Skip to content

Archive for

กฎแห่งกรรม

เรื่องกฎแห่งกรรมที่พี่ชายท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง

หลายปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งของพี่คนนี้ชอบล่าสัตว์ เขาล่าด้วยความคึกคะนอง แล้วนำสัตว์ที่ล่ามาอวดกัน คราวใดที่ได้สัตว์ดุร้าย เช่น งูจงอาง ก็จะนำมาเล่าด้วยความภาคภูมิใจ ในการล่าสัตว์ พวกเขามักจะไปกันตอนกลางคืน การล่าสัตว์จะเน้นส่องสัตว์โดยดูจากดวงตาของมันซึ่งเหมือนดวงไฟสีแดง

คืนหนึ่ง เพื่อนของพี่กับเพื่อนของเขาไปกันสองคันรถ พวกเขาแบ่งโซนล่าสัตว์ เขากับเพื่อนกลุ่มหนึ่งแยกเข้าป่าไป พวกเขาขับรถวนไปวนมาก็ยังหาสัตว์ไม่ได้ รถของเพื่อนพวกเขาอีกคันจอดพักโดยที่คนขับจุดไฟเพื่อสูบบุหรี่ รถของเพื่อนพี่เห็นประกายไฟ ดีใจคิดว่าเป็นดวงตาของเสือ พวกเขารีบยิงไปทันที ปรากฏว่าพวกเขาได้สังหารเพื่อนของพวกเขาเอง ในรถคันนั้น คนหนึ่งตายทันที อีกคนถูกยิงเข้าแก้ม ทะลุกราม โชคดีว่าผู้ถูกยิงเพิ่งไปถอนฟันมา ทำให้กระดูกฟันไม่แตก และกระสุนทะลุไปที่แก้มอีกด้านหนึ่ง คนนี้ไม่ตาย แต่บาดเจ็บ ส่วนเพื่อนอีก 2 คนในรถพยายามขับรถออกจากป่า แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร พวกเขาก็หลงป่าถึงสองวัน ในช่วงนั้น พวกเขาต้องอยู่กับศพผู้ตายเหมือนกับอยู่กับเหยื่อที่พวกเขาเคยล่ามา

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ถูกยิงทะลุแก้มตั้งปฏิญาณที่จะไม่ฆ่าสัตว์อีกต่อไป ทุกวันนี้เขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ แต่น้องชายของเขาไม่เชื่อเรื่องบาปกรรม ยังคงชอบล่าสัตว์อยู่ หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายเขาถูกจับเป็นตัวประกันและถูกยิงทิ้ง

บาปกรรมมีจริงโดยเฉพาะถ้าฆ่าสัตว์โดยมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 องค์ประกอบ: มีเจตนาที่จะฆ่า มีสัตว์ที่ต้องการฆ่า มีการฆ่า และมีผลของการกระทำ คือ สัตว์นั้น ตาย บางครั้ง กรรมดี กรรมชั่ว ไม่ได้ให้ผลเร็ว เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในอดีตชาติด้วย แต่ถ้าเป็นกรรมดีมากๆหรือกรรมชั่วมากๆ ผลมักจะเกิดขึ้นทันตาเห็น

สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าตัวมันจะเล็กเพียงใดล้วนแต่รักชีวิต ปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ การฆ่าสัตว์จะทำให้เราเป็นคนเจ็บป่วยและมีอายุสั้น ในวาระสุดท้ายของชีวิต จิตของเราจะระทมทุกข์ด้วยความสำนึกผิด

Great Stupa in Action

More pilings were delivered at Khadiravana Center on May 19. Although we had problem with the workers the day before, all the problems are now fixed and today (May 21) a group of new workers have arrived. The pilings work will resume tomorrow. About 250 more pilings will be planted.

250 pilings of various sizes successfully planted

Newly transported pilings

Vasutara Sala and Mantra Stupa amidst green summer

Interesting cloud over the Stupa site

Natural meditation site

Drawing Symbols of Auspiciousness

กิจกรรมวาดสัญลักษณ์พุทธศิลป์มงคลแปด (ต้าชี่ ตักเจด) เพื่อเฉลิมฉลองวิสาขบูชา

ภาพผนังศาลาที่จะวาดและรายละเอียดของสัญลักษณ์

Event: Drawing Eight Symbols of Good Fortune (Tashi Dagyed) in Tibetan/Himalayan Culture

Venue: Khadiravana Center

Dates: 28-29 May 2010 to celebrate Visakhapuja

Artists: Supachok Chumsai Na Ayudhaya, Atipong Padanupong and drawing volunteers

We’ll draw eight auspicious symbols at the Center’s new pavilion, Dewa Watana Sala.

