Skip to content

Archive for

Dzogchen Retreat for Inner Transformation

โครงการก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป” มูลนิธิพันดารา ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรม

“เปลี่ยนแปลงจิตใจบนวิถีซกเช็น”

ณ ศูนย์ขทิรวัน (กุนเทรอลิง) ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์
วันที่ 21-24 กันยายน 2553
บรรยายภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยโดย รศ.​ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

4 คืน 4 วัน กับ การเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อความสุขที่ยั่งยืน และเรียนรู้วิธีฝึกสมาธิ “อาทริ” จากคำสอนล้ำค่า “ซกเช็น” หรือ “ความอุดมอันยิ่งใหญ่” ในพระพุทธศาสนาวัชรยาน

นำภาวนา โดย พระอาจารย์ ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช พระธรรมาจารย์ซกเช็น ผู้ตั้งศูนย์ฝึกปฏิบัติในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ ออสเตรีย และเบลารุส

บริจาคร่วมอบรม 2,000-4,000 บาท ตามกำลังทรัพย์ เป็นค่ารถไปกลับ กรุงเทพ-หัวหิน ค่าเดินทางของพระอาจารย์ ค่าอาหารและอาหารว่างทุกมื้อ เครื่องดื่มร้อน-เย็น ค่าเอกสาร ค่าแรงคนงานและค่าสาธารณูปโภค รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายถวายพระอาจารย์ทั้งหมด

ลงทะเบียน ได้ที่ Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770 โทรสาร 025285308 วันสุดท้ายของการลงทะเบียน วันที่ 15 กันยายน 2553

การแต่งกาย แต่งกายสุภาพเรียบร้อย

ที่พัก มีทั้งที่พักเดี่ยวในเต็นท์ และที่พักรวมในศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งมีมุ้งลวดกันยุงและมุ้งครอบเพื่อความเป็นส่วนตัว

**ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องซกเช็นหรือภาวนาตามแบบพุทธวัชรยาน สามารถเข้าร่วมอบรมได้ ริมปูเชจะบรรยายเกริ่นนำ และทางมูลนิธิจะมีเอกสารให้ท่านได้ศึกษาเพิ่มเติม
**ขอเชิญผู้เข้าอบรมทุกท่านร่วมเป็นจิตอาสาและบำเพ็ญบุญกุศลในงาน “วันพระศานติตาราฯ” เสาร์ที่ 25 กันยายน และปล่อยปลา 100,000 ตัว เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน ณ เขื่อนแก่งกระจาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะมีรถตู้พาผู้ร่วมงานจากศูนย์ขทิรวันไปแก่งกระจานและจะพากลับถึงกรุงเทพ วันที่ 26 กันยายน ภายในเวลา 14.00 น.

โปรแกรมสำหรับการภาวนา

21 กันยายน 2553
06.30 น. พบกันที่บ้านมูลนิธิพั
นดารา ออกเดินทาง
11.00 น. ถึงศูนย์ขทิรวัน
11.30-13.00 น. ริมโปเชแนะนำเรื่อง ซกเช็น (Session 1)
13.00-15.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
15.00-17.00 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 2)
17.00-18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
18.30-19.30 น. ศึกษาบทเรียน (ต่อ) และฝึกการอยู่นิ่งๆอย่างผ่อนคลายและเบิกบาน
19.30-21.30 น. ซักถาม และฝึกสมาธิ “อาทริ” (Session 3)
21.30 น.         เข้านอน

22-23 กันยายน 2553
05.30 น. ตื่นนอน
05.45 น. กราบอัษฎางคประดิษฐ์​
06.00 น. ฝึก “ตุกลุง” และทำสมาธิ
06.45-07.15 น. เดินภาวนา
07.15-08.30 น. ทำธุระส่วนตัว
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.30-11.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 4)
11.30-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
14.00-16.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 5)
17.00-18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
18.30-19.30 น. ศึกษาบทเรียน (ต่อ) และฝึกจิตใจให้ปล่อยทุกอย่างไปในวิถีที่ควรจะเป็น
19.30-21.30 น. ซักถาม และฝึกสมาธิ (Session 6)
21.30 น.         เข้านอน

24 กันยายน 2553
05.30 น. ตื่นนอน
05.45 น. กราบอัษฎางคประดิษฐ์​
06.00 น. ฝึก “ตุกลุง” และทำสมาธิ
06.45-07.15 น. เดินภาวนา
07.15-08.30 น. ทำธุระส่วนตัว
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.30-11.30 น. ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติ (Session 7)
11.30-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ศึกษาบทเรียนจากพระอาจารย์
14.00-16.00 น. ซักถาม ริมโปเชสรุปคำสอนซกเช็น อุทิศบุญกุศลร่วมกัน (Session 8)
16.30 น. เดินทางกลับ

หมายเหตุ: สำหรับผู้สนใจจะอยู่ที่ศูนย์ขทิรวันต่อเพื่อร่วมงาน “พระศานติตาราฯ” ในวันที่ 25 กันยายน เพื่อบำเพ็ญบุญกุศลในการสร้างพระมหาสถูปและร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ ถวายเครื่องบูชา 5000 ที่ ปั้นเจดีย์ดิน ฟังธรรมเรื่อง “พระสถูปกับสันติภาพ” ฝึกสมาธิถึง “พระแม่แห่งปัญญาผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา” ถวายดวงประทีป 505 ดวง และภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับกับริมโปเช สามารถช่วยเตรียมงานได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 24 กันยายน โดยทางมูลนิธิจะมีอาหารเย็นแบบง่ายๆและที่พักบริการทุกคน

ข้อมูลเพิ่มเติม

ซกเช็น
ซกเช็น (Dzogchen) ซก แปลว่า อุดม หรือ สมบูรณ์​ และ เช็น แปลว่า ใหญ่  เป็นคำสอนว่าด้วยการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้หรือในภาษาทิเบตเรียกว่า “ริกปะ” สภาวะจิตเดิมแท้นี้ไม่มีความเป็นทวิลักษณ์ ไม่มีการประเมินค่าหรือปรุงแต่งว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรงาม ไม่งาม เป็นความบริสุทธิ์กระจ่างใสดุจท้องฟ้าในยามไร้เมฆหมอก
ซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุดในพระพุทธศาสนาวัชรยานที่ฝึกปฏิบัติในนิกายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และนิกายญิงมาปะ (Nyingmapa) แม้จะเร่ิมจากทิเบต ซกเช็นเป็นคำสอนสากลสำหรับทุกคนที่ปรารถนาความสุขที่ยั่งยืนและมีจิตมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนจนหลุดพ้นในชาติเดียวเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

สามมรรควิถีในวัชรยาน

แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)

แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึง โดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)

ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่

1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ พระอาจารย์ มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้

2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน

3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง

ริมโปเช ผู้นำภาวนา
พระอาจารย์ลาตรี เคนโป ญีมา ทรักปา ริมโปเช เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมพุทธทิเบต นิกายยุงตรุงเพิน ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ ออสเตรีย รัสเซีย และเบลารุส ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดลาตรีในทิเบต ริมโปเชเติบโตในชุมชนทิเบตอพยพในเนปาล ท่านเป็นบุตรของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงข
องทิเบตตะวันออก ในวัยเยาว์ท่านใช้ชีวิตเหมือนชาวทิเบตอพยพทั่วไป ขายเสื้อ ทอพรม แต่เมื่อโตขึ้น ท่านได้รับการอุปสมบทที่วัดแมนรีในอินเดียภายใต้การอุปการะของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 33 จนจบการศึกษาพุทธปรัชญา ได้ปริญญา เกเช เทียบเท่ากับปริญญาเอก ริมโปเชมีเป้าหมายที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณของทิเบตและให้ความช่วยเหลือเด็กๆในทิเบตและหิมาลัยเพื่อให้พวกเขามีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง ท่านจึงได้ก่อตั้ง “บ้านเด็กเพิน” ในอินเดีย ท่านได้รับเชิญไปบรรยายตามที่ต่างๆทั่วโลก หัวข้อที่ท่านเคยบรรยาย เช่น ซกเช็น การบำบัดรักษาโรค การฟื้นฟูจิตใจ การฝึกพระฑากินี กายกับใจ การนั่งสมาธิ รวมทั้งการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าการแพทย์ ริมโปเชเป็นครูทางจิตวิญญาณชั้นนำของโลกและเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิพันดารา หนังสือของท่านเรื่อง Opening the Door to Bon ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก

“The Glorious One Who Looks Down with Mercy”

There is a sacred being, a glorious mind, who devotes his entire life to praying for the welfare of all sentient beings without exception. In his right hand, he holds a rosary. In his left, a lotus flower. He looks at all sentient beings throughout a day for an entire year. Hence, he is called “Chenrezig” (The one who looks down) or Avalokiteshvara. All 24 hours he recites “Om Mani Padme Hung”. When he sees anyone making merit or engaging in any work with love and compassion, he rejoices in his or her wholesome deed. In contrast, when he sees anyone committing an unwholesome deed, his eyes are full of tears, as he knows that person will suffer from his or her own negative karma.

As the foundation is organizing our first Bodhisattva’s vow bestowing ceremony today (24 August 2010), we want to glory him, who embodies the compassion of all Buddhas, and all the Bodhisattvas, whose loving kindness and compassion inspire us to follow their footsteps till we gain enlightenment.

Bodhisattva’s Six Paramitas

บารมีหกของพระโพธิสัตว์

โดย กุงกา ซังโป ริมโปเช

แปล และเรียบเรียงโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2553

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ ปรารถนาจะฝึกฝนตนบนวิถีพระโพธิสัตว์ มีความจำเป็นจะต้องบ่มเพาะบารมีหก ได้แก่

1. ทาน

2. ศีล

3. ขันติ

4. วิริยะ

5. สมาธิ

6. ปัญญา

บารมี 1-5 เกี่ยวโยงกับสมมติสัจจ์ หรือความจริงที่เรารับรู้ บารมีที่ 6 เกี่ยวกับปรมัติถสัจจ์ หรือความจริงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือศูนยตา

ทานบารมี

มี 3 แบบ :

1. อามิสทาน เป็นการให้ทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของ การให้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คน ให้ด้วยจิตไม่ตระหนี่ ไม่ให้ของที่เราไม่ต้องการ ไม่ให้อาหารที่เราไม่รับประทานแล้วแก่ผู้อื่น ไม่ให้เพราะหวังชื่อเสียงหรือผลตอบแทนตามมา การให้ที่แท้ต้องไม่มีตัวตนของผู้ให้เกี่ยวข้อง

2. ธรรมทาน ให้ธรรมะเป็นทาน แต่ผู้ให้ต้องเป็นผุ้รู้จริง ไม่สอนธรรมะให้แก่ผู้อืนถ้าผู้สอนไม่รู้จริง

3. การให้ชีวิตเป็นทาน ได้แก่ การปล่อยชีวิตสัตว์ และการให้ที่มีคุณค่าสูงสุดคือ การให้บุคคลที่เรารักแก่ผู้อื่น ดังในเรื่องพระเวสสันดร และการให้ได้แม้แต่ชีวิตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการให้อย่างไร ต้องทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ศัตรูของการให้ คือ ความตระหนี่ การหวงแหนสิ่งต่างๆไว้กับตัว ผู้ที่มีนิสัยตระหนี่สามารถฝึกการเป็นผู้ให้ด้วยการเอาของในมือขวาให้มือ ซ้าย แล้วมือซ้ายก็ให้มือขวา ให้ตัวเราคุ้นเคยกับการให้

ศีล บารมี

ศีลปาติโมกข์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธเถรวาท หัวใจหลัก คือ การละโลก ไม่ยึดติดกับสังสารวัฏ สำหรับศึลของคฤหัสถ์ คือ ศีล 5 ในเถรวาท และการละอกุศลกรรมบถในมหายาน

ศีลโพธิสัตว์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธมหายาน หัวใจหลัก คือ การไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ตั้งแต่วันรับศีลไปจนถึงวันตรัสรู้ ผู้ปฏิบัติตั้งจิตจะดำรงชีิวิตอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายและจะไม่ เบียดเบียนชีวิตใดๆ

