหาร นอนหลับ ขับถ่าย รวมทั้งเจ็บป่วยเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปทั้งหลาย

บางท่านแม้แต่เสียชีวิตไปจากสาเหตุที่เป็นอัปมงคล ถ้าเราถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะเราไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพียงบุคคลธรรมดา และนี่เป็นจริงไม่เพียงแต่พระพุทธเจ้าแต่รวมทั้งพระอริยสัตว์ในพุทธมหายานก็อยู่นอกเหนือกฎแห่งกรรมและกิเลส

อย่างไรก็ตาม เพื่อจะโปรดเวไนยสัตว์ พวกท่านจึงถือกำเนิดในลักษณะที่สอดคล้องกับเวลาและเหล่าสัตว์ ไม่มีวิธีการอื่นนอกจากการได้มาถือกำเนิดในร่างของสัตว์โลกธรรมดา ถ้าเราไม่เห็นความหมายที่แท้ของข้อนี้แต่กลับตามการปรุงแต่งอันเป็นมุมมองที่ไม่บริสุทธิ์ ก็จะทำให้มิจฉาทิฏฐิบังเกิดในใจเรา

sacred lake

ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับพระธรรมบาลซีปา เกียลโม เมืองงาวา แคว้นอัมโด ทิเบตตะวันออก Sidpa Gyalmo Lake, Ngawa (Aba), Amdo Tibet

นานมาแล้ว มีฤษีท่านหนึ่งจากแคว้นโอแจนชื่อว่า ซัลนัง (ปรากฏการณ์ชัดใส) เห็นท่านวิทยาธร ผู้เข้าถึงสิทธิแห่งปัญญาชั้นสูงว่าเป็นผู้นอกรีตสังหารผู้คนจำนวนมากโดยใช้ยาพิษกับเวทย์มนตร์

ในทำนองเดียวกัน เชน ริกปา ซัล เห็นท่านเชน กู เจีย ผู้เป็นนิรมาณกายของวิทยาธร ยุงตรุง ปาโว เซ ว่าเป็นผู้ครองเรือนธรรมดาคนหนึ่งที่สังหารม้า (เพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหาร – ผู้แปล)

มุมมองที่ไม่บริสุทธิ์ต่อมหาสิทธาเหล่านี้ปรากฏแก่พวกเขา แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเรา ผู้ถูกรัดรึงด้วยกิเลส เราจึงเห็นการกระทำของคุรุอาจารย์ว่าเต็มไปด้วยข้อเสีย ดุจดังสายตาของผู้ป่วยถุงน้ำดี เขาจะมองทุกอย่างที่ปรากฏต่อหน้าของเขาว่ามีสีเหลือง

อีกตัวอย่างหนึ่ง มองดูเผินๆ มหาสิทธิา กูรู เนินเซ เป็นนายพรานหรือนักฆ่าสัตว์ ผู้ฆ่าไก่ นก กวาง และสัตว์เล็กๆ เช่น แมลง และผึ้ง และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกูรู เนินเซที่ไปทำโจรกรรมกับขี้เหล้าเมายาด้วย

เนื่องจากเราเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังไม่บริสุทธิ์ และต้องได้รับการขัดเกลา ด้วยเหตุนี้ แม้คุรุจะเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แต่ท่านเสด็จมาในลักษณะที่สอดคล้องกับชีวิตของปุถุชนธรรมดา เราจึงควรคิดว่าเป็นการไม่เหมาะสมเลยที่จะด่วนตัดสินว่าผู้ใดไม่ใช่พระพุทธเจ้า แม้ว่าการกระทำของบุคคลนั้นจะดูว่ามีข้อบกพร่องก็ตาม

ดังนั้น เราจึงต้องขจัดความสงสัยในการเห็นข้อเสียของคุรุและพัฒนาศรัทธาในการเห็นคุรุว่าเป็นสภาวะพุทธะ เมื่อได้พัฒนาศรัทธาแล้ว เราจะได้รับรากเหง้าของสิ่งดีงามทั้งหลายซึ่งมาจากการได้ทำในสิ่งที่คุรุให้ทำ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบูชาที่ดีที่สุด เกี่ยวกับประเด็นนี้จะได้กล่าวถึงในหัวข้อเกี่ยวกับพฤติกรรมต่อไป

พระอาจารย์ กุนเทรอ ทรักปา ผู้รู้ทุกสิ่ง กล่าวว่า

ถ้าเราคิดว่าการที่เราเห็นข้อผิดของคุรุว่าเป็นข้อเสียของเรา ก็แสดงว่าเรามีมุมมองบริสุทธิ์ด้วยการเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่คุรุทำล้วนแต่ดีงาม หากเราคิดได้เช่นนี้ เราจะเข้าถึงพื้นฐานของความดีงามและความสุขทั้งปวง ซึ่งเกิดจากการได้บรรลุในสิ่งที่คุรุให้ทำ ถ้าเรามีศรัทธาปสาทะที่พิเศษและแม้ว่าคุรุจะไม่มีคุณสมบัติอันวิเศษ พระพุทธเจ้าทั้งสิบทิศก็ยังคงดำรงอยู่ที่กายของท่านผู้สอนธรรมะและประทานพรให้แก่ศิษย์

ในประเด็นนี้ คัมภีร์ตันตระกล่าวว่า

พระตถาคตทั้งหลายอุดมอยู่ในกายของคุรุ ผู้สอนพระธรรม

ภาพประกอบเรื่อง : พระกรณียกิจแรกของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ มิโว ผู้ถือกำเนิดมาเพื่อโปรดสรรพสัตว์

Feature Image : The first enlightened deed of Buddha Tonpa Sherab Miwo

*สงวนลิขสิทธิ์ กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา) ผู้แปล

ลัมริม ดวงประทีปชัดใสแห่งคำสอน (1)

ความหมายของลัมริม

ลัมริม (Lamrim) หมายถึงการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นลำดับขั้น หรือบางทีเรียกว่า ชังฉุบ ลัมริม (Changchub Lamrim) หรือการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นลำดับขั้นเพื่อการตรัสรู้ธรรม โดยมีประเด็นสำคัญตั้งแต่การยึดแก้วทั้งสี่ ได้แก่ คุรุและพระรัตนตรัย เป็นสรณะ ไปจนถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์    ลัมริมเป็นหัวใจของพระสูตรในหลายนิกายในพระพุทธศาสนาวัชรยานโดยเฉพาะนิกายเกลุกปะ

การแปลคัมภีร์ ลัมริม ดวงประทีปชัดใสแห่งคำสอน

เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ครูได้เดินทางไปวัดตกเต็นในแคว้นอัมโดของทิเบตและได้กราบพระอาจารย์ซูเช็น      เทกชก เต็มเป ญีมา ริมโปเช (ซูเช็น องค์ที่สาม) เป็นครั้งแรก ในการพบกันครั้งนั้น ท่านได้มอบคัมภีร์ลัมริมที่พิมพ์แบบ “เปจา” Tibetan traditional text ให้แก่ครู คัมภีร์นี้รจนาโดยพระอาจารย์มหาบัณฑิต ซูทริม เต็มเป เกียลเซ็น (ซูเช็น องค์ที่สอง) ครูไม่รู้เลยว่าอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา ชีวิตครูจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับคัมภีร์นี้และได้นำเนื้อหาของคัมภีร์นี้มาสู่เมืองไทย