Dewa Watana Sala, Khadiravana Center

This Pavilion’s inner walls are where we’ll draw eight auspicious symbols.

The Parasol (Tib. dug) represents protection against the heat of defilements (klesha).

ฉัตร (ทิเบต: ตุก) ปกป้องจากความร้อนแห่งกิเลส

The Golden Fishes (Sernya), a symbol of good fortune

สุวรรณมัจฉา (เซร์ญา) แสดงด้วยปลาทองคู่ เป็นสัญลักษณ์ของโชคดี

The Right-Turning Conch Shell (Dung yer khyil) stands for the fame of the Buddha’s teaching, which spreads in all directions like the sound of the conch trumpet.

ทักษิณาวรรตสังข์ (ตุงเยชีล) หมายถึง เสียงแห่งพระธรรมแพร่กระจายไปทุกทิศ ดุจเสียงแตรสังข์

The Lotus (Padma) is a symbol of purity.

ปัทมา (เปมา) คือ สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์

The Treasure Vase (Bumpa) stands for the fulfillment of spiritual and material wishes.

โถรัตนะ (พุมปา) แทนความสมประสงค์ทั้งทางโลกและทางธรรม

Glorious endless knots (Palwe) symbolizes that all phenomena are interrelated and infinite knowledge of Buddha.

ปาเว เป็นสัญลักษณ์ของการพึ่งพาอาศัยกันของสรรพสิ่ง และพระมหาปัญญาธิคุณของพระพุทธองค์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น

The Victory Banner (Gyaltshan) symbolizes the victory of the Buddhist teaching, the victory over ignorance, and the victory over all disagreements and disharmonies.

ธวัชชัย (เกียลเซน) เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะในพระพุทธศาสนา ชัยชนะเหนืออวิชชา และชัยชนะเหนือการแตกแยกและไม่ปรองดองกัน

The Wheel (Khorlo) represents the Buddhist teaching, which is complete and perfect.

ธรรมจักร (คอร์โล) คือ กงล้อแห่งพระธรรมอันสมบูรณ์

***

กิจกรรมนี้ยังคงเปิดรับอยู่จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม หากท่านใดจะมาร่วมปฏิบัติธรรมและให้กำลังใจผู้วาด ก็จะเป็นอานิสงส์อย่างยิ่ง

อมงคลอันประเสริฐมาสู่ท่านและครอบครัวและประเทศไทยตลอดไป

Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770

Tara Great Stupa News

The pilings work is under way. As of today (May 14), 250 pilings have been planted. We have accomplished half way. The remaining work will be done till completed next month. On May 28-29, the foundation will organize a Viskhapuja full moon meditation. This will be the first time we will resume our prayers at the Stupa site after pilings work started in late March.

Drawing Auspicious Symbols on Visakhapuja

จิตอาสาวาดภาพ “สัญลักษณ์ทางพุทธศิลป์ ผนังอาคาร ศาลา เตวา วัฒนา”

เนื่องในการปฏิบัติธรรม วันวิสาขบูชา ณ ศูนย์ขทิรวัน บ้านมะค่าสี่ซอง ตำบลหนองพลับ

อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันศุกร์ที่ ๒๘ และ วันเสาร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ความเป็นมา

ศาลาเตวา วัฒนา ซึ่งมีความหมายว่า “ความสุข ความเจริญ” เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ศูนย์ขทิรวัน ใช้บรรยายธรรม จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมในพระพุทธศาสนา ตลอดจนใช้แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับมูลนิธิพันดาราและทิเบต/หิมาลัย มีลักษณะเป็นศาลา 8 เหลี่ยม มีการประดับลายปูนปั้นและทาสีตามศิลปร่วมสมัยของทิเบต

ศาลาเตวา วัฒนาก่อสร้างขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2553 โดยครอบครัวศิลปสมัยที่มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญกับมูลนิธิพันดาราและเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่คุณวัฒนา ศิลปสมัยผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในเดือนธันวาคม 2552

ในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา (28 กุมภาพันธ์ 2553) พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเชได้ประกอบพิธีเปิดศาลาอย่างเป็นทางการและได้แสดงธรรมะเกี่ยวกับพระแม่ตาราที่ศาลาแห่งนี้ หลังจากนั้น คณะสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนาจากหลายประเทศได้ใช้ศาลาในการจัดเสวนาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของสตรีและบทบาทของสตรีในการทำนุบำรุงพระศาสนา

เนื่องด้วยผนังอาคารของศาลา เตวา วัฒนา ได้เตรียมไว้เพื่อวาดภาพสัญลักษณ์ทางพุทธศิลป์แบบทิเบต อันมีความหมาย ในความเป็นสิริมงคล และมีความหมายทางธรรมะ เช่น ภาพสัญลักษณ์อัษฏมงคล (มงคลทั้งแปด) อันได้แก่ ดอกบัว สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์, ปลา สัญลักษณ์ของความตระหนักรู้ อยู่ท่ามกลางสังสารวัฏฏ์, ธงแห่งชัยชนะ สัญลักษณ์ของชัยชนะของพระพุทธเจ้าและพระธรรมของพระองค์เหนือมารและอวิชาทั้งหลายเป็นต้น เป็นตัน

ในวันวิสาขบูชานี้ มูลนิธิพันดารามีความยินดีที่จะเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมปฏิบัติธรรมด้วยการเป็นอาสาสมัครวาดภาพผนังอาคารในครั้งนี้ เพื่อสืบทอดภาพสัญลักษณ์ทางธรรมะ อีกทั้งยังเกื้อหนุน บุญ กุศลจิต และสมาธิแก่ผู้วาดด้วย

ผู้ที่สนใจไม่จำเป็นต้องมีความสามารถทางการวาดภาพขั้นสูง ขอเพียงมีพื้นฐาน และในส่วนสำคัญคือมีจิตใจอันดีงาม มุ่งหมายให้ผลงานนี้เป็นประโยชน์เพื่อสรรพสัตว์ โดยในการวาดภาพทางมูลนิธิจะมีวิทยากรช่วยแนะนำขั้นตอน และเทคนิคต่างๆแก่ท่าน

รูปแบบกิจกรรม

กิจกรรมจิตอาสาประกอบด้วย (1) วาดภาพและระบายสีสัญลักษณ์อัษฏมงคลตามพุทธศิลป์โบราณของทิเบต และ (2) ในช่วงเช้าและเย็นจะมีการนั่งสมาธิ มนตราภาวนา และเดินเวียนเทียนในคืนวันวิสาขบูชา

สำหรับท่านที่ไม่ถนัดการวาดรูป สามารถมาร่วมงานด้วยได้ ท่านสามารถนั่งสมาธิ สวดมนตร์ภาวนา เพื่อพักผ่อนกายและใจ กับทางมูลนิธิ

กำหนดการ

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2553 (วันวิสาขบูชา)

6.00 . รถออกที่บ้านมูลนิธิพันดารา 695ซอยลาดพร้าว 11 แวะรับประทานอาหารเช้าระหว่างทาง (สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะใช้บริการรถตู้ของมูลนิธิ)

10.00 . ถึงศูนย์ขทิรวัน

10.30 . แนะนำสัญลักษณ์อัษฏมงคลทิเบตและเทคนิคการวาดรูป

11.15 . วาดภาพ

12.30 . รับประทานอาหารกลางวัน

13.30 . วาดภาพ

15.00 . พักรับประทานอาหารว่าง ทำความรู้จักคณะผู้มาปฏิบัติธรรม

17.00 . พักผ่อน ชื่นชมบรรยากาศขทิรวันในยามเย็น

18.00 . รับประทานอาหารเย็น

19.00-22.00 . ร่วมกิจกรรมสมาธิภาวนาในคืนวันเพ็ญเนื่องในวันวิสาขบูชา

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2553

6.00-8.00 . กิจกรรมสมาธิภาวนา

8.00 . รับประทานอาหารเช้า

9.00-11.00. วาดภาพ

11.00-12.00 . สนทนาธรรมและร่วมอนุโมทนาบุญกุศลด้วยกัน

12.00 . รับประทานอาหารกลางวัน

14.00 . เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

พระพุทธเจ้าการแพทย์

มนตราประจำพระไภษัชยคุรพุทธเจ้า :

โอม เบคันเซ เบคันเซ มหาเบคันเซ ราซา สมุคเต โซฮา

ขอให้ผู้สวดบูชาพระองค์หายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ขอให้ยาของเขาเป็นดังต้นอโรคยาในพระหัตถ์ ขอให้ศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระองค์สลายกรรมอันเป็นเหตุแห่งการเจ็บป่วยด้วยเทอญ

อีกทางเลือกหนึ่งของการบำบัดรักษา

การแพทย์ทิเบตเป็นภูมิปัญญาตะวันออกที่มีอายุเก่าแก่นับพันปี ภูมิปัญญานี้สืบสายมาจากพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุ หรือพระพุทธเจ้าการแพทย์ (Medicine Buddha) ผู้ตั้งปณิธานที่จะดำรงอยู่ในสังสารวัฏเพื่อบำบัดทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บของสัตว์โลก

ทุกข์ที่มีรากเหง้าจากอวิชชาเป็นต้นเหตุของโรคทั้งหลายซึ่งทางฝ่ายทิเบตแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือ โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการเสียสมดุลย์ของลุง หรือ ลม โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการเสียสมดุลย์ของทริปะ โยงกับธาตุไฟ และโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการเสียสมดุลย์ของเผแกน โยงกันธาตุน้ำ

เมื่อกระบวนการลุง ทริปะ หรือ เผแกน เสียสมดุลย์ เราจะเกิดอาการป่วย (เช่น คลื่นใส้ รับประทานอาหารไม่ลง เวียนศรีษะ หน้ามืด อาการแพ้ต่างๆ ฯลฯ) การบำบัดรักษาแบบทิเบตเน้นให้กระบวนการเหล่านี้กลับสู่ปกติ โดยไม่ใช้การผ่าตัด ฉายรังสี หรือสารเคมี  การบำบัดเน้นวิธีทางธรรมชาติควบคู่กับการทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เบิกบาน บำเพ็ญบุญกุศล เดินรอบสถูปวิหาร สวดมนตร์ภาวนา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่นอนดึก ไม่อยู่ในที่แออัด ไม่รับประทานอาหารต้องห้าม ซึ่งแต่ละธาตุจะกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน ยาที่ใช้รักษาเป็นสมุนไพรบนภูเขาสูงที่มักจะปั้นด้วยมือ โดยชาวทิเบตเชื่อว่ายาคือพรของพระพุทธเจ้า

การรักษาเริ่มด้วยการซักถามอาการ การตรวจชีพจร การตรวจดูลักษณะของปัสสาวะ การตรวจดูลักษณะของลิ้น (ในบางกรณี) หากกระบวนการข้างต้นไม่เสียสมดุลย์มาก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ถ้าเคยชอบรับประทานกาแฟเข้มๆ หรืออาหารรสจัด ก็อาจจะต้องงด เป็นต้น

ด้วยเห็นความสำคัญของวิถีแห่งการแพทย์ทิเบตในการบำบัดทุกข์จากการเจ็บป่วย ทางมูลนิธิพันดาราจึงได้เชิญคุณหมอเซดอร์ ญารงชา จากสถาบันการแพทย์ที่ลาซามาตรวจรักษาโรคและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่ผู้สนใจในประเทศไทยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549

เพื่อให้คนไข้มั่นใจว่าจะมีหมอมาดูแลอย่างสม่ำเสมอ คุณหมอเซดอร์จึงได้เดินทางมาประเทศไทยทุกๆสามเดือนและได้มอบหมายให้อาจารย์เยินเต็นทำหน้าที่เป็นผู้จ่ายยาในระหว่างที่คุณหมออยู่ทิเบตโดยมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

สำหรับเร็วๆนี้ ทางคุณหมอจะมาให้การตรวจรักษาระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม ณ บ้านมูลนิธิ เวลา 9.00-18.00 น. ผู้สนใจกรุณานัดหมายล่างหน้าและนำตัวอย่างปัสสาวะของเช้าวันตรวจมาด้วย ผู้เข้ารับการตรวจควรงดยาทุกชนิดในตอนเย็นของวันก่อนมาตรวจ

ผู้สนใจจองเวลากรุณาติดต่อ 1000tara@gmail.com
หรือ โทรนัดวันเวลาที่หมายเลข 0806100770


Kailash Diary (2)