ศีลตันตระ เป็นที่ปฏิบัติกันเป็นพิเศษในพุทธวัชรยาน หัวใจหลัก คือ การตั้งจิตว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของพุทธเกษตร ทุกๆชีวิตคือเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การตั้งจิตเช่นนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกๆชีวิตและแปรเปลี่ยนสิ่งไม่ บริสุทธิ์ให้เป็นสิ่งบริสุทธิ์

**ผู้ปฏิบัติวัชรยาน ถือศีลทั้งสามประเภท

ขันติบารมี

การ ฝึกความอดกลั้น ไม่โกรธผู้ใด แม้มีผู้ยั่วยุให้โกรธ ผู้ฝึกฝนมีความยินดีเพราะผู้นั้นทำให้เขาได้ฝึกขันติบารมี ริมโปเชเล่าว่ามีพระอาจารย์ท่านหนึ่งฝึกขันติบารมีมาประมาณ 5 ปี ไม่เคยมีใครทำให้ท่านโกรธเพราะลูกศิษย์ต่างเคารพเทิดทูนท่าน ผู้อื่นก็ให้ความเคารพท่าน แต่มีวันหนึ่งท่านได้ให้คำแนะนำแก่คนกลุ่มหนึ่งไม่ให้พวกเขามีความโกรธและ คิดเคียดแค้นต่อสู้กับฝ่่ายตรงข้าม ชายคนหนึ่งนับฟังอยู่ ไม่ชอบใจคำแนะนำนั้น เดินเข้ามาตบหน้าท่าน ในชั่วขณะนั้น ท่านไม่มีความโกรธ แต่กลับมีความยินดีที่เขาได้ทำให้ท่านฝึกขันติบารมีสำเร็จ ท่านชื่นชมเขาและลุกขึ้นมากราบเขา สำหรับท่าน เขามีพระคุณไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระพุทธเจ้า

มีอีกเรื่องที่ริม โปเชเล่า เมื่อพระอาจารย์อตีศะเดินทางไปทิเบต ท่านพาลูกศิษย์ชาวอินเดียไป 2 คน คนหนึ่งชื่อ ซาราลา เป็นคนดื้อ ชอบโต้เถียงพระอาจารย์ ลูกศิษย์ทิเบตขอร้องให้พระอาจารย์ส่งซาราลาและศิษย์อินเดียอีกคนกลับอินเดีย ไป แต่พระอาจารย์ตอบว่า สองคนนี้อยู่ด้วยเป็นประโยชน์กับท่านมากเพราะทำให้ท่านได้ฝึกขันติบารมี

วิริยะ บารมี

ปราศจากความเพียร การงานทั้งทางโลกและทางธรรมจะไม่มีวันสำเร็จ ริมโปเชให้ข้อคิดว่า ถ้าเราคิดว่า การงานนี้ใหญ่โต จะไม่มีวันทำสำเร็จ เราก็จะไม่มีวันทำสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในการฝึกฝนแบบพระโพธิสัตว์ เราต้องมีปณิธานบริสุทธิ์ จะปฏิบัติธรรมและประกอบการงานเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย และมีความปีติยินดีที่ถ้าทำการงานนั้น ถ้าปณิธานไม่มีอัตตาของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราก็ได้บ่มเพาะวิริยะบารมีแบบพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง บารมีข้ออื่นอาศัยวิริยะบารมีเป็นพื้นฐาน

สมาธิบารมี

หมั่น ภาวนาและสวดมนตร์เพื่อทำให้จิตเป็นสมาธิ

ปัญญาบารมี

ปัญญา ในที่นี้คือปัญญาในการเข้าใจสภาวะเดิมแท้ของสรรพสิ่ง (ธรรมตา) ปัญญามี 3 แบบ:

1. ปัญญาที่เกิดจากการฟัง

2. ปัญญาที่เกิดจากการคิด

3. ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ

ปัญญาที่ 1 และ 2 เป็นพื้นฐานของปัญญาที่ 3 ท่านสาเกีย บัณฑิต กล่าวไว้ว่า หากปราศจากปัญญาสองข้อแรก ก็เปรียบเสมือนผู้ฝึกฝนที่ไม่มีมือมีแขนพยายามปีนภูเขา

Meditation in Tibetan Buddhism

ฝึกสมาธิแบบทิเบต

โดย กุงกา ซังโป ริมโปเช

แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 22 สิงหาคม 2553

ก่อนการบรรยายเรื่อง “บารมีหกของพระโพธิสัตว์” ริมโปเชได้สอนวิธีนั่งสมาธิ ดังนี้

1. การกำหนดจิตอยู่กับลมหายใจ ก่อนอื่น ผู้ปฏิบัติควร :

– นั่งหลังตรง เมื่อหลังตรง เส้นต่างๆจะได้รับการยืด และสมาธิจะเกิด

– ลำแขนไม่หนีบ ให้มีลมผ่านได้ระหว่างลำแขนกับลำตัว

– มือขวาทับมือซ้าย หัวนิ้วโป้งจรดกัน

– นั่งขัดสมาธิ ถ้าขัดสมาธิเพชรได้ยิ่งดี

– ปากไม่ปิดสนิด ให้มีลมเข้าได้ระหว่างริมฝีปาก

– ล้ินแตะเพดานปากด้านบน

– ตาหลุบต่ำ มองที่ปลายจมูก ไม่ปิดสนิท ถ้าหลับตา จะเห็นแต่ความมืด นอกจากจะทำให้ง่วงแล้ว ยังทำให้เกิดโมหะได้ ถ้าเบิกตากว้าง จิตจะวอกแวก

– จิตผ่อนคลาย ไม่บังคับจิต ละความอยากนั่งสมาธิให้ได้ดี อยากเห็นผลจากการนั่งสมาธิ ทำจิตให้สบายๆซึ่งเป็นสภาวะธรรมชาติของจิต

จากนั้น นั่งสมาธิด้วยการกำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจ 21 ครั้ง ทำซ้ำๆจนเกิดความสงบ ถ้าเกิดความคิด แสดงว่าจิตยังไม่สงบ ให้นำจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจใหม่ แต่ไม่ต้องพิจารณาว่าลมหายใจสั้นยาวเพียงไร เพียงแต่ให้ใช้ลมหายใจเป็นหลักยึดของจิต

2. การกำหนดจิตให้อยู่กับความว่างและกระจ่าง

กำหนดจิตให้ผ่อนคลายและอยู่ ในลักษณะนิ่งๆ ไม่คิดถึงสิ่งใด ตระหนักรู้ในความว่างและกระจ่างนีี้ หากมีความคิดเกิดขึ้น ปล่อยไป ถ้าเผลอตามความคิดไป ตระหนักรู้และกลับมาอยู่ในลักษณะนิ่งๆเช่นนี้อีก

ความว่าง (ศูนยตา) หรือ “ตงบาญี” ในภาษาทิเบต กับ ความกระจ่าง หรือ “ซาวา” เป็นคุณสมบัติสำคัญของจิตที่มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย จิตของเรามีความกระจ่างดุจดังจิตตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และเนื่องจากเราไม่สามารถหาที่มา ที่ไป และที่อยู่ของจิตได้ จิตจึงมีคุณสมบัติเป็นความว่างเช่นเดียวกับสิ่งต่างๆทั้งหลาย

Celebration of 4th Mantra Stupa

The new Mantra Stupa at Khadiravana has been raised on 14 August 2010. Its sight brings a great joy and blessings. More in this album:

http://www.facebook.com/home.php?#!/album.php?aid=25281&id=100001347273588&ref=mf

Graceful Dying Conference

ผู้ลงทะเบียนงานประชุม “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ” กรุณามาลงทะเบียนเวลา 8 โมงเช้านะคะ ที่นั่งในห้องประชุมมีจำนวนจำกัดค่ะ ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนมาเป็นจำนวนมาก ทางมูลนิธิจะพยายามจัดให้ทุกท่านได้ฟังการบรรยายค่ะ แม้ว่าท่านที่ลงทะเบียนทีหลังหรือผู้มาสายอาจต้องฟังจากโทรทัศน์วงจรปิดใน ห้องโถงนะคะ ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ

โครงการ ประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตารา

ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตาราเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์ ตารา ปาง ศยามตารา , ขทิรวณีตารา

พระ โพธิสัตว์ตารา ปางพระวรกายสีเขียว พระหัตถ์ขวาแสดงวรทมุทรา(ประทานพร) พระหัตถ์ซ้ายแสดงอภัยมุทรา(ประทานอภัย) พระหัตถ์ทั้งสองนั้นทรงดอกบัวขาบ (อุต ปาล) สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์

พระ โพธิสัตว์ตารา ได้รับการนับถือว่าเป็น พระมารดาแห่งความกรุณา ชาวทิเบตเรียกพระองค์ว่า “เกียยุม เตรอมา” หรือ พระมารดาผู้นำไปสู่การหลุดพ้น พระองค์คือบุคลาธิษฐานแห่งการมุ่งสู่การตรัสรู้ ดังพระนามของพระองค์ซึ่งรากศัพท์ในภาษาสันสกฤต หมายถึงการ “ข้าม” โดยนัยแห่งธรรม คือการข้ามมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ มุ่งสู่พระนิพพาน ในขณะเดียวกันพระนามของพระองค์ยังหมายถึง “ดารา” หรือดวงดาว นั่นเพราะว่า ดวงดาวบนฟากฟ้าส่องแสงนำทางให้แก่สัตว์โลกอยู่เสมอแม้ในคืนที่มืดมิด

ชาวพุทธในอินเดียเริ่มบูชาพระองค์ในราว พุทธศตวรรษที่10-13 และเผยแผ่ไปสู่ทิเบตในราวพุทธศตวรรษที่16 นอกจากชาวพุทธทิเบตจะบูชาพระองค์ในฐานะ พระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิงผู้เปี่ยมความกรุณาอันไม่สิ้นสุดแล้ว ยังบูชาพระองค์ในฐานะผู้ประทานพร ขจัดอุปสรรคและความทุกข์ทั้งหลาย โดยเฉพาะทรงปกป้องผู้บูชาจากภัยทั้งแปด(อัษฏภัย) ซึ่งในทางธรรมคือกิเลสทั้งแปดประการอัน ได้แก่ ภัยจาก สิงโต(มานะ-ความถือตน), ช้างป่า (โมหะ-ความหลง), ไฟ (โทสะ-ความโกรธ), งู (อิสสา-ความอิจฉา),โจร (มิจฉา ทิฏฐิ-ความ เห็นผิด), การถูกจองจำ (มัจ เฉระ-ความ ตระหนี่), น้ำท่วม (โลภะ-ความโลภ), ปีศาจ (วิจิกิจฉา-ความลังเลสงสัย) นอกจากนี้ยังมีบทสวดบูชาพระโพธิสัตว์ ตารา21 องค์ ที่กล่าวว่า ทรงปกป้องจากภัยหรืออารมณ์ฝ่ายต่ำต่างๆ ถึง21อย่าง อีกด้วย

พระปณิธานของพระโพธิสัตว์ตารา ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เป็นแรงบันดาลใจให้กับมูลนิธิพันดาราในการทำงานเผยแผ่พุทธศาสนา เพื่อให้พระธรรมเป็นวิถีทางบรรเทาทุกข์แก่สรรพชีวิต ไม่ว่ามนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งต่างก็เปรียบเสมือนพี่น้อง ญาติมิตร ผู้ร่วมทุกข์ในสังสารวัฏเดียวกันนี้

ในปีพุทธศักราช 2553 นี้ มูลนิธิพันดาราได้จัดสร้างประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตารา ปางศยามตารา หรือขทิรวณีตารา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้บูชา และร่วมถวายปัจจัยในครั้งนี้เพื่องานก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป” สถูปแห่งสันติภาพของพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา อันเป็นโครงการก่อสร้างปูชนียสถานทางพุทธศาสนา ซึ่งทางมูลนิธิพันดาราได้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมใจกันจัดสร้างขึ้น ที่ ศูนย์ขทิรวัน (ธร รมาศรมและแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมทิเบต/หิมาลัย ในความดูแลของมูลนิธิ) ซึ่งอยู่ ณ ต.หนอง พลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประติมากรรม พระโพธิสัตว์ตาราองค์นี้ ปั้นขึ้นตามต้นแบบศิลปะทิเบต ใช้เวลาในการปั้นราวสองเดือน โดยประติมากรชาวไทย ขั้นตอนในการปั้นเริ่มจากการศึกษาประติมากรรมต้นแบบ และศึกษาเนื้อหาของความหมายในทางธรรม จากนั้นเริ่มต้นการปั้นต้นแบบจากดินน้ำมัน ความยากของขั้นตอนอยู่ที่การวางโครงร่างให้งดงาม และเก็บรายละเอียดเครื่องประดับต่างๆ จากนั้นจึงทำการหล่อแบบเป็นปูนปลาสเตอร์ ซึ่งจะใช้เป็นแม่แบบจริงก่อนนำไปทำแบบด้วยขี้ผึ้งอีกครั้งหนึ่งก่อนการหล่อ เป็นทองเหลือง ในขั้นตอนสุดท้าย

ในส่วนของแบบดินน้ำมันนี้ ได้ทำขึ้นก่อนเพียงเฉพาะองค์พระ เพราะชิ้นส่วนเครื่องประดับมีรายละเอียดประณีตทำให้ชิ้นงานจะมีความบอบบาง มาก จนไม่สามารถนำมาประกอบเข้ากับองค์พระได้ จึงต้องเก็บส่วนต้นแบบเครื่องประดับไว้อย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อใช้หล่อทองเหลืองในองค์จริง

ในการนี้ ทางมูลนิธิ ได้จัดเตรียมมวลสารและสิ่งมงคลจากสถานศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต เช่น ภูเขาไกรลาศ สถานจาริกแสวงบุญของพระคุรุปัทมสัมภวะ วิหารตารา ฯลฯ เพื่อบรรจุในองค์พระ พร้อมด้วยการสวดบูชาจากพระอาจารย์ฝ่ายทิเบต เพื่อความถูกต้องตามประเพณีโบราณของทิเบตโดยแท้จริง

มูลนิธิพันดาราขอเชิญผู้ศรัทธา สั่งจอง พระโพธิสัตว์ตารา หล่อด้วยวัสดุทองเหลือง ขนาดหน้าตัก7 นิ้ว เพื่อบูชาองค์ละ 6,999 บาท โดยมูลนิธิจะนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ดังพระปณิธานของพระโพธิสัตว์ตารา พระมารดาแห่งความกรุณา

ผู้สนใจ: กรุณาติดต่อEmail: 1000tara@gmail.com, มือถือ 0806100770 หรือโทร 025285308 สำหรับการหล่อครั้งแรก ท่านสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่ วันนี้ (13 สิงหาคม) ไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน

_______________________

คำสอนจากหลังคาโลก

เมื่อมีบุญ ย่อมมีหนทาง (เล เยอนะ ลัม เยอ) When there’s merit, there’s a way.

เกิดแล้ว ความตายก็จะตามมา (เจเบ เจเน ชีวา อง) After one is born, death will follow.

น้ำมาจากธารน้ำแข็ง พระธรรมมาจากพระพุทธเจ้า (‎ชูโก กังลา ทุก เชอโก ซังเจลา ทุก) Water comes from glaciers, dharma comes from Buddha.

ถ้าไม่รู้จักรักลูกให้ถูกวิธี ก็เหมือนปล่อยลูกให้เปลือยกายออกไป (จีมาชิง จีทรุก เจอะเวอตัง) If we don’t know how to love our children, it’s like letting them go naked.

วาจาของพ่อแม่ คือหูของลูก (พาเม คาตา ผูทุกกิ นาลัม)

Parents’ words are children’s ears.

เมื่ออยู่บนตักแม่ ลืมนึกถึงความสุข เมื่อเดินทางไกล จึงรู้ว่าจิตเศร้า (อาเม ปังลา เตตู จี มาซัม มิยุล แฉนตุ เลบตู เซ็มปา โจ)

When I’m on mother’s lap, I don’t think about happiness. My mind is sad when I’m away from home.

คน 30 คน ความคิด 30 อย่าง จามรี 30 ตัว เขา 60 เขา (มิ ซุมจู ซัมบา ซุมจู โซ ซุมจู ราโจ ทรุกจู) 30 people, 30 thoughts; 30 yaks, 60 horns.

อบรมกรรมฐานแบบทิเบต

มูลนิธิพันดาราขอเชิญร่วมอบรมกรรมฐานและฟังธรรมที่อยู่ในหัวใจของชาวทิเบตทุกยุคสมัยเรื่อง

“อัปปมัญญา 4” (The Four Immeasurables)

โดย
พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช
เจ้าอาวาสวัดต้าชี่กง นครลาซา และวัดเจคุนโด มณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม 2553 เวลา 19.00-21.00 น. ณ ห้องประชุมพุทธคยา อาคารอมรินทร์โซโก้ ชั้น 2

บรรยายภาษาทิเบต แปลเป็นไทยโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

“อัปปมัญญา 4” หรือ  “พรหมวิหาร 4” ประกอบด้วย เมตตา ซึ่งเป็นความรักความปรารถนาจะยังความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง กรุณา หรือความปรารถนาจะยังสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา  ความยินดีเมื่อสัตว์ทั้งปวงมีความสุขอย่างสมบูรณ์ และอุเบกขา การไม่แบ่งแยกเขาหรือเรา และการไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

ในการนั่งสมาธิแบบทิเบต  อัปปมัญญาเป็นสิ่งที่ต้องเจริญก่อน โดยผู้ปฏิบัติตั้งจิตว่าจะแผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ออกไปในทั่วทุกทิศ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้นโดยไม่มีประมาณ การไม่มีประมาณหมายความว่า ความเมตตา กรุณา ฯลฯ ของเรามีให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีข้อยกเว้น  แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรู หรือผู้ที่อาจเกลียดชังเรา แม้แต่มดแมลงสัตว์นรกหรือเปรต อสุรกาย รวมทั้งเทวดาและพรหม  เราก็แผ่อัปปมัญญาไปยังพวกเขาโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

การทำกรรมฐานเช่นนี้นอกจากจะทำให้เราได้เข้าถึงแก่นธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว  ยังทำให้เราเป็นผู้ที่มีความสุขและมีความเบิกบานอยู่ตลอดเวลา เพราะหัวใจของเรามีความยิ่งใหญ่และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง

รูปแบบ
บรรยายธรรมพร้อมอบรมกรรมฐาน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ผู้สนใจสามารถมานั่งสมาธิเพื่อเตรียมจิตก่อนฟังธรรม

ลงทะเบียน
ไม่เก็บค่าลงทะเบียน โปรดแจ้งความจำนงทาง Email หรือโทรสาร ภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ที่ 1000tara@gmail.com โทรสาร 025285308 ในกรณีต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ  025285308, 0806100770

Special Event on “Manjushri”

มูลนิธิพันดาราขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรม “พระมัญชุศรี” วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553 ที่ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงเช้า (10-12 น.) ฟังธรรม ปฏิบัติกรรมฐาน และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์เรื่อง “บารมีหกของพระโพธิสัตว์” ช่วงบ่าย (13-15 น.) ร่วมพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรี เพื่อขอพรในการ บ่มเพาะปัญญา ฝึกฝนจิตแบบพระโพธิสัตว์
และเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ตลอดจนสันติสุขในประเทศ พิธีนี้เหมาะสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคนที่สนใจเรื่องการบ่มเพาะปัญญาบนวิถีของพุทธมหายาน รวมทั้งเด็กๆที่กำลังเรียนหนังสือและผู้กำลังศึกษาพระธรรม

The Thousand Stars Foundation invites interested persons to attend a special event on “Manjushri” Sunday 22 August 2010 at Room 105, Mahachulalongkorn Building, Chulalongkorn University. Morning (10-12 am.): Teaching on “Bodhisattva Six Paramitas”; afternoon (1-3 pm): Manjushri empowerment for cultivating wisdom, training one’s mind to become like the Bodhisattva’s, and for auspiciousness, peace and harmony in the country.