Skip to content

พระรัตนตรัยและพระยีตัม

พระรัตนตรัยในพุทธวัชรยาน ประกอบด้วย

ด้านนอก : พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ด้านใน : พระอาจารย์ พระยีตัม พระฑากินี

ด้านในสุด : ช่องลมปราณ ลมปราณ หยดธรรมชาติ

พระรัตนตรัยด้านนอกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเป็นสรณะสำหรับผู้ฝึกฝนตนในวิถีแห่งพระสูตร (Sutra)

พระรัตนตรัยด้านในเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเป็นสรณะสำหรับผู้ฝึกฝนตนในวิถีแห่งตันตระ (Tantra)

พระรัตนตรัยด้านในสุดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเป็นสรณะสำหรับผู้ฝึกฝนตนในวิถีแห่งซกเช็น (Dzogchen)

อย่างไรก็ตาม การยึดพระรัตนตรัยจะเริ่มจากด้านนอกไปจนถึงด้านในสุดเมื่อเรามีศรัทธาอย่างเต็มที่จนสามารถเห็นพุทธภาวะในตน มีมุมมองที่ผ่องแผ้วเกี่ยวกับการปฏิบัติจนไม่แบ่งแยกพระรัตนตรัยในระดับต่างๆ ออกจากกัน ไม่ใช่ว่า ผู้ปฏิบัติซกเช็นในระดับในสุดแล้วจะไม่สักการะพระรัตนตรัยในระดับนอกและใน ทั้งสามระดับไปด้วยกันแต่จุดเน้นต่างกัน

ในพระรัตนตรัยด้านในมีการยึดพระยีตัมและพระฑากินีเป็นสรณะ พระยีตัมคืออะไร (พระฑากินีคืออะไร คำถามนี้จะขอตอบในโพสต์ต่อไป)

IMG_7017

พระอวโลกิเตศวร พระยีตัมปางสันติ ซึ่งคนไทยจะเรียกว่า พระแม่กวนอิม หรือพระโพธิสัตว์กวนอิม และมองว่าเป็นพระผู้หญิง แต่ในทิเบตพระองค์คือพระปางบุรุษ ในรูปนี้ ทรงมีสี่กร เป็นปางที่แพร่หลายในการทำสมาธิ พระหัตถ์ด้านในถือแก้วมณีสีน้ำเงินแทนแก้วสารพัดนึก พระหัตถ์ขวาด้านนอกถือลูกประคำ สัญลักษณ์แทนความกรุณา พระองค์จะไม่มีวันหยุดสวดมนต์เพื่อสรรพสัตว์ โดยมนตราประจำพระองค์คือ โอม มณี เปเม ฮุง  และพระหัตถ์ซ้ายด้านนอกถือดอกบัว สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแม้ดำรงอยู่ในโคลนตมแห่งสังสารวัฏ

พระยีตัม คือ พระที่เราฝึกปฏิบัติในสมาธิ เป็น meditation deity ที่มีการฝึกปฏิบัติตามคัมภีร์ตันตระต่างๆ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า deity เพื่อครอบคลุมพระพุทธเจ้าในลักษณะสันติ กึ่งพิโรธ และพิโรธ ซึ่งมีจำนวนมากมาย คนไทยเมื่อเห็นรูปบูชาหรือภาพวาดของพระพุทธเจ้าในลักษณะเหล่านี้ มักจะเรียกพระองค์ว่าพระโพธิสัตว์ ดังเช่น พระอวโลกิเตศวร เรียกว่า พระแม่กวนอิม, พระอารยาตารา เรียกว่า พระโพธิสัตว์ตารา, พระมัญชุศรี เรียกว่า พระโพธิสัตว์มัญชุศรี เป็นต้น

อันที่จริงแล้ว พระองค์เหล่านี้คือ สภาวะแห่งสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏจากความกรุณาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นภาพสะท้อนของความชัดแจ้งของจิตซึ่งไม่แบ่งแยกจากความกรุณา และการปฏิบัติเกี่ยวกับความชัดแจ้งนี้นำคุณสมบัติอันประเสริฐมากมายมาให้ผู้ปฏิบัติโดยคุณสมบัติเหล่านั้นไม่ใช่พลังที่มาจากภายนอก แต่เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติมีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดวิธีการในการเข้าถึงและที่สำคัญถูกปิดบังด้วยเมฆหมอกแห่งอวิชชา

การปฏิบัติบูชาพระยีตัมตามประเพณีของพุทธวัชรยาน ผู้ปฏิบัติควรได้รับอนุญาตจากครูผู้สอนธรรมซึ่งจะช่วยขจัดความเข้าใจผิดและทัศนคติอันไม่บริสุทธิ์ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่เกิดผลของการปฏิบัติที่ควรจะได้รับ ยังอาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมได้ โดยครูผู้สอนจำเป็นต้องได้รับคำสอนจากคุรุอาจารย์ในสายการปฏิบัติของท่านและเป็นผู้มีประสบการณ์การฝึกปฏบัติในพระยีตัมพระองค์นั้นๆ อย่างดีเลิศ

ผู้ฝึกฝนจะได้รับคำสอนผ่านขั้นตอนสามอย่าง ได้แก่ การมอบคำสอน (ลุง) การมอบมนตราภิเษก (วัง) และการอธิบายคำสอน (ทรี)  โดยคำสอนนั้นจะถ่ายทอดในคู่มือสาธนะ (pracetice manual) ซึ่งเป็นคัมภีร์ตันตระระดับต่างๆ (ยกเว้นว่าเป็นการปฏิบัติซกเช็น ซึ่งจะมีการฝึกปฏิบัติพระยีตัมอีกชุดหนึ่งและการมอบคำสอนก็จะแตกต่างจากที่ระบุในคัมภีร์ตันตระ)

ข้อควรคำนึงในการรักษาสมยะในการปฏิบัติบูชาพระยีตัม
(ยีตัมจิ ตัมซิก)

1. การรู้ว่า กาย วาจา ใจ ของข้าพเจ้าและของผู้อื่นคือ กาย วาจา ใจ ของพระยีตัม

ข้อนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติยกย่องและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยมุมมองที่บริสุทธิ์และเท่าเทียม แม้ว่าในรูปลักษณะภายนอก ผู้อื่นจะแตกต่างกัน แต่กาย วาจา ใจ ของพวกเขาแท้ที่จริงแล้วคือ กาย วาจา ใจ ของพระยีตัมองค์ที่เราปฏิบัติบูชา

2. การตระหนักรู้ว่า ในระดับปรมัตถ์ พระหทัยของพระยีตัม กับจิตของข้าพเจ้าจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

ณ ขณะนี้ ข้าพเจ้าอาจแยกจากพระองค์เหล่านั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าก้าวข้าวความจริงในระดับสมมติไปสู่ความจริงในระดับสูงสุดผ่านปัญญาแห่งการตระหนักรู้ ข้าพเจ้าจะเข้าใจว่า จิตของข้าพเจ้ากับจิตของพระองค์คือหนึ่งเดียวกัน

3. การประคองจิตให้อยู่ในสมาธิ ด้วยการกำหนดรู้ว่า ปรากฏการณ์ สรรพเสียง และความคิดทั้งหลายโดยเนื้อแท้แล้วมิได้มีสาระในตัวเองแต่เป็นดังท้องฟ้า

แม้ว่าข้าพเจ้าจะฝึกปฏิบัติพระยีตัมในลักษณะต่างๆ บางองค์ดูอ่อนโยน งดงาม บางองค์กอรปด้วยเครื่องประดับแห่งพระปางพิโรธและอยู่ในลักษณะโกรธเกรี้ยว มีคิ้ว เครา และผม เป็นไฟ แต่โดยเนื้อแท้ พระองค์เหล่านั้นคือ ความว่าง และทุกปรากฏการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบ ทุกสรรพเสียงที่ข้าพเจ้าได้ยิน ทุกความคิดที่ผุดในใจของข้าพเจ้าต่างมิได้มีสาระ แต่คือความว่าง ดังท้องฟ้า

4. เมื่อออกจากสมาธิ ให้รู้ว่า ทุกสิ่งที่ปรากฏ ทุกสิ่งที่ได้ยิน และทุกการปรุงแต่ง คือภาพปรากฏของพระวรกาย พระวจนะ และพระหทัยอันเปี่ยมไปด้วยปัญญาของพระยีตัม

เมื่ออยู่ในสมาธิ ข้าพเจ้าฝึกปฏิบัติด้วยความพากเพียร ไม่แยกตัวของข้าพเจ้าออกจากพระยีตัม เมื่อข้าพเจ้าทำสมาธิแล้ว และใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่ละช่วง ข้าพเจ้าจะต้องไม่ลืมพระองค์เหล่านั้น สิ่งใดก็ตามที่ข้าพเจ้าได้เห็น สิ่งใดที่ได้ยิน สิ่งใดที่คิดคำนึงก็ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญญาญาณของพระองค์

5. ผู้ปฏิบัติควรจดจำและหมั่นเตือนตนเองว่า พระหทัย พระวจนะ และพระหทัยของพระยีตัมแท้ที่จริงแล้วคือกายธรรมแห่งพระสมันตภัทร นั่นคือ
ปรากฏการณ์คือความว่าง
เสียงที่ได้ยินคือความว่าง
จิตที่คิดคำนึงคือความว่าง

และท้ายที่สุดนี้ พระยีตัมทุกพระองค์ ล้วนแต่มาจากกายธรรมแห่งพระพุทธเจ้าเดียวกัน นั่นคือ องค์ต้นกำเนิด พระอาทิพุทธนามว่า “สมันตภัทร” หรือ “กุนตุ ซังโป” ซึ่งแปลว่า ความดีพร้อมในทุกสิ่ง

ไม่ว่าสิ่งใดจะปรากฏรูปลักษณะอย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว นำพาเรากลับไปสู่สภาวะอันไร้การแบ่งแยกและแตกต่าง สภาวะอันเป็นฐานหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

ขทิรวัน, 19/05/18

No comments yet

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: