การปฏิบัติซกเช็น (1)

The Practice of Dzogchen

มุมมอง ซกเซ็นเป็นคำสอนที่มีค่าสูงส่งในโลกตะวันตกในยุคสมัยนี้  เป็นคำสอนที่เข้าไปถึงแก่นของการปฏิบัติ 

พวกเราทั้งหลายเป็นสัตว์โลกซึ่งภาษาทิเบตเรียกว่า “ เซ็มแจน ”  แปลว่า ผู้มีจิต  คำสอนนี้ซึ่งเกี่ยวกับจิตและธรรมชาติของจิตจึงเป็นคำสอนที่มีประโยชน์ต่อพวกเราเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในเชิงทฤษฏีแต่ในเชิงปฏิบัติด้วย เนื่องจากซกเซ็นทำให้เราเข้าถึงสันติสุขแห่งจิตใจและมีความสุขในชีวิต

lopn-tenzin-namdak-be809014-ba82-4137-8a74-b27b6c32300-resize-750

Lopen Tenzin Namdak Rinpoche, senior master in Bonpo Dzogchen พระอาจารย์ลบเพิน เท็นซิน นัมตัก ริมโปเช เป็นคุรุซกเช็นแห่งพุทธเพิน Photo courtesy: https://alchetron.com/

ในด้านวิธีปฏิบัติ  ซกเซ็นไม่มีการตั้งนิมิตที่ซับซ้อน  ไม่มีท่าโยคะที่ยากลำบาก  ไม่มีการสวดมนตราที่น่าเบื่อหน่าย  มีเพียงการตรวจสอบสภาวะที่เราดำรงอยู่และการค้นพบธรรมชาติของจิต

เราต้องทำความรู้จักและพบเนื้อแท้ของสิ่งที่ดำรงอยู่  จริงๆ  จิตของเราอยู่ใกล้ชิดเรามากกว่าสิ่งอื่นใด  แต่จิตไม่สามารถปรากฏให้เห็นและเราก็ไม่สามารถมองเห็นจิตได้  เราไม่สามารถรู้จักธรรมชาติของจิตได้อย่างทันทีทันใด  ด้วยเหตุนี้  เราจึงต้องฟังคำสอนและนำคำสอนไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีชีวิตในชาติปัจจุบันอย่างมีความสุขและมีความพึงพอใจ  แต่จะทำให้เราได้สั่งสมเหตุปัจจัยสำหรับชีวิตใหม่อันประเสริฐด้วย  อย่างไรก็ตาม  เพื่อที่จะให้เข้าใจประเด็นนี้  เราต้องพินิจสภาวะที่เป็นเราในขณะนี้ก่อนที่จะทำความรู้จักและค้นพบธรรมชาติของจิต

คำสอนซกเซ็นดูเหมือนจะฝึกฝนได้อย่างง่ายๆ  แต่ในคัมภีร์ทิเบต คำสอนนี้มีความลึกซึ้งเป็นอย่างมาก  โดยปกติแล้ว  คัมภีร์ซกเซ็นระบุว่า ไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิแบบ เกริม  (ตั้งนิมิต)  และ ซกริม  (สลายนิมิต)  ดังเช่นในวิถีตันตระ  หรือฝึกบำเพ็ญคุณธรรม ดังเช่น  การเจริญโพธิจิต การบำเพ็ญทานบารมี  ฯลฯ  ดังเช่นที่ทำกันในวิถีแห่งพระสูตร 

ซกเซ็นเน้นว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลยยกเว้นการดำรงอยู่ในสภาวะจิตเดิมแท้หรือในปัญญาญาณแห่งการตื่นรู้ (ริกปะ) นอกจากนี้  เราไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรเป็นพิเศษ  เช่น การฝึกเกี่ยวกับรอยกรรม หรือบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ ในคัมภีร์ซกเซ็นยังระบุว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องมีมุมมองหรือการทำสมาธิด้วยซ้ำ  คำกล่าวเหล่านี้แปลว่าอะไร ทำไมในบางคัมภีร์ของซกเซ็นจึงระบุเช่นนั้น

คำตอบที่ซกเซ็นให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่การปฏิบัติอื่นๆ กล่าวไว้แบบอ้อมค้อม บางคนจึงวิพากษ์วิจารณ์ซกเซ็นว่าเป็นประเภทสูญนิยม (nihilism) หรือไม่ใช่วิถีพุทธ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น ตลอดหลายศตวรรษมานี้ มีผู้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับซกเซ็นผิดพลาดกัน

ธรรมะของซกเซ็นได้รับการสืบทอดในประเพณีวัฒนธรรมหนึ่งๆ และในบริบทหนึ่งๆ เราต้องรู้ว่าบริบทที่เกี่ยวข้องคืออะไร มิฉะนั้น เราก็อาจจะมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับซกเซ็น

บริบทที่กล่าวถึงนี้คือคำสอนในวิถีแห่งพระสูตรและตันตระตามประเพณีของพุทธศาสนา (ที่สืบจากอินเดีย) และพุทธเพินหรือยุงตรุงเพิน (ที่สืบจากทิเบตและเอเชียกลาง)

คำสอนซกเซ็นและคำศัพท์ที่ใช้ในคัมภีร์ของนิกายญิงมาปะและคัมภีร์ของนิกายพุทธเพินจริงๆ แล้ว เป็นแก่นธรรมเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่สายการปฏิบัติที่คำสอนได้รับการสืบทอดมา ญิงมาปะประกาศว่าสายการปฏิบัติของพวกเขามาจากอินเดียและอุฑฑิยาน ส่วนผู้ปฏิบัติพุทธเพินระบุว่าสายการปฏิบัติของพวกเขามาจากชางชุงและตักชิก (เปอเซีย) แต่นอกจากความแตกต่างในเรื่องสายการปฏิบัติ (และสถานที่ที่คำสอนได้รับการเผยแผ่) แล้ว ความหมายซกเซ็นของทั้งสองประเพณีเป็นแบบเดียวกัน

ในการนำเสนอเรื่องมุมมองและการปฏิบัติของซกเซ็นในที่นี้ เราได้ใช้คัมภีร์ซกเซ็นแห่งพุทธเพินเรียกว่า  “นัมคา ทุลเซอ”   แปลว่า  ขุมทรัพย์มหัศจรรย์แห่งท้องฟ้า  โดยคัมภีร์นี้มาจากพระอาจารย์ลุงเติน  ลาเญียน  (เกิดปี  ค.ศ. 1088)  ท่านได้รับคำสอนนี้ทั้งชุดจากพระคุรุเซวัง  รินชิน  สิทธาผู้ปลอมตัวเป็นสาธุชาวอินเดีย คัมภีร์นี้มาจากบิดาของท่านนามว่า  พระคุรุเทรนปา  นัมคา  เป็นคัมภีร์ที่เน้นปรัชญาของซกเซ็นเป็นหลัก

โดยปกติแล้ว  ตามประเพณีพุทธเพินของทิเบต  เรามีแนวทางที่แตกต่างกันสองแนวในการฝึกปฏิบัติซกเซ็น  แนวทางแรก  เราไปหาคุรุซกเซ็นผู้เหมาะสมและเราขอคำสอนจากท่าน  แล้วเราปฏิบัติ เงินโดร ตามคำสอนของท่านในจำศีลภาวนา ซึ่งการปฏิบัติเงินโดรมีเก้าอย่าง  ต้องปฏิบัติอย่างละหนึ่งแสน จึงเรียกการปฏิบัตินี้ว่า บุมกู  หรือ เก้าแสน (บุม แปลว่าหนึ่งแสน)

atri dzogchen lineage

นิมิตภาพของการปฏิบัติเงินโดรตามสายการปฏิบัติอาทรี ซกเช็น ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าแสงกระจ่าง (เชนลา เออกา) องค์ตรงกลาง แวดล้อมด้วยพระพุทธเจ้าทั้งสามกาล พระยีตัม พระโพธิสัตว์ พระฑากินี พระธรรมบาล โดยทั้งหมดอยู่ในหยดรุ้งตรงกลาง โดยมีคุรุอาจารย์ (ด้านบนและด้านนอกของหยดรุ้งตรงกลาง) ผู้สืบสามสายการปฏิบัติของซกเช็น ได้แก่ อาทรี ซกเช็น, ชางชุง เญียนจุด และซกเช็น อยู่ด้านบนไปจนถึงพระพุทธเจ้าสมันตภัทร

เมื่อปฏิบัติเงินโดรจบครบถ้วนแล้ว  เรากลับมาหาคุรุและขอให้ท่านสอนซกเซ็นให้  ท่านก็จะให้คำสอนที่เป็นการเปิดใจศิษย์ให้รู้จักริกปะ หรือสภาวะเดิมแท้ของจิต เรียกว่า ริกปะ โงเตรอ (ในส่วนของการเปิดใจมีหลายวิธีการ) แล้วเราก็เข้าไปอยู่จำศีลภาวนายาวๆ ในสถานที่ห่างไกลจากผู้คน ดำรงอยู่ในสภาวะจิตเดิมแท้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ด้วยเราได้รับคำแนะนำจากคุรุของเราแล้วว่า ริกปะคืออะไร เราจึงรู้จักริกปะ แต่ความรู้นี้ไม่เพียงพอ เราต้องปฏิบัติที่จะฝึกฝนและดำรงอยู่ในสภาวะนี้ เราต้องพัฒนาศักยภาพของเราให้ฝึกปฏิบัตินี้ มิฉะนั้น เราอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาได้ เนื่องจากเราขาดความคