Skip to content

Archive for

Life & Retreat

หกปีที่ผ่านมา บ้านหลังนี้ให้ที่พักพิงใจมาโดยตลอด นี่เป็นบ้านจำศีลหลังแรกที่ขทิรวัน อยู่ในดงปาล์มในความเงียบสงัดของสถานที่ ในยามฝนตกจะได้ยินเสียงอึ่งอ่างกบเขียดและแมลงมากมายส่งเสียงระงมไม่รู้จบ พลบค่ำในวันขึ้นสิบห้าค่ำ พระจันทร์ค่อยๆเผยโฉมในวงแขนของขุนเขาจนกลายเป็นดวงสีทองดวงใหญ่ ไอหมอกสีขาวเป็นม่านเมฆหลังฝน รุ้งกินน้ำทอแสงแข่งกับพยับแดด แล้วคืนหนึ่งค้างคาวก็บินมาเยือนในความมืดแห่งกาลเวลา และในช่วงสายของอีกวันหนึ่งจากระเบียงบ้านมองเห็นนกแร้งแผ่ปีกไปในเวหาอันกว้างใหญ่ ความจำอันงดงามกับวันเวลาจำศีลที่แสนสุข ในยามนั้นมีเพียงการอยู่กับจิตตัวเองอย่างเบิกบาน ไม่มีการงาน ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีการพบปะผู้ใด ไม่มีครอบครัว ไม่มีความผูกพันอาทรกับสิ่งใด นอกจากการเรียนรู้ใจและสมาธิภาวนา
ในวันนี้ บ้านจำศีลหลังนั้นได้กลายเป็นอดีตของชีวิต ต่อแต่นี้ ชีวิตจะฝากไว้ที่บ้านจำศีลหลังใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบใหญ่ของสถานที่และการเติบโตและมั่นคงทางจิตวิญญาณ ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ได้สร้างขทิรวันในวันนี้ ขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง สหายธรรมทั้งหลาย ที่อุปถัมภ์และเกื้อหนุน อีกไม่นาน เมื่อผู้คนพร้อมไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลกนี้ สถานแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงใจของพวกเขา จะเป็นบ้านจำศีลของพวกเขา และจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้สัมผัสความงามด้านในของชีวิตที่งดงามกว่าความงามใดๆในโลกนี้

Pilgrimage Trips

ข่าวจาริกแสวงบุญและทริปทิเบต/หิมาลัย


พันดาราจาริกแสวงบุญในทิเบตครั้งสุดท้ายของปีนี้ 18-25 พฤศจิกายน
ถ้าใครจะไปด้วย รีบตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้นะคะ ปีหน้าคงจะไม่ได้จัดไปแคว้นคามอีก คราวนี้เราจะไปกันเป็นกลุ่มเล็กๆ จะได้ไปเยือนวัดของท่านริกงักริมโปเชเป็นครั้งแรก ที่วัดนี้ริมโปเชตั้งใจจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมของสามเณรีเพื่อให้โอกาสผู้หญิงศึกษาพระธรรม ในอนาคตท่านมีโครงการให้อาจารย์กฤษดาวรรณช่วยอบรมและดูแลชีวิตของสามเณรีเหล่านี้ ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่มีความประสงค์จะร่วมถวายสบงจีวรนักบวชทิเบต หรือต้องการให้มีการสวดมนต์ให้แก่ผู้ใดหรือการงานใดโดยเฉพาะ สามารถฝากทางอาจารย์ไปได้ค่ะ

ส่วนกิจกรรมปีหน้า เราจะเริ่มการจาริกบุญด้วยการเยือนสถานปฏิบัติธรรมของพระคุรุริมโปเชในภูฏานในเดือนเมษายน และเมื่อดอกไม้บานเต็มทุ่งในทิเบต กลุ่มปฏิบัติธรรมกลุ่มเล็กจะไปใช้ชีวิตเพื่อการภาวนาอยู่บนทุ่งหญ้าพร้อมกับฝึกฝนตนและศึกษาพระธรรมจากคุรุในทิเบต

และประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 (Horse Year – the Year of Kailash) จะมีการจาริกแสวงบุญครั้งประวัติศาสตร์สู่ภูเขาไกรลาศและอาณาจักรกูเก นำการจาริกบุญและการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจตนเองโดยพระไพศาล วิสาโลและอาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางไปเยือนทิเบตหรือภูฏานในหมู่เพื่อนหรือองค์กร สามารถติดต่อทางมูลนิธิเพื่อจัดโปรแกรมให้ได้ค่ะ โดยลักษณะของโปรแกรมไม่ใช่ทัวร์แต่เป็นการเรียนรู้เชิงศาสนา วัฒนธรรม โบราณคดี สุขภาพ จาริกแสวงบุญ หรือภาวนาเชิงนิเวศ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบกองทุนสร้างพระมหาสถูปที่ศูนย์ขทิรวัน

Where is Compassion?

สมเด็จองค์ดาไลลามะมักจะตรัสว่าถ้าโลกนี้ไม่มีความกรุณา เราคงถูกปล่อยให้ตายไปโดยไม่มีใครเหลียวแล ทรงกล่าวว่าลองคิดดูว่า ถ้าเราหกล้มอยู่กลางถนนแล้วไม่มีใครยื่นมือมาฉุดให้เราลุกขึ้น เราจะเป็นอย่างไร

นึกถึงเย็นวันหนึ่งในฤดูหนาวที่เดลี ฉันนั่งอยู่บนรถเมล์เล็กๆ คันหนึ่งมุ่งหน้าสู่ธรรมศาลา เมืองทางเหนือของแคว้นฮิมาลประเทศของอินเดียที่ได้กลายเป็นที่ประทับขององค์ดาไลลามะ ขณะรถแล่นไปบนถนน ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งถูกรถชนขณะข้ามถนน เขาล้มลงโดยไม่มีใครใส่ใจ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นภาพลวงตามากกว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ภาพของชายคนนั้นล้มลงต่อหน้าผ่านไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ของรถโดยสารเก่าๆที่แล่นไปบนถนนนำพาเราไปสู่ดินแดนแห่งการจาริกแสวงบุญ ความมืดค่อยๆปกคลุมพื้นที่ ทิวทัศน์ของเมืองหลวงแปรไปกลายเป็นป่าสีดำ ฉันหลับตาลงรู้สึกอ้างว้างในหัวใจท่ามกลางผู้คนไม่รู้จัก…

เรามักได้ยินครูบาอาจารย์สอนไว้เสมอว่าความกรุณาคือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ นิยามนี้ดูจะเป็นอุดมคติที่ไกลตัวเรา หลายคนพูดแย้งว่าตัวเรายังเอาไม่รอดเลย จะไปช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร ในยามที่เราร้องไห้ โลกดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่เลยนอกจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ฉัน” ที่ครุ่นคิดคำนึงถึงแต่ความโศกเศร้าที่อยู่เบื้องหน้า แต่ถ้าเราเปลี่ยนนิยามของความกรุณาใหม่เป็นน้ำใจ เพียงแค่น้ำใจที่เรามีให้แก่กัน น้ำใจแบบที่รุ่นปู่ย่าตายายของเราเคยให้แก่กัน น้ำใจแบบที่ผู้จาริกแสวงบุญอย่างอาจารย์ประมวลเคยได้รับบนเส้นทางเดินสู่อิสรภาพ น้ำใจแบบนี้ที่หล่อหลอมโลกของเรา เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าแม่น้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราเอาไว้

ฉันนึกว่าถ้าฉันล้มอยู่กลางถนน แล้วถูกปล่อยให้ผ่านไป ฉันจะเป็นอย่างไร นึกถึงหมาแมวที่ถูกรถชนกลางถนน แล้วยังมีกบ คางคก ฯลฯ ชีวิตมนุษย์เราบางครั้งก็ถูกปล่อยให้ไร้ค่าเช่นนั้น

Longevity Prayer of H.H. 33rd Menri Trizin Rinpoche

วันนี้ (9 ตุลาคม 2555) เป็นวันที่ทางฝ่ายทิเบตจะสวดมนตร์และประกอบพิธีขอให้สมเด็จพระสังฆราชแมนรี ริมโปเชองค์ที่ 33 ลุงตก เต็มเบ ญีมา ริมโปเช (ประมุขนิกายยุงตรุงเพิน/พุทธเพิน) มีอายุยืนยาว

ขอเชิญกัลยาณมิตรและเพื่อนๆของมูลนิธิพันดาราร่วมสวดมนตร์บทขอพรนี้ (ได้แปลเป็นภาษาไทยและให้ทำนองสวดไว้ด้านล่าง)

สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระปฐมอาจารย์ของครูซกเช็นของเราคือท่านญีมา ทรักปา ริมโปเช ท่านเป็นโยคีที่แอบซ่อนเปี่ยมด้วยปรีชาญาณยิ่งใหญ่ มีขันติธรรมอันเป็นเลิศ มีจิตไม่แบ่งแยกนิกาย ท่านได้ช่วยการงานทางศาสนาของสมเด็จองค์ดาไลลามะ ท่านยังเมตตาต่อโครงการพระศานติตารามหาสถูปด้วยการสวดมนตร์อวยพรให้โครงการถึง 3 วัน 3 คืน

 

นามของท่าน “ลุงตก เต็มเบ ญีมา” แปลว่า พระอาทิตย์แห่งพระธรรมอันกอรปด้วยสัจธรรมทั้งสอง นามของท่านเตือนใจเราให้เห็นว่าสมมติสัจและปรมัตถสัจไม่แยกจากกันและเราไม่สามารถแยกการปฏิบัติธรรมออกจากชีวิต

 

บทขอพรให้สมเด็จพระสังฆราชแมนรี ทริซิน องค์ที่ 33 มีอายุยืนยาว

เอมาโฮ

รับชัม ชกจู เกียลวา เซเช จี

เชียนเซ ยีชี โงโว จิกดู บา

ซับเจ เชนเต็น เปเว ทรินเล เช็น

ลุงตบ เต็มเบ ญีมา ตักชา โช

 

ปรีชาญาณแห่งสัพพัญญูในพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งสิบทิศ

รวมเป็นหนึ่งเดียวในท่าน ผู้เปี่ยมด้วยความรักและปัญญา

ผู้ประกอบกรณียกิจในการเผยแผ่พุทธธรรมอันลึกซึ้งและกว้างไกลขององค์พระศาสดา

ขอให้พระอาจารย์ลุงตก เต็มเบ ญีมาฉายแสงตลอดไป

ดู Link นี้สำหรับทำนองสวด และสามารถสวดไปพร้อมกับพระลามะทิเบต http://www.olmoling.org/section/file/181/H.H.Longevity_Prayer_Audio.wav

Today we invite friends and students to join us in praying for His Holiness 33rd Menri Trizin Rinpoche’s long life. May the sun of teachings as in his name shine forever!

Longevity Prayer of H.H. 33rd Menri Trizin Rinpoche

E MA HO

RAB JAM CHHOK CHU GYAL WA SE CHE KYI

The omniscient wisdom of the Buddhas and Bodhisattvas of the ten directions

KHYEN TSE YESHE NGO WO CHIK DUI PAI
Is condensed into a single essence in you, Highest One

ZAB GYE SHEN TEN PEL WE THRIN LE CHEN
Possessor of the enlightened activity of the profound, expanded, increasing teachings of Tonpa Shenrab

LUNG TOG TENPAI NYIMA TAG CHHAR SHOG
We pray that you Lungtok Tenpa’i Nyima shine forever.

 

Tibetan Masters of the Major Traditions

รูปประวัติศาสตร์ พระอาจารย์ใหญ่ของทิเบต…
สมเด็จองค์ดาไลลามะประทับยืนอยู่ตรงกลาง ทางขวาของพระองค์คือสมเด็จสาเกีย ทริซิน ริมโปเช (ประมุขนิกายสาเกียปะ) และสมเด็จซูชิกริมโปเช (อดีตประมุขนิกายญิงมาปะ) ทางซ้ายของพระองค์คือสมเด็จแมนรี ทริซิน ริม

โปเช (ประมุขนิกายพุทธเพิน/ยุงตรุงเพิน) และสมเด็จองค์การ์มาปะ (ประมุขนิกายกาจูร์ปะ) พระอาจารย์อาวุโสสุดในขณะนี้คือแมนรี ริมโปเช และสาเกีย ริมโปเช สำหรับท่านสาเกีย ริมโปเช ท่านไว้ผมยาว นุ่งสบงสีขาว สัญลักษณ์ของผู้ปฏิบัติตนเป็นโยคี (ไม่ใช่พระภิกษุ) พระอาจารย์ทั้งหลายมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน มีใจเปิดกว้าง และภาวนาด้วยกันไม่ว่าท่านจะได้รับการฝึกฝนในนิกายใด

Reflection on Buttered Tea & Tibetan Wisdom

เมื่อสองปีก่อนศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญฉันไปบรรยายเรื่องภูมิปัญญาทิเบตที่โยงกับชีวิตและการเมือง โดยคำว่าการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องจีน-ทิเบต แต่เป็นความขัดแย้งโดยทั่วไปในสังคมรวมไปถึงความขัดแย้งในทางศาสนาด้วย

ในช่วงท้ายเรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จำได้ว่าเป็นการสนทนาที่สนุกมากเมื่อฉันพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบต คือ ชาที่ไม่ได้มีรสหวานแบบที่คนไทยเรารู้จักกัน หรือรสจืดออกขมแบบชาดำทั่วไป แต่กลับเป็นชาที่มีรสเค็ม มัน จนออกเลี่ยน ที่เราเรียกกันว่า ชาเนย เพราะมีการนำเนยมาตำกับน้ำชาต้มเดือดในกระบอกไม้ตามด้วยการเหยาะเกลือเล็กน้อยแบบที่อาจารย์เยินเต็นได้สาธิตให้ดูในเทศกาลชาอาทิตย์ที่แล้ว

ชาเนยนี้ชาวทิเบตถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุด ถ้าวันไหนพวกเขาไม่ได้ดื่มชาแบบนี้ พวกเขาจะรู้สึกชีวิตขาดอะไรไป นักศึกษาชาวทิเบตคนหนึ่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าที่อเมริกา ทุกวันเขาจะทำชาเนยแบบนี้แล้วเทใส่กระติกน้ำร้อนหอบไปดื่มขณะท่องหนังสือแถวห้องสมุด จนเราล้อแกว่าแกเหมือน “โป้ลา” พ่อเฒ่า ใครที่เคยเดินทางไปในทิเบตและมีโอกาสได้แวะกุฏิพระหรือเยี่ยมเยียนชาวทิเบตที่บ้าน จะต้องได้ล้ิมชิมรสชามันๆเลี่ยนๆแบบนี้แน่นอน ยิ่งเนยที่เอามาตำเป็นเนยเก่า จะเห็นเนยลอยเป็นไข กลิ่นขึ้นจมูก จนต้องเอามือมาปิดปากถ้วยไว้ถ้าได้รับการเสริฟเป็นครั้งที่สอง

ในการบรรยายวันนั้นเราได้คุยกันเรื่องความสำคัญของภูมิปัญญาทิเบตต่อมนุษยชาติ ความสำคัญของจิตวิญญาณที่เน้นความรักความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข ความสุขที่เกิดจากความพึงพอใจอย่างแท้จริง ศรัทธาอันมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงไร และความอดทนอดกลั้นอันเป็นเลิศจนทั่วโลกต้องจับตาดู แม้แต่พระอาจารย์ชั้นสูงของไทยท่านหนึ่งยังเคยปรารภว่าชาวทิเบตเป็นชนชาติที่อดทนมากที่สุดในโลก

แม้ภูมิปัญญาทิเบตจะมีสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชม แต่เราต้องแยกภูมิปัญญาออกจากประเพณีซึ่งได้รับอิทธิพลจากภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมตลอดจนความเชื่อพื้นบ้าน เหมือนกับการจะทำให้ชาทิเบตเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยในเขตเมืองร้อนแบบบ้านเรา เราจำเป็นต้องทำให้ชานี้ละลายจากไขมัน เอารสเลี่ยนออกไป และอาจต้องเอารสเค็มออกไปด้วย เหลือแต่ตัวเนื้อชาล้วนๆที่ยังคงความเป็นชาทิเบตเอาไว้ พระพุทธศาสนาวัชรยานก็เช่นกันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเมื่อเราไม่ยึดติดที่รูปแบบประเพณี แต่ดูที่แก่นธรรมและจิตวิญญาณภายในที่มีความเป็นสากลและเป็นอกาลิโก

เมื่อเราดูที่แก่นธรรมเช่นนี้ ไม่ว่าภายนอกเราจะแต่งตัวอย่างไร จะสวมใส่ลูกประคำหรือไม่ ไม่สำคัญ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะช่วยกันรักษาภูมิปัญญาของทิเบตให้ไม่หายสูญไปและจะมีส่วนช่วยให้ภูมิปัญญานี้เติบโตเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการทำความดี

ภาพประกอบ : ไม่ทราบแหล่ง แต่เพื่อนทิเบตคนหนึ่งชื่อเท็นซินเป็นผู้ส่งมาให้
Attached photo was sent to me from our friend Tenzin.

On “The Heart Essence of Guru Padmasambhava”

“พระพุทธเจ้าและสรรพสัตว์ เป็นอย่างเดียวกัน และไม่เป็นอย่างเดียวกัน
ตั้งจิตว่าพระพุทธเจ้าและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ไม่แบ่งแยกเป็นสอง แต่คือสภาวะเดียวกัน
ให้จิตไม่ปรุงแต่ง อยู่ในลักษณะที่ควรเป็น เปี่ยมด้วยความกระจ่างใส
ข้าพเจ้าขอเจริญโพธิจิตในความไพศาลแห่งจิตอันไร้ขีดจำกัดนั้น”

แต่ละคำ แต่ละวรรคในบทปฏิบัติ “แก่นหัวใจแห่งพระปัทมสัมภวะ” เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งเกินคำบรรยาย เกินความสามารถของนักภาษาที่ยังขาดการเข้าถึงการตระหนักรู้ แต่คงถึงเวลาที่จะต้องถ่ายทอดบทปฏิบัตินี้เป็นภาษาไทย

แม้จะเป็นบทปฏิบัติบูชาพระปัทมสัมภวะที่ดูเหมือนเป็นพระพุทธเจ้าผู้ห่างไกลในสวรรค์ (“ซังตก ปารี”) แต่ทั้งบทว่าด้วยจิต การเปลี่ยนแปลงของจิต และการเข้าถึงสภาวะโดยสมบูรณ์ของจิต เป็นซกเช็นตั้งแต่ต้น กลาง และปลาย ในบทนี้ พระปัทมสัมภวะคือศูนย์กลางของคุณงามความดีทั้งหลาย คือผู้สืบสายการปฏิบัติที่เข้าถึงสภาวะอันผ่องแผ้วนี้

เมื่อเราสวดหรืออ่านบทสวดเช่นนี้ด้วยจิตที่ใคร่ครวญ ความหมายจะค่อยๆกระจ่างชัด ทำให้เราได้เชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าและคุรุอาจารย์แม้ว่าท่านทั้งหลายจะไม่ได้ดำรงอยู่กับเราจริงๆในวันนี้

วรรคสุดท้ายเป็นการตั้งปณิธานเฉกเช่นบทปฏิบัติทั้งหลายในพุทธวัชรยานที่ต้องมีการเจริญโพธิจิต เพื่อเตือนผู้ปฏิบัติธรรมว่าพวกเขาหมั่นเพียรปฏิบัติไม่ใช่เพราะประโยชน์ของเขาคนเดียวเท่านั้นแต่เพื่อให้เขาได้เป็นอีกแรงหนึ่งในการรื้นขนสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งแห่งการตรัสรู้ การเจริญจิตอันยิ่งใหญ่และปราศจากอัตตานี้กำเนิดในความไพศาลอันเป็นธรรมธาตุที่มีคุณสมบัติ ว่าง กระจ่าง ไร้ขอบเขต ไร้ขีดจำกัด และการปรุงแต่งใดๆ

Tara Meditation and Prayer

ตาราภาวนา

สำหรับผู้ปรารถนาจะปลุกพลังแห่งความรักของพระแม่ตาราในจิตใจในระหว่างวันไม่ว่าจะประกอบการงานใด สามารถสรรเสริญพระองค์ด้วยสองบทนี้ ก่อนรับประทานอาหาร ตั้งจิตถวายอาหารเป็นเครื่องบูชาเพื่อบำรุงกายเนื้อของเราให้แข็งแรง เพราะกายนี้จักเป็น

เครื่องรองรับการปฏิบัติธรรม และเพราะกายนี้ไม่แบ่งแยกจากพระวรกายอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ จากนั้นสวดบทนี้

เหล่าเทพและอสูรต่างนอบน้อมต่อพระองค์
ด้วยบาทบัวเหนือเศียรเกล้า
พระผู้ขจัดความยากไร้ทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอถวายกระยาหารแด่พระองค์
(ถ้าสรรเสริญในยามปกติโดยไม่ได้ถวายอาหาร สวดว่า “ข้าพเจ้าขอกราบประณตน้อมแด่พระองค์)

มารดาแห่งพระชินเจ้า
พระวรกายของผู้เข้าถึงการตรัสรู้
เหล่าบริวาร พระชนมายุ พุทธเกษตร
คุณลักษณะอันเป็นเลิศของพระองค์เป็นเช่นไร
ณ บัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้าและผู้อื่นได้เป็นเช่นนั้น
ขอให้พระธรรมแผ่ขจายไปและความสุขสวัสดีจงมีไปตลอดชั่วกาลนาน

ก่อนนอนตั้งจิตนึกถึงพระองค์แล้วสวดบทนี้ ตื่นเช้ามาก่อนออกไปทำการงาน สวดถึงพระองค์ด้วยบทนี้ ระหว่างวันนึกถึงคุณลักษณะอันเป็นเลิศของพระองค์และตั้งจิตอธิษฐานให้พุทธธรรมแผ่ไปไม่จบสิ้น ให้ทุกชีวิตมีแต่ความสุขและศานติ…การนึกถึงพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์เพียงเวลาสั้นๆ แม้เราจะไม่มีเวลาสวดมนตร์หรือทำสมาธิ เพียงแค่นึกถึงด้วยจิตเปี่ยมไปด้วยศรัทธาก็เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่

Reflection on Giving at Wat Suankaew

วันนี้นำของไปบริจาควัดสวนแก้ว ในของใช้ที่นำไปบริจาคมี เสื้อผ้า กระเป๋าถือจำนวนมากที่ใช้สมัยทำงานอยู่มหาวิทยาลัย เก็บไว้จนเก่าเมื่อห้าปีผ่านไป ทำให้ได้เห็นตัวตนของตัวเองว่าแม้ลาออกจากงานมาแล้ว ยังกลับหวงแหนเสื้อผ้าของใช้ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนสถานภาพของความเป็นอาจารย์ แทนชื่อเสียงและเกียรติยศ ทำให้เห็นว่าตัวเองขี้ขลาดเพียงไรที่ไม่กล้าปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกไปทั้งๆที่ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมอบชีวิตที่เหลือเพื่อศาสนา

เมื่อนำไปให้วัด เจ้าหน้าที่ก็เอาไปกองรวมกับของบริจาคของผู้อื่น บนกองกระเป๋าและเสื้อผ้าเก่าๆ เด็กสาวคนหนึ่งเลือกกระเป๋าใบหนึ่งมาสะพาย ดวงตาเป็นประกายกับสินค้าใหม่ที่เป็นของบริจาคของคนอื่นแต่คือของขวัญของเธอ เมื่อผ่านกองสินค้ามา ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่ยื่นสมุดมาให้จดชื่อพร้อมกับคะยั้นคะยอให้นำกระหล่ำปลี ขนมปั้นขลิบ ท๊อฟฟี่มะขาม และข้าวเกรียบอัญชัญของวัดกลับมาทานที่บ้าน โดยบอกว่าอยากให้ชิมและอยากให้นำไปฝากเพื่อนบ้านด้วยสิ่งที่เรานำไปให้วัดเป็นของที่เราไม่ใช้ แต่ได้กลายเป็นของที่นำความสุขมาให้ผู้อื่น แต่ไม่เพียงเท่านั้น เรากลับได้รับน้ำใจไมตรีที่มีคุณค่าอันไม่มีประมาณ ที่วัดแจกหนังสือของพระพยอมเป็นรูปท่านแบกถุงใส่ของ ทำให้ตระหนักถึงคำๆหนึ่งในภาษาทิเบต “ฉับจู” แปลว่า บริการ วัดได้ทำหน้าที่บริการอย่างดีที่สุด ถ้าไม่มีวัดสวนแก้ว เราจะเอาของไปที่ไหน บางครั้งเราเอาไปเปิดท้ายขาย แต่เราต้องเหนื่อยกับการลุ้นว่าจะมีผู้สนใจสินค้ามือสองของเราหรือไม่ ถ้าไม่มีใครสนใจ ตัวอัตตาก็เศร้า ถ้าผู้ใดสนใจสินค้าของเราน้อยกว่าของคนอื่น ตัวอัตตาก็เศร้าอีก แต่การบริจาคให้วัดเช่นนี้ขจัดความเครียด แต่เราก็ไม่ควรกังวลใจว่าทางวัดจะเอาของไปไหน เมื่อเราตัดสินใจที่จะให้ ก็ไม่ต้องคิดต่อ เพราะของนั้นไม่ใช่ของเราอีกต่อไป เปิดใจรับสิ่งดีๆที่ตามมานั่นคือการได้กลายเป็นผู้ให้ การได้รู้จักใจตนเอง และการได้สัมผัสความสุขจากรอยย้ิมของผู้รับและได้เป็นส่วนสานต่อประเพณีงดงามของสังคมไทยด้วยการให้ของกันและกัน

Guru Rinpoche Text & Ancient Wisdom

วันนี้มีโอกาสเตรียมเอกสารประกอบการภาวนาให้ผู้เข้ารับการอบรม “ปัทมสัมภวะ” ชื่อบทสาธนะ (คู่มือปฏิบัติ) “แก่นหัวใจของพระปัทมสัมภวะ: บทสาธนะแห่งมูละทั้งสาม” เป็นบทพิเศษเพราะเป็น “เตรมา” (ธรรมสมบัติแอบซ่อน) ที่ได้รับการค้นพบโดยพระอาจารย์กุนเทรอ ฮุงเช็น โตรดู ลิงปะ ริมโปเช (ศตวรรษที่ 20) บิดาของพระอาจารย์กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช บทนี้ท่านไวโรจนะ (ศตวรรษที่ 8) ได้รับการถ่ายทอดจากพระฑากินีที่ภูเขามุโดในแคว้นอัมโด…

ในการอบรม เราจะได้พูดคุยเกี่ยวกับสายการปฏิบัติอันเป็นที่มาของคัมภีร์พิเศษนี้ เรื่องราวของพระคุรุริมโปเช และท่านไวโรจนะ พระอาจารย์สำคัญผู้เป็นต้นกำเนิดของการปฏิบัติไม่แบ่งแยกนิกาย พร้อมกับใช้เวลาที่เหลือภาวนากับธรรมชาติ ภูเขา ผืนดิน แผ่นฟ้าที่กว้างใหญ่อันเป็นสภาวะธรรมที่ไม่แบ่งแยกจากสภาวะธรรมภายในกายของเราเอง

เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เรื่องราวของครูบาอาจารย์กว่าพันปียังคงได้รับการสืบทอดในทิเบตและแดนหิมาลัย จนมาถึงเราในวันนี้ แม้เราจะอยู่ในยุคของแฮมเบอร์เกอร์และกาแฟสตาร์บั๊ค

อาจมีคำถามว่า ปรีชาญาณเก่าแก่เช่นนี้จะมีความหมายอย่างไรกับชีวิต คำตอบคือ แม้สิ่งแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนไป แม้วิถีชีวิตของเราจะต่างจากวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยของครูบาอาจารย์ แต่หัวใจและจิตใจภายในของผู้คนไม่ว่าจะกี่รุ่นอายุไม่เคยเปลี่ยน ความปรารถนาของเราไม่เคยเปลี่ยน เราทั้งหลายไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยยังคงปรารถนาสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ความสุขอันจีรัง ความสุขอันยั่งยืน ที่เกิดจากการเข้าใจจิตใจของตัวเองและการรู้เท่าทันพิษจิตใจอันเป็นต้นตอของความทุกข์ทั้งปวง

วิถีของครูบาอาจารย์จึงยังคงเป็นมุมมองที่ทันสมัย เพราะให้วิธีการและแรงบันดาลใจในการขัดเกลาจิตใจ ให้มุมมองในการดำรงชีวิต และทำให้เราได้ปลุกพลังแห่งความกรุณาที่แอบแฝงอยู่ในเส้น ลมปราณ และเลือดเนื้อของเราให้ตื่นขึ้นพลังนี้ทำให้คุณงามความดีปรากฏเป็นรูปร่างไม่รู้จบ เมื่อเราเข้าใจปรัชญาและหลักการเบื้องหลังการปฏิบัติ เราก็สามารถประสานการปฏิบัติกับชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิบัติธรรมจะไม่มีวันล้าสมัยหรือเดินสวนทางกับการดำรงชีวิต

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
1 ตุลาคม 2555