เรื่องราวของคนสามคนที่ชีวิตมาบรรจบพบกันโดยมีไกรลาศ พระสถูปธรรมชาติ ผูกพันหัวใจของพวกเขาไว้ด้วยกัน…ชายหนุ่มผู้ผิดหวังกับโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยมายาและบริโภคนิยม เขาโหยหาภูมิปัญญาโบราณ โดยเชื่อว่าตำนานกับความจริงเป็นหนึ่งเดียวกัน…พระทิเบต ผู้ตัดสินใจออกจากสภาพความเป็นพระ ด้วยเห็นว่าตัวเองน่าที่จะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกมากมายหลายทาง เขาได้ออกจากดินแดนหลังคาโลกมาที่พื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตร สู่เมืองแห่งรอยยิ้ม ด้วยปรีชาญาณและความหวังในโลกสมัยใหม่…อดีตนักวิชการประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ลาออกจากงานหันมาเสาะแสวงหาความสงบ พร้อมกับก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาหิมาลัย สู่พื้นที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้ติดตามความฝันของตัวเอง ในการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเต็มเวลาที่ยังคงข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก…

ติดตาม “ไดอารี่ ไกรลาศ” เร็วๆนี้ ผู้ใดมีความประสงค์จะสนับสนุนโครงการตัดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ โปรดติดต่อ 1000tara@gmail.com

Kailash Diary

Teaser by Kuhn Sucharitakul can be viewed at http://www.youtube.com/watch?v=m0r-0Tw2YGA

In the landscape where mystical legends and reality are one, our human mind can become an integrated force towards a world where ancient wisdom and modern mentality harmonizes. “A Kailash Diary” is a journey …

เมื่อตำนานกับความจริงกลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อปัญญาโบราณกับจิตวิญญาณสมัยใหม่หล่อหลอมเข้าด้วยกัน “ไดอารี่ไกรลาศ “

Tibetan Story: Where is Your Mind?”

พระอาจารย์ถามพระลูกศิษย์ว่าจิตอยู่ที่ไหน ลูกศิษย์ตอบไม่ได้ ท่านให้เวลาไปค้นที่อยู่ของจิตสามวันแล้วกลับมาบอกพร้อมกับนำสิ่งที่เป็นตัวแทนจิตมาแสดง ถ้าหาได้ ท่านจะสอนธรรมะชั้นสูงให้เป็ นรางวัล พระลูกศิษย์ทั้งนั่งสมาธิ ทั้งพิจารณา คิดไตร่ตรอง คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า จิตอยู่ที่ไหน

สามวันผ่านไป พรุ่งนี้ท่านต้องไปพบพระอาจารย์แล้ว แต่ท่านยังคิดไม่ออกว่าจิตอยู่ที่ไหน ท่านกังวลใจมาก วันรุ่งขึ้น ระหว่างทางเดินไปกุฏิพระอาจารย์ ท่านเหลือบเห็นหินก้อนหนึ่ง ท่านตัดสินใจเก็บหินก้อนนี้ไป นี่แหละคือตัวแทนของจิตของท่าน

พระอาจารย์ถามว่า จิตของเจ้าอยู่ที่ไหน พระลูกศิษย์ไม่กล้าสบตาพระอาจารย์ตอบว่า ศิษย์หาจิตไม่เจอ แต่เพราะพระอาจารย์ให้หาจิตให้ ได้ ศิษย์ไม่อยากมาหาพระอาจารย์มือ เปล่า ก็เลยเอาก้อนหินมาเป็นตัวแทนข องจิตของศิษย์

พระอาจารย์หัวเราะชอบใจ บอกว่า จะสอนธรรมะชั้นสูงให้ เพราะศิษย์มีศรัทธาในตัวพระอาจารย์ ก้อนหินไม่ใช่จิต แต่ก้อนหินแทนศรัทธาของศิษย์ที่มีต่อครู

จิตไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เราไม่สามารถบอกได้ว่าจิตอยู่ ที่ไหน แม้เมื่อเราตายจากไป ศพถูกหั่นเป็นช้ินๆ ก็ไม่มีวันที่เราจะหาจิตเจอ แต่เรารู้ว่าจิตมีอยู่ ในพุทธศาสนา จิตไปเกิดใหม่ ตราบเท่าที่จิตยังไม่บรรลุธรรม จิตก็วนว่ายตายเกิดไปในสังสารวัฏไม่จบสิ้น

ในเรื่องนี้ พระภิกษุหาจิตไม่เจอเพราะจิตหาไม่ได้ แต่ในขณะที่ท่านกำลังค้นหาจิต ท่านได้ทำความรู้จักตัวตนของท่านเอง และเพราะท่านเชื่อในคำแนะนำของพระอาจารย์อย่างมีศรัทธามั่น ท่านจึงเป็นภาชนะชั้นดีสำหรับการฝึกจิตชั้นสูง