ความพิเศษของคัมภีร์นี้คือเป็นคัมภีร์ที่อ้างอิงคำสอนในวิถีพุทธเพิน (ยุงตรุงเพิน) ที่สืบทอดมาจากพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ และสืบค้นจากพระสูตร ตันตระและอรรถาธิบายของพุทธเพินล้วนๆ โดยไม่ได้อ้างอิงคัมภีร์ชื่อเดียวกันในนิกายอื่น

มรรควิถีทั้งสาม

คำสอนในวิถีพุทธเพินแบ่งเป็น พระสูตร (Sutra) ตันตระ (Tantra) และซกเช็น (Dzogchen) ซึ่งมีอุดมคติของมรรควิถีแตกต่างกัน กล่าวคือ พระสูตรเป็นมรรควิถีที่เน้นการละโลก ละกิเลส (renunciation) ตันตระ เน้นการอยู่กับโลกและเปลี่ยนกิเลสให้เป็นปัญญา (transformation) และซกเช็น เน้นการดำรงอยู่กับโลกและกิเลสโดยไม่ต้องละหรือปรับเปลี่ยนสิ่งใด เมื่อเราอยู่กับริกปะ หรือการตื่นรู้ กิเลสจะไม่มีที่อยู่และจะสลายไปในที่สุด (self liberation)

ทั้งสามมรรควิถีสามารถพบได้ในบุคคลคนเดียวที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม หากเขาเป็นพระภิกษุหรือภิกษุณี เขาจะเน้นศีลาจริยวัตรแบบพระสูตร แต่เขาสามารถฝึกปฏิบัติองค์พระตามมรรควิถีตันตระและฝึกสมาธิแบบซกเช็นได้ หรือหากเขาเป็นฆราวาส ก็อาจจะปวารณาตัวที่จะถือศีลโพธิสัตว์และดำรงชีวิตเป็นโยคีหรือโยคินี ผู้ไม่เน้นแนวทางการดำรงชีวิตแบบพระสูตร แต่เน้นตันตระและ/หรือซกเช็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เคารพยกย่องหลักปรัชญาและศีลที่กำหนดในพระสูตร

ลักษณะเด่นของคัมภีร์ลัมริม

คัมภีร์ลัมริมประกอบไปด้วยข้อธรรมเพื่อการใคร่ครวญ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา ทำให้เราอยากปรับปรุงตนเองและเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า เงจุง คือเบื่อหน่ายในความไร้แก่นสารของสังสารวัฏ หากไม่รู้สึกเบื่อหน่าย โอกาสที่จะเราจะเจริญโพธิจิต (ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้สรรพสัตว์เข้าถึงพระโพธิญาณด้วยการปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเพื่อจะได้มีศักยภาพอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์) อย่างสมบูรณ์จะเป็นไปได้ยากและเราอาจจะขาดแรงจูงใจที่จะทำให้เราพากเพียรบนหนทางแห่งธรรม

วิธีการนำเสนอจึงเน้นอธิบายแต่ละประเด็นอย่างแจ่มแจ้ง มีการยกแหล่งอ้างอิงรวมทั้งนิทานและชีวิตของคุรุอาจารย์และผู้ปฏิบัติธรรมในอดีตเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นตรรกะและความน่าเชื่อถือของคำสอน และมักจบด้วยการขอให้ผู้อ่านอย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แต่ทุ่มเทกายวาจาใจให้แก่การปฏิบัติ

หากเราได้อ่านและใคร่ครวญเนื้อหาของลัมริม เราจะไม่มีวันปฏิบัติธรรมอย่างผิดพลาด เราจะเข้าใจแก่นหัวใจของพุทธมหายานอย่างลึกซึ้ง และสำหรับผู้สนใจมรรควิถีตันตระ ซกเช็น (ตลอดจนคำสอนที่เป็นยอดของวิถีในนิกายอื่นๆ ของพุทธศาสนาแบบทิเบต เช่น ลัมเดร และมหามุทรา ) คำสอนลัมริมให้พื้นฐานที่สำคัญที่จะนำเราไปสู่คำสอนชั้นสูงอื่นๆ ทั้งหมด

ลัมริม ดวงประทีปชัดใสแห่งคำสอน

คำสอนอย่างเป็นลำดับขั้นเพื่อฝึกตนและใคร่ครวญข้อคิดทางธรรมในพระสูตรมหายานแห่งพุทธเพิน

รจนาโดย พระอาจารย์มหาบัณฑิต เจซูน ซูทริม เต็มเป เกียลเซ็น

ชื่อคัมภีร์ภาษาทิเบต

เพิน รังลุก จิ ทรีฉุง ดูมา แล ตูเบ ชังฉุบ ลัมจิ ริมเบ มิกทรี แชนเต็น ซัลเบ เตรินเม เฉชาวา ฉู

Bon rang lugs kyi khrid gzhung du ma las btus pa’i byang chub lam gyi rim pa’i dmigs khyid gshen bstan gsal ba’i sgrun me zhes bya ba bzhugs.

แหล่งที่มา

คัมภีร์รวมคำสอนของมหาบัณฑิต เจซูน ซูทริม เต็มเป เกียลเซ็น ฉบับกลาง

บทบูชาครู

Shardza.jpg

ข้าพเจ้าขอประณตน้อมพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช

ต้าชี พระผู้รอบรู้ เหนือกว่ามนุษย์และเทพ

เกียลเซ็น พระผู้เชี่ยวชาญในการปักธงชัยแห่งการฝึกฝนและตระหนักรู้

พระปฐมอาจารย์ผู้ประเสริฐ ศูนย์รวมแห่งพระรัตนตรัย

ข้าพเจ้าขอสวดบูชาท่าน ต้นกำเนิดแห่งความดีงามทั้งปวง

 

เมล็ดพันธุ์แห่งโพธิจิตอันประเสริฐ กำเนิดจากความร้อนและความชื้นแห่งบุญกุศลทั้งสอง

ก่อเกิดเป็นกิ่งก้านงอกงามแห่งการละวางและการตระหนักรู้ 

นำไปสู่ผลสุกงอมแห่งกายทั้งสี่อันมิมีส่ิงใดเทียบเทียมได้

ร่มเงาอันเบิกบานแห่งปีติสุข ขจัดความร้อนรุนแรงที่ยึดติดเราในห้วงของสังสารวัฏและนิพพาน

ด้วยอำนาจแห่งพรดุจแก้วสารพัดนึกของพระพุทธเจ้าผู้เที่ยงแท้

ความสมปรารถนา บุญกุศลและความดีงามทั้งปวงได้ตกลงมาเป็นสายฝน

ตามประเพณีรถม้าแห่งการสอนและฝึกปฏิบัติตามคำสอนแห่งพระผู้คุ้มครอง

ในหมู่ผู้ก่อตั้งมรรควิถี ได้แก่ ผู้แทนย่ิงใหญ่แห่งพระชินเจ้า อัญมณีอันประเสริฐทั้งหก 

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสี่ พระอาจารย์ผู้เป็นบิดาและบุตรทั้งสาม

ด้วยศรัทธาจากหัวใจ ข้าพเจ้าขอกราบพระอริยสัตว์ ผู้ชี้นำหนทางอย่างเป็นลำดับขั้น

จุฬามณีแห่งผู้ธำรงคำสอนจากดินแดนหิมะ

ท่านผู้สืบจากตระกูลมูและเชนหลายรุ่นอายุ

ผู้เชี่ยวชาญและบรรลุผลการปฏิบัติ ผู้สืบสายการปฏิบัติจากตระกูลดรู ฉู วา และมิว

ด้วยศรัทธา ข้าพเจ้าขอยึดท่านทั้งหลายเป็นจุฬามณีเหนือเศียรเกล้า

โดยเฉพาะ ท่านผู้หมุนกงล้อแห่งการอ่าน ฟัง และทำสมาธิ

ประเพณีของการเข้าถึงการภาวนาแบบละวางจากกิเลส

คุรุผู้ยอดเยี่ยม บิดาและบุตร ผู้มิมีผู้ใดเทียบเทียมได้

ด้วยหัวใจ ข้าพเจ้าขอน้อมรำลึกถึงความปรานีของพระอาจารย์ผู้ประเสริฐกว่าผู้ใด

สรณะหนึ่งเดียวของสัตว์โลกในกลียุคแห่งนี้

โลเด็น ญิงโป นิรมาณกายที่แน่แท้ของพระคุรุปัทมสัมภวะ

พระวรกายอันประเสริฐทั้งสี่ ผู้เป็นนิรมาณกายแห่งพระชินเจ้า

ข้าพเจ้าขอเอ่ยคำสรรเสริญนี้ด้วยศรัทธาอย่างไม่สั่นคลอน 

เป็นเวลายาวนานแล้วที่ข้าพเจ้าถูกรัดรึงอย่างแน่นหนาด้วยเชือกแห่งกรรมและกิเลส

ในคุกแห่งสังสารวัฏที่เต็มไปด้วยความน่าสะพึงกลัว

ตื่นตระหนกและถูกทรมานด้วยความทุกข์ทั้งสาม

ข้าพเจ้ารีบค้นหาหนทางอันประเสริฐที่จะนำไปสู่การหลุดพ้น

ด้วยการยึดมั่นในพระผู้คุ้มครอง ผู้บริสุทธิ์ และมิเคยหลอกลวงผู้ใด

ในทั้งร้อยกัลป์ แม้ค้นหา ข้าพเจ้าจะไม่มีวันได้ค้นพบวิถีอื่นใดที่วิเศษยิ่งกว่านี้อีกแล้ว

ด้วยเหตุนี้ พระชินเจ้าทั้งหลายจึงเสด็จมาบนหนทางนี้ซึ่งเป็นหนทางเดียว

อันเป็นแก่นหัวใจแห่งพระสูตร ตันตระ พระวจนะ นับแสนฉบับ

คัมภีร์อุปเทศอันลึกซึ้งแห่งสายการปฏิบัติที่ศักดิ์สิทธิ์

ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะที่จะเผยแผ่พระธรรมแก่ทุกชีวิตที่ปรารถนาการหลุดพ้น

thumbnail

บทสรรเสริญพระมัญชุศรี

บทสรรเสริญพระมัญชุศรีบทนี้มีความหมายงดงามยิ่งนักและมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ เป็นบทที่พระภิกษุที่วัดตกเต็นสวดกันตลอดก่อนจะรับคำสอนจากริมโปเช ขอมอบให้แด่ทุกท่านที่สนใจ เพื่อเป็นกำลังใจในการศึกษาความรู้ต่างๆ ให้ได้รู้จักเลือกความรู้ที่เป็นสัมมาทิฐิ และเพื่อประโยชน์ในการฝึกฝนตนและสืบทอดพระพุทธศาสนา ความหมายพร้อมเสียงอ่านภาษาทิเบตและไฟล์เสียงได้มอบให้แล้วในบล็อกนี้

อุบลมาลัย บทถวายเครื่องบูชาและสรรเสริญราชสีห์แห่งพระวจนะ พระแห่งปัญญาผู้ประเสริฐ

The Utpala Garland, Offering and Praise to the Lion of Speech, the Supreme Wisdom Deity

Composed by Nyamme Sherab Gyaltsen

Translated from Tibetan by Kalsang Dawa

Chanted by Yonten & Kalsang D. 

With appreciation to Zea’lots Production & Jin Juntrue for the audio production.

อุบลมาลัย บทถวายเครื่องบูชาและสรรเสริญราชสีห์แห่งพระวจนะ พระแห่งปัญญาผู้ประเสริฐ

//เชรับ ลาชก มาเว เซ็งเก เชอเตอ อุตปาเล เทรงวา ฉูโซ//

พระอาจารย์ ญัมเม เชรับ เกียลเซ็น/ รจนา

เอมาโฮ

กุนจบ ทูเต็น โลเตรอ เตรซิน มาเว เซ็งเก ทุกจี แจน

ราชสีห์แห่งพระวจนะ ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา
ผู้ถือครองขุมทรัพย์แห่งสติปัญญา ทรงเปี่ยมด้วยพลานุภาพในการปกป้องสรรพชีวิต

แซนเป รับซก กูกม ตกมา เฉจิก ชักญี ซุมตัง เต็น

ทรงพรั่งพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะ พระวรกายสีแสดดุจดอกคำฝอย
พระพักตร์เดียว พระหัตถ์สอง ทรงแย้มพระโอษฐ์

ตงซุม กุนทรัก ตราเจีย ดรุกกิ ทรีลา เรอเบ จิงวัก แจน

ประทับอย่างสง่างามบนบัลลังก์มังกรที่แผดเสียงร้องแห่งชัยชนะไปทั่วทั้งสากลจักรวาล

ทุลเช็น ยิกเก ฉิบจู รับเทร ตราเซล นับซา เลกบา เกอ

ทรงอาภรณ์งดงาม ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยอักษรมหัศจรรย์ ๔๐ ตัว

จุดลุง แมนงัก เตเนิด กุนชุง โตยี กาดรม รับตุ เก
ทรงแบกไว้อย่างมั่นคงซึ่งหีบพระคัมภีร์บรรจุคำสอนตันตระ คำสอนจากสายการปฏิบัติ และคัมภีร์อุปเทศ

ชักเย เงินมาร์ เชรับ เรทรี ทูตก ตักซิน เซดเน เจิด

พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์แห่งปัญญาสีน้ำเงินแดง ตัดอัตตา การปรุงแต่ง และภาพลวงตาจนหมดสิ้น

เยินเบ เซลเว เตรินเม โตรวา มาริก โลมุน เซวา เซด

พระหัตถ์ซ้ายมีดวงประทีปชัดใส ดับอวิชชา ความมืดมนในจิตใจของสรรพสัตว์

เยเยิน ทรักญี บาเว ญีตา ทับเช ซุงเทร ซูตุ จิด

พระอังสะขวาและซ้ายส่องสว่างด้วยพระอาทิตย์แห่งอุบายวิธีและพระจันทร์แห่งปัญญาที่ดำรงอยู่คู่กัน

ยูยิ ซูพุด ริกจิ ตักซก ฉีแจน เซเบ แจนจิ แจน

พระโมลีดังพลอยเขียวฟ้าประดับด้วยเครื่องประดับงดงามแห่งพระพุทธเจ้าปางสันติ
รวมทั้งสัญลักษณ์แห่งพระชินพุทธะ

เลกบา กุนชุง เกียลตัง เกียลเซ ทัมเจ ตูเบ โงโว ญิด

พระองค์​ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งความดีงามทั้งปวง

ทาริง คอร์เว เกียมโซ ติเล เญวา เตรอเซด ทรินเล แจน

พระผู้ประกอบกรณียกิจในการนำพาเราให้เข้าใกล้การหลุดพ้นจากทะเลแห่งวัฏสงสารที่แสนยาวไกล

ลูงัก ยิดซุม โกเน ตังเว เชลา รับตุ ชักจี เบ

ด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ข้าพเจ้าขอประณตน้อมต่อพระองค์

มิพัม เกียลเซด เจเบ ฉับเป ตักกิ ชีเวอ ญูร์ตุ ฉก

ขอพระบาทบัวอันรื่นรมย์ซึ่งบรรลุชัยและมิพ่ายแพ้วางอยู่เหนือกระหม่อมของข้าพเจ้า

ตัมบา เมเบ เลนัม กังจี แชนงา ขักโซ เซอบา เซอ

ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ข้าพเจ้าขอสารภาพบาปกรรมใดๆ ก็ตามที่ได้ล่วงเกินต่อเหล่าพระอริยสัตว์
ขอทรงโปรดประทานอภัย

พุนซก เต็มเจียง เงินจอร์ ยิดทุล เชอซก ผูโล ทุกจี เฉ

ข้าพเจ้าขอถวายเครื่องบูชาอันอุดมสมบูรณ์​ ทั้งที่มีอยู่จริงและจากจินตนาการแด่พระองค์
ขอทรงโปรดรับไว้ด้วยความกรุณา

ญินแซน กุนตุ ตุนบา ซัมเจียง ทารุง เชจิ ทุกจี ชุก

ข้าพเจ้าเฝ้ารำลึกถึงพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน

จุงเซ เมญัม เอินเจียง ตักกิ เญเบ เจินจิ ดริบบา เซด

แม้กระนั้น พลังแห่งความกรุณาดูจะยังไม่เพียงพอที่จะสลายมลทินความผิดพลาดของข้าพเจ้า

รัมชัม เชชี ซกกุน กุนเซล โลเตรอ ตักลา ญูร์ตุ เซอ

ขอพระองค์ทรงโปรดประทานปัญญาส่องสว่างในการศึกษาวิทยาความรู้ทั้งหลายให้แก่ข้าพเจ้าอย่างรวดเร็ว

ตักลา เกิมเช เรซา เชเล ลักเบ แฉนลา ซุเม เบ

พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียว ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากนี้

ตูนัม กุนตุ มิเทร เชจิ ทุกจี ตักลา ซุงตุ เซอ

ขอพระองค์อย่าแบ่งแยกจากข้าพเจ้าในทุกทิวาราตรีและโปรดดูแลข้าพเจ้าด้วยความกรุณา

ตักกี แฉนชีร์ กายี คอร์โล กอร์ฉิง โตรนัม ญูร์ เตรอโช

เมื่อข้าพเจ้าได้หมุนกงล้อแห่งพระวจนะเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นแล้ว
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงการหลุดพ้นโดยเร็วด้วยเทอญ

บทสรรเสริญในลักษณะการพรรณาและถวายเครื่องบูชาแด่ราชสีห์แห่งพระวจนะ พระผู้เปี่ยมด้วยปัญญา นี้
พระภิกษุในเชนวงศ์นามว่า “เชรับ เกียลเซ็น” รจนาไว้ ณ วัดปัลเดนนา
ขอให้มีแต่ความสุขสวัสดี

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล/ แปลจากภาษาทิเบต
วันที่ 19 กรกฎาคม 2561
ณ วัดตกเต็น เมืองงาวา อัมโด ทิเบต

ญัมฉัก สมาธิแบบทิเบต

Nyamzhag – resting in our natural mind

ญัมฉัก – การดำรงอยู่ในสภาวะโดยเนื้อแท้ของจิต

ญัมฉัก เป็นการดำรงอยู่ในท่านั่งสมาธิแบบห้าลักษณะ เพื่อเกื้อกูลการปรากฏขึ้นของปัญญาห้า โดยรูปศัพท์ของ ญัมฉัก แปลว่า ดำรงอยู่อย่างเท่าเทียม ถือเป็นท่านั่งที่พื้นฐานที่สุดของซกเช็น หากเราฝึกในระดับสูงขึ้นไป เช่น ในการฝึกลมปราณ (ซาลุง) หรือฝึกเกี่ยวกับแสง (เทอกัล) จะมีท่านั่งสมาธิแบบอื่น เช่น ชันเข่า นั่งยอง แต่ละอย่างมีเหตุผลและอานิสงส์ทั้งสิ้นว่าเพื่อฝึกอะไรและจะได้ประโยชน์อะไร แต่ท่านั่งพื้นฐานที่ใช้ตลอดเวลาคือ ญัมฉัก ตั้งแต่เราฝึกใหม่ไปจนส่งดวงจิตในวาระสุดท้าย

ในขณะที่ทำสมาธิญัมฉัก จะมีความคิดเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตลอดเวลา เราไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งความคิดไม่ให้เกิดขึ้นได้เพราะความคิดเป็นพลัง (ซัล) โดยธรรมชาติของจิต เมื่อจิตมีคุณสมบัติชัดใส จึงมีความคิดปรากฏไม่รู้จบ ในแต่ละขณะ ความคิดไม่อยู่นาน นอกเสียจากเราจะเชื้อเชิญให้ความคิดอยู่ ความคิดมาแล้วก็จากไป ไม่ได้จากไปที่ใด แต่กลับสู่ความว่างของจิต เหมือนเมฆที่ลอยเข้ามาในฟ้าก้อนแล้วก้อนเล่า แล้วก็ลอยจากไปหรือสลายไปในความไพศาลของฟ้า

IMG_7550

Kuntu Zangpo – The Primordial Buddha in nyamzhag meditation.

ญัมฉัก เป็นการกลับสู่สภาวะอันผ่องแผ้วซึ่งไม่มีตัวตนของผู้ทำสมาธิ ไม่มีส่ิงที่มากระทบอายตนะที่ผู้ทำสมาธิจะยึดเอาไว้ หรือเอาเข้ามาเป็นของตน ไม่มีเรื่องราวจากความทรงจำใดๆ ไม่มีการยึดติดในสิ่งใด และไม่มีการผลักไสสิ่งใด แม้เป็นความนิ่งดุจดังไม่มีอะไรอยู่ แต่ในความนิ่งนั้นมีการรู้อย่างชัดเจน ทั้งรู้ตัวและรับรู้ที่เฉียบคม และในขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายเพราะจิตไม่มีอะไรห่อหุ้ม ไม่มีอะไรต้องแบกหรือยกไว้ ไม่ต้องทำสิ่งใด ในสภาวะเช่นนี้จึงปราศจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีเพียงเวลาแห่งปัจจุบันที่ผู้ทำสมาธิไม่ถูกรบกวนด้วยข้อเสียทั้งสาม นี่คือสภาวะที่เรามีมาแต่โบราณกาล เป็นความทรงจำแรกเริ่มก่อนที่เราจะมองไม่เห็นและปล่อยให้อวิชชาเข้ามาครอบครองพื้นที่ของจิต

ในขณะทำสมาธิ เรามีสติรู้ตัว มีความชัดเจนและชัดแจ้ง ดำรงอยู่กับความสงบนิ่งโดยไม่ปรุงแต่ง เสแสร้ง และตามความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้น ให้ปล่อยความคิดไป หากเผลอตามความคิดไปและปรุงแต่งเรื่องราวเพิ่มเติม ให้นำจิตกลับมาดำรงอยู่ในสภาวะผ่องแผ้วที่ไม่มีการคิดหรือพูดคุยกับตัวเองในสภาวะเช่นนี้ จิตไม่เคลื่อน ไม่เปลี่ยน ไม่หันเหออกไป ทันทีที่จิตเปลี่ยน (คือ ตามความคิด/ สนใจความคิด) เราได้ออกจากสภาวะเดิมแท้ของจิตและตามการลวงไป

จะเห็นว่า ในการทำสมาธิเช่นนี้ไม่มีที่อยู่สำหรับจิตที่ถูกลวง มีเพียงการดำรงอยู่กับริกปะซึ่งเป็นสภาวะแห่งจิตเดิมแท้

คำอธิบายเพิ่มเติม
ญัมฉัก คำว่า ญัม แปลว่า เท่าเทียม ฉัก แปลว่า ดำรงอยู่ บางทีแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า contemplation หรือ contemplative meditation แต่ขอให้รู้ว่าไม่ได้หมายถึงการใคร่ครวญ ตรงกันข้ามในการทำสมาธิญัมฉัก เราไม่ตามความคิด ไม่ใคร่ครวญหรือทำการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับจิต ดำรงอยู่ในสภาวะโดยเนื้อแท้ที่ว่าง กระจ่าง ผ่องแผ้ว

ท่านั่งห้าลักษณะ ได้แก่ (1) ขาขัดสมาธิ ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ปัญญาแห่งศูนยตา (2) มือประสานที่หน้าตักโดยนิ้วโป้งแตะโคนนิ้วนาง ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ปัญญาแห่งการแยกแยะ (3) กระดูกสันหลังตั้งตรง ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ปัญญาซึ่งชัดใสและว่างดังกระจก (4) ไหล่ขยาย คอโค้มต่ำเล็กน้อย ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ปัญญาแห่งความเท่าเทียม และ (5) ตาหลุบต่ำ ริมฝีปากไม่เม้ม ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ปัญญาแห่งการบรรลุผล

ข้อเสียทั้งสามของสมาธิ ได้แก่ (1) การง่วงนอน แก้ได้ด้วยการพุ่งความสนใจไปที่สมาธิให้มากขึ้น ความง่วงเกิดจากการขาดพลังในการปฏิบัติ และหลีกเลี่ยงการกินอาหารหนัก (2) การตามความคิด/จิตวอกแวก แก้ได้ด้วยการเตือนตัวเองว่ากำลังตามความคิด หากไม่ได้ผล ผู้ปฏิบัติควรลุกขึ้น เคลื่อนไหวร่างกาย แล้วกลับมาปฏิบัติใหม่ หากเป็นมาก ควรฝึกสมาธิอาทรีเพื่อให้ได้รับ ประสบการณ์จากสมาธิแบบสมถะ และ (3) การที่จิตหนัก ไม่ชัดใส แก้ได้ด้วยการทำสมาธิเป็นช่วงสั้นๆ ให้สังเกตตัวเองว่า หลังสมาธิมีความสดชื่น เบิกบานหรือไม่ ถ้าไม่ อาจเป็นเพราะข้อเสียข้อนี้ ควรปรับปรุงด้วยการบำเพ็ญบุญบารมีเพิ่มเติม เช่น กราบ เจริญโพธิจิต สวดบทคุรุโยคะ ฯลฯ

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

บทสวดขจัดอุปสรรค

Prayer to remove obstacles

ตั้งจิตถึงพระปฐมอาจารย์ว่าไม่แยกจากพระคุรุปัทมสัมภวะ แล้วสวดบทนี้ด้วยศรัทธาจากก้นบึ้งของหัวใจ

Prayer to remove obstacles chanted by Yonten & Kalsang D.
With appreciation to Zea’lots and Jin for the production.

โกนชก ซาซุม ตูเบ โงโว

พระปฐมอาจารย์ผู้รู้ทุกสิ่ง

ทรินเชน ซาเว ลามา เชนโน

ท่านเป็นศูนย์รวมแห่งพระรัตนตรัย

ชีนัง ซังเว วาเช เซลา

ขอท่านโปรดขจัดอุปสรรค นอก ใน และลึกล้ำ

ซัมเบ เทินกุน ดรุบบา เซอจิก

ขอโปรดประทานพรให้ศิษย์สมประสงค์ในทุกสิ่งที่ปรารถนาด้วยเทอญ

เซวัง เมินลัม บทสวดมหาปณิธาน รัตนมาลัยแห่งความหมายอันบริบูรณ์

บทสวดมนต์ทิเบตซึ่งเป็นการตั้งปณิธานอันประเสริฐสำหรับชีวิตนี้และชีวิตหน้า สามารถสวดสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต – ไฟล์เสียงและบทสวดอยู่ด้านล่าง

The Thai version of the Tsewang Monlam (Tsewang Rigzin’s Precious Garland of Meaningful Aspiration Prayers)

บทสวดมนต์ทิเบตมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น สรรเสริญพระรัตนตรัย บูชาครู เจริญโพธิจิต สลายบาปกรรม ขอพรให้คุรุกับศิษย์หลอมรวมเป็นสภาวะเดียวกันอันไม่แบ่งแยก (คุรุโยคะ) สาธยายพระวจนะของพระพุทธเจ้า สรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในลักษณะต่างๆ (ซึ่งเรียกว่า พระยีตัม) เพื่อฝึกปฏิบัติเปลี่ยนจิตของเราให้เหมือนจิตของพระองค์และเพื่อให้ได้รับพรอันเป็นคุณสมบัติของพระองค์เหล่านั้น เช่น พรแห่งปัญญาของพระมัญชุศรี พรแห่งการมีอายุยืนยาวของพระพุทธเจ้าอมิตายุส พรแห่งความกรุณาและการประกอบกรณียกิจของพระแม่ชัมมาและพระแม่ตารา พรในการขจัดอุปสรรคและพลังลบของพระคุรุริมโปเช พรแห่งการมีอายุยืนยาวและเข้าถึงจิตเดิมแท้ของพระคุรุเซวัง รินซิน พรแห่งการบำบัดรักษาของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ พรแห่งการประทานความรุ่งเรืองของพระซัมปาลา เป็นต้น โดยพรสำคัญที่สุดซึ่งเรียกว่า สิทธิทางธรรม คือการตระหนักรู้ศูนยตาเพื่อให้เราสามารถเข้าถึงการบรรลุธรรมเพื่อจะได้ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์

นอกจากนี้ บทสวดมนต์ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยสุขในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เตรียมจิตเราสำหรับวาระสุดท้าย และเป็นมงคลสำหรับชีวิตใหม่อันประเสริฐ บางบทก็เน้นทำกุศลให้แก่ผู้จากไปโดยตรง เน้นให้ดวงจิตที่จากไปเกิดการตระหนักรู้ รู้ว่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่อาลัยอาวรณ์กับชีวิตที่จากมาซึ่งเป็นดังความฝัน สามารถปล่อยวางและเดินทางต่อสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ

บทสวดบทหนึ่ง ครูได้สวดมายาวนาน แต่เพิ่งมีโอกาสแปลความหมายให้ในช่วงอาสาฬหบูชาปีที่แล้วและเขียนคำภาษาทิเบตให้ในอาสาฬหบูชาที่เพิ่งผ่านไป บทนี้มีชื่อว่า “เซวัง เมินลัม บทสวดมหาปณิธาน รัตนมาลัยแห่งความหมายอันบริบูรณ์” เป็นบทที่เราสามารถสวดได้ทุกวัน และ/หรือในวันสำคัญ เช่น วันพระใหญ่ วันครบรอบการจากไปของคุรุอาจารย์รวมทั้งบิดามารดาและผู้มีพระคุณ

สามารถสวดให้แก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีทุกขเวทนา และที่เหนืออื่นใด บทสวดนี้เป็นพรให้แก่พวกเราแต่ละคน เพราะมาจากพระโอษฐ์ของพระคุรุเซวัง รินซินเอง ประกอบด้วยข้อธรรมยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ให้มีความหมายสูงสุด การเตรียมตัวสำหรับการจากไป การทำสมาธิโพวา การเกิดใหม่ในสภาวะที่ประเสริฐหากไม่สามารถหลุดพ้นในชาตินี้หรือในบาร์โด และการขอให้ได้เข้าถึงกายทั้งสามของพระพุทธองค์และให้มีความกรุณายิ่งใหญ่เพื่อกลับมารื้อขนสรรพสัตว์

ดังคำสรรเสริญท้ายบทว่า “การสวดบทมหาปณิธานนี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น หากจะสวดอย่างเป็นนิจสินเพื่อให้บทสวดนี้เป็นดังบทปฏิบัติบูชาพระยีตัมก็จะเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อยึดบทสวดมหาปณิธานนี้เป็นพระยีตัม ก็เท่ากับว่าได้รักษาศีลไว้ในหนึ่งชีวิต และในชาติหน้าจะได้เกิดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระคุรุเซวัง รินซิน”

*

เซวัง เมินลัม 
บทสวดมหาปณิธาน รัตนมาลัยแห่งความหมายอันบริบูรณ์

ข้าพเจ้าขอประณตน้อมต่อพระคุรุเซวัง รินซิน

ขอให้ทำสมาธิว่า
เหนือกระหม่อมของข้าพเจ้า บนฐานดอกบัว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
พระอาจารย์ พระพุทธเจ้า มณฑลแห่งพระยีตัม
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนกาย วาจา ใจ ของพระองค์
ประทับอยู่ในลักษณะแสงและกายแห่งแสง

จงตั้งนิมิตถึงพระที่ยึดเป็นสรณะด้วยความเคารพนอบน้อมจากก้นบึ้งของหัวใจ
แล้วสวดบทต่อไปนี้

เอมาโฮ
จากพุทธเกษตรผ่องแผ้วนับเอนกอนันต์ในความไพศาล
พระอาจารย์ พระพุทธเจ้า มณฑลแห่งพระยีตัม
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนกาย วาจา ใจ ของพระองค์ เสด็จมา

แม้ว่าพระองค์ทั้งหลายจะมิได้เสด็จจากพุทธเกษตรแห่งกายธรรม
และประทับอยู่ ณ แดนอื่น
แต่เพื่อโปรดข้าพเจ้าและเหล่าสรรพสัตว์ด้วยความกรุณา
จึงขอโปรดเสด็จมาและประทับอยู่บนฐานดอกบัวเหนือกระหม่อมของข้าพเจ้า

พระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งสรณะ เปี่ยมด้วยสัพพัญญู ความรักและพุทธานุภาพ
ข้าพเจ้าและเหล่าสรรพสัตว์ขอประณตน้อมต่อพระองค์
ขอสารภาพบาปกรรมและการกระทำที่เป็นอกุศล
ขอถวายเครื่องบูชาอันเป็นสิ่งเพลิดเพลินเจริญใจ
ไม่ว่าจะเป็นจักรวาลภายนอกหรือชีวิตที่ดำรงอยู่ภายใน
ขอทรงโปรดประทานสิทธิทางธรรม ได้แก่ ปัญญาอันไร้การปรุงแต่ง
บุญกุศลใดๆ ที่ข้าพเจ้าได้ทำในสามกาล
ขออุทิศจนหมดสิ้นให้แก่สรรพสัตว์ที่มีมากมายเทียบเท่าท้องฟ้า
ขอให้ทุกชีวิตได้เข้าถึงสภาวะแห่งจิตเดิมแท้ด้วยเทอญ

นโม
พระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งสรณะ
ทรงดำรงอยู่ในความไพศาลและเปี่ยมด้วยความกรุณา
ขอพระองค์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียวโปรดสดับฟัง

ข้าพเจ้าขอสวดบทมหาปณิธานนี้ด้วยความเคารพนอบน้อม
ขอทรงอำนวยพรให้คำกล่าวในบทสวดนี้บรรลุผล
ในชาติปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้กายมนุษย์อันประเสริฐ
ขอให้ได้บำเพ็ญบุญกุศลทั้งกาย วาจา ใจ อย่างลุล่วง
ขอให้ความคิดปรุงแต่ง มลทินแห่งสติปัญญาทั้งหลาย
ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์
ขอให้ปัญญาอันไร้การปรุงแต่งส่องสว่างในใจของข้าพเจ้า
ขอให้อุปสรรคที่จะทำให้ไปเกิดในอบายภูมิสูญสิ้นไป
ขอให้กุศลกรรมบถสิบที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะบำเพ็ญสำเร็จลุล่วง
ขอให้พระธรรมคำสอนแผ่ขจายไปและตัวข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว
ขอให้ได้อำนวยประโยชน์แก่สรรพสัตว์และผู้ที่ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์ด้วย

เมื่อเวลายิ่งใหญ่แห่งความเป็นอนิจจังมาถึง
ณ ขณะที่กำลังจะตาย
ขอให้ความเจ็บป่วยทางกายและเวทนายิ่งใหญ่สลายไป
ขอให้ปรากฏการณ์ทั้งหลายอันปกคลุมจิตและทำให้จิตมืดมนหมดสิ้นไป
ขอให้ริกปะอันชัดใสไร้สิ่งปิดกั้นกระจ่างแจ้ง
การกระทำต่างๆ คือปรากฏการณ์ที่ลวงตาในโลกนี้
ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ยึดติดหรือเกลียดชังการกระทำเหล่านั้น
อย่าได้ไล่ตามความคาดหวังหรือหมกมุ่นในวิจิกิจฉา
ขอให้ความหวาดกลัว ความทุกข์ กิเลส หมดสิ้นไปอย่างสมบูรณ์
เมื่อหมดสิ้นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในสภาวะแห่งจิตเดิมแท้ซึ่งไม่เคลื่อน
เมื่อถึงเวลาที่ธาตุทั้งห้าซึ่งประกอบเป็นกายเนื้อ
อันเป็นกายมายาแตกสลายไป
แม้ภาพนิมิตแห่งแสงทั้งห้าจะปรากฏขึ้นเพียงใด
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักรู้ด้วยเถิดว่า นี่คือกลลวงแห่งจิต พลังแห่งตัวตน
เมื่อตระหนักรู้แล้ว ขอให้ได้หลุดพ้น
เข้าถึงปัญญาห้าและกายห้าของพระพุทธองค์

เมื่อดวงวิญญาณมาประชุมกันที่กลางจักระหัวใจ
ปรากฏ เสียง แสง รังสี ทั้งสาม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ภายในที่ลวงตา
เมื่อได้ตระหนักถึงตรีกายและได้รับการปลดปล่อย
ในสภาวะเดิมแท้แห่งตัวตน
ขอให้ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นจากเส้นทางอันตรายแห่งบาร์โด
ปรากฏการณ์ที่ลวงตา

เมื่อจิตเดิมแท้อยู่ในลักษณะอักขระ “อา”
และออกจากช่องลมปราณแห่งมหาสุขสีน้ำเงินกลางกาย
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธเจ้าสมันตภัทรเหนือกระหม่อม
ขอให้บรรลุพระโพธิญาณในความไพศาลแห่งความเป็นธรรมดาด้วยเทอญ

หากต้องเกิดใหม่ด้วยผลแห่งกรรม
ขอการเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน อสูรกาย
อนารยชน เทวดาตกสวรรค์ และอบายภูมิทั้งหลายได้รับการสลัดออกไป
เพื่อให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีปแห่งโลกทางทิศใต้
ขอการเกิดเป็นสัตว์ป่า สัตว์ปีก สัตว์เดรัจฉาน
คนรับใช้ แม่ทัพ ผู้สังหารชีวิตของผู้อื่น
รวมทั้งการเกิดในวรรณะอันต่ำต้อย
และประตูสู่การเกิดที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงได้รับการสลัดออกไป
เพื่อให้ข้าพเจ้าได้กายมนุษย์ในครอบครัวมั่นคงและวรรณะอันประเสริฐ
ขอการเกิดเป็นคนขาพิการ หูหนวก เป็นใบ้ ตาบอด
มีกายซึ่งมีอวัยวะไม่สมประกอบได้รับการสลัดออกไป
เพื่อให้ข้าพเจ้าได้กายที่งดงาม เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐ
เป็นกายซึ่งเป็นภาชนะเหมาะสมที่จะรองรับพระธรรม
ขอให้ข้าพเจ้าละเว้นจากอกุศลกรรมและและความประพฤติผิดทางโลก
มีจิตเปี่ยมด้วยศรัทธาทั้งสามและตั้งมั่นอยู่ในบุญกุศล
ได้พบคุรุผู้เปี่ยมด้วยคุณลักษณะทั้งสาม
และได้บวชเรียนแต่เยาว์วัย
ขอให้พลังลบ วิญญาณชั่วร้าย ผู้มีฤทธิ์ทั้งแปด
ดวงจิตที่มุ่งร้าย ดวงจิตที่อิจฉาริษยา
และดวงจิตที่เปี่ยมด้วยมิจฉาทิฏฐิ หมดสิ้นไป
ขอให้พวกเขาเชื่อฟัง รับใช้ข้าพเจ้า
และอำนวยประโยชน์ให้การบำเพ็ญบุญกุศล
ของข้าพเจ้าได้เป็นไปอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์
ขอให้ข้าพเจ้ามีความเพียรอย่างยิ่งยวดโดยปราศจากความเหนื่อยล้า
ให้ได้หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่จะทำให้จิตออกนอกหนทางแห่งธรรม
และทำให้เกียจคร้าน

เมื่อกาย วาจา ใจได้รับการฝึกฝนในวิถีแห่งธรรมแล้ว
ขอให้มีความเชี่ยวชาญในไตรสิกขาอย่างดีเลิศ
จากนั้น ขอให้ละวางจากสภาวะแห่งความเชี่ยวชาญนั้น
ไม่ไล่ตามคำศัพท์ แต่มุ่งเน้นที่ตัวความหมาย
เมื่อได้ฝึกปฏิบัติประสบการณ์อันเป็นพลังแห่งโยคี
ขอให้ได้ปฏิบัติจนเข้าถึงความเป็นพุทธมหายานอันลึกซึ้ง
วัตถุสิ่งของ อาหาร มิตร ศัตรู ในโลกนี้
ขอให้ข้าพเจ้าไม่ยึดติดหรือปรารถนาบุคคลหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้
เมื่อโซ่ตรวนแห่งความตระหนี่ซึ่งเป็นทวิลักษณ์คลายออก
ขอให้จิตของข้าพเจ้าดำรงอยู่ในสภาวะเดิมแท้ซึ่งไม่เคลื่อน
อายตนะภายนอกทั้งหกเป็นปรากฏการณ์ที่ไร้แก่นสาร
ขอให้ข้าพเจ้าและตัวอัตตาได้หลุดพ้นในสภาวะเดิมแท้แห่งตัวตน
โดยปราศจากการยึดติดในวัตถุสิ่งของและกรอบความคิดใดๆ
ขอให้ข้าพเจ้าตระหนักรู้ด้วยเถิดว่า
ปรากฏการณ์อันหลากหลายคือภาพลวงตา
ขอให้ความคิดและการคิดปรุงแต่งด้วยสติปัญญา
ซึ่งเป็นสภาวะอันไร้ฐานได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในความผ่องแผ้ว
เมื่อปัญญาที่ไม่ตามการลวงตาเพิ่มพูน และสมาธิปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติ
ขอให้ข้าพเจ้าได้ค้นพบพุทธภาวะซึ่งไม่ได้มาจากที่อื่นใด
นอกจากในใจของข้าพเจ้าเอง

ขอให้ความคาดหวัง วิจิกิจฉา ความคิดวอกแวก
ความง่วง และความไม่ชัดใสในสมาธิ
ได้หลุดพ้นไปในแสงกระจ่างอย่างไม่แบ่งแยก

เมื่อข้าพเจ้าได้ตระหนักรู้สภาวะที่แท้แห่งตัวตน
ซึ่งก็คือ กายทั้งสามของพระพุทธองค์
ขอให้ข้าพเจ้าเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจในพระธรรมคำสอนจากก้นบึ้งของหัวใจ
เมื่อมีสัญญาณแห่งการปฏิบัติในมรรควิถีภายนอก
ภายในและลึกล้ำปรากฏขึ้น
ข้าพเจ้าจะได้รับญาณพิเศษและสิทธิทางโลก
ได้บรรลุภูมิและหนทางตลอดจนสภาวะแห่งจิตเป็นลำดับ
ในขณะนั้น ขอให้ข้าพเจ้าตระหนักรู้ด้วยเถิดว่า
จิตกับจิตเดิมแท้คือสิ่งเดียวกันและข้าพเจ้าได้เห็นใบหน้าที่แท้ของตนเอง

เมื่อมีสัญญาณแห่งการปฏิบัติซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ข้าพเจ้าได้เข้าถึงระดับแห่งปรมัตถธรรม
ปัญญาอันไร้การปรุงแต่งจะดำรงอยู่อย่างถาวร
ประสบการณ์ทางธรรมและการตระหนักรู้
จะกลายเป็นรสเดียวกันอย่างไม่แบ่งแยก
เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอให้ข้าพเจ้าได้รับสิทธิทางธรรม
อันได้แก่ สภาวะแห่งสัพพัญญู
ขอให้ธรรมทั้งหลาย ปรากฏการณ์ทั้งนอกและใน สังสารวัฏและนิพพาน
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในความว่างอันมีมาแต่โบราณกาล
ซึ่งมิได้กำเนิดมาจากที่ใด

เมื่อปรากฏการณ์อันหลากหลายได้กลับสู่ความบริบูรณ์หนึ่งเดียว
ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุสภาวะแห่งกายธรรมซึ่งมิสามารถพรรณนาได้
เมื่ออัปปมัญญาสี่ได้ฉายฉานออกมาจากจิตเดิมแท้
ขอให้แสงอันไม่มีประมาณนั้นดับความมืดมนในจิตใจของสรรพสัตว์
เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายมีศรัทธาในข้าพเจ้า
ขอให้กงล้อแห่งพระธรรมอันนิรันดร์จงได้รับการหมุนไป
ขอให้พระธรรมคำสอนสำหรับเวไนยสัตว์แผ่ขจายและรุ่งเรืองอย่างที่สุด
ขอให้ข้าพเจ้าสามารถสยบปรากฏการณ์จากฝ่ายที่เป็นปรปักษ์
ได้เป็นที่พึ่งและเป็นความหวังของทุกชีวิต
ขอให้จิตของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณาทั้งสี่

ขอให้มีความกรุณายิ่งใหญ่ มีความเชี่ยวชาญในอุบายวิธี
ไม่เหน็ดเหนื่อยต่อการประกอบกรณียกิจเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์
สัตว์โลกทั้งหกภพภูมิซึ่งมีมากมายเทียบเท่าท้องฟ้าไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว
ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปอย่างรวดเร็วด้วยความกรุณา

ด้วยพรแห่งสัพพัญญู ความรัก ความกรุณาแห่งพระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งสรณะ
ด้วยพลานุภาพแห่งศรัทธาและความเคารพนอบน้อม
ทางกาย วาจา ใจ ของข้าพเจ้า
ขอให้บทสวดมหาปณิธานอันบริสุทธิ์นี้สมฤทธิ์ผลอย่างรวดเร็ว
ขอให้สังสารวัฏได้รับการเขย่าจนว่างเปล่า
ขอพระผู้เป็นศูนย์รวมแห่งสรณะ
อันได้แก่ พระพุทธเจ้า มณฑลแห่งพระยีตัมทั้งนอกและใน
และตัวข้าพเจ้าพร้อมด้วยสัตว์โลกทั้งหกภพภูมิ
ซึ่งมีจำนวนมากมายเทียบเท่าท้องฟ้า
ได้หลอมรวมกลายเป็นสภาวะแห่งหยดธรรมหยดเดียว
บรรลุพระโพธิญาณในความไพศาลแห่งความเป็นธรรมดา
ซึ่งมิสามารถพรรณนาได้ด้วยเทอญ

อา โอม ฮุง อา อา กา ซา เล เออ ทรี ตู รู ทรา นัก โป ฉี ฉี เย โซ ฮา

สวด ๓ จบ

บทสวดมนต์นี้มีชื่อว่า “บทมหาปณิธาน รัตนมาลัยแห่งความหมายอันบริบูรณ์” พระคุรุเซวัง รินซินได้กระซิบบอกนักเลี้ยงแกะ (ซิอู) นามว่า “ริกปา รังชา” ณ ถ้ำภาวนาของพระอาจารย์ตงจุงที่ทะเลสาบนัมโซ โตลิง ต่อมานักเลี้ยงแกะท่านนี้ได้รจนาเป็นตัวอักษรเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า

อานิสงส์ของการสวดมนต์บทนี้ไม่สามารถพรรณนาได้ ขอให้สวดบทนี้บ่อยๆ ในตอนเช้า เย็น หรือเวลาใดก็ตามที่เป็นเวลาอันประเสริฐ เป็นบทสวดที่มาจากพระโอษฐ์ของพระคุรุเซวัง รินซินเอง

เพด! เมื่อเอ่ยพยางค์นี้ครั้งแรก ขอให้ทำสมาธิส่งดวงจิต (ของตนเองหรือผู้จากไป) ไปหลอมรวมกับพระหทัยของพระคุรุเซวัง รินซิน จากนั้น ตั้งจิตว่าพระองค์กลายเป็นแสง แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระหทัยของพระพุทธเจ้าสมันตภัทร สิ่งที่ประกอบเป็นจักรวาลภายนอกและสรรพชีวิตที่เป็นสัตว์โลกหกภพภูมิผู้ดำรงอยู่ภายในจักรวาล กายเนื้ออันเป็นกายมายา ความคิดและการปรุงแต่งด้วยสติปัญญาได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระทั้งหลายที่ยึดเป็นสรณะซึ่งได้สลายไปในลักษณะเดียวกับรุ้งกินน้ำ เมื่อตั้งจิตเช่นนี้แล้ว จงดำรงอยู่ในสมาธิอันไร้กำเนิดเป็นเวลาสักพักหนึ่ง

การสวดบทมหาปณิธานนี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ควรสวดเมื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษแทนกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า เมื่ออยู่ต่อหน้าคุรุผู้ประเสริฐ เมื่ออยู่ในสถานที่ที่พิเศษ เมื่อเกิดสุรยุปราคาและจันทรุปราคา วันครบรอบวันประสูติและวันเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันครบรอบวันจากไปของบิดามารดาและบุคคลผู้มีพระคุณ วันครบรอบวันจากไปของพระปฐมอาจารย์ หรือหากจะสวดอย่างเป็นนิจสินเพื่อให้บทสวดนี้เป็นดังบทปฏิบัติบูชาพระยีตัมก็จะเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อยึดบทสวดมหาปณิธานนี้เป็นพระยีตัม ก็เท่ากับว่าได้รักษาศีลไว้ในหนึ่งชีวิต และในชาติหน้าจะได้เกิดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระคุรุเซวัง รินซิน

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา) แปลจากภาษาทิเบต
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑(วันอาสาฬหบูชา/วันเข้าพรรษาทิเบต)
วัดตกเต็น แคว้นอัมโด ทิเบต

 

บทภาวนาทงเลนพร้อมเสียงสวด

Lhasa rainbow

Rainbows in Lhasa. Source unknown.

 

 

บทสวดภาวนาทงเลน 

Tonglen Prayer

Shardza Tasha Gyaltsen Rinpoche (The English translation will be available soon.)

Audio clip by Meu Yonten & Kalsang Dawa

โกนชก ซุมจี เต็มบา ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

โตรเว เตตุก จิยัง รุง

เทกูน ตักลา มินจูร์ จิก

 

ด้วยสภาวธรรมแห่งพระรัตนตรัย

และความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร

ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

 

ตักแฉน เญินมง ชังวา โช

ติกปา ทัมเจ ตักปา โช

แลแงน นัมมิน เซปา โช

ผูเลิน แลนชัก เคปา โช

เนิดเช ตุกเซ็ม ฉีวา โช

 

ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป

ขอให้บาปกรรมได้รับการสลาย

ขอให้ผลกรรมหมดสิ้นไป

ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง

ขอให้จิตแห่งทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป

 

กังฉิก ตักลา เตจูร์ ตัม

เนิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง

ซังแงน แลจี เทรวา นัม

ตักกี ทาบา ธงบา โช

 

ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า

หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว

ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น

 

ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ

เซ็มแจน แฉนลา เนิดบา นิ

วาปู เซซัม มิเช จิง

แพนเต มาลู ดรุบนู โช

 

เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น

ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด

แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน

ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

 

ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ตัง

ตักกิ ซัมจอร์ เกเว ทู

เมินลัม ตับฉิน ดรุบปา โช

 

ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ

สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา

ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า

จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล

 

ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา

ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน

กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู

ลายัง โตรเติน มาลู ทาชิน โช

 

ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้

ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน

ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม

ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ

***

รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช

แปลโดย กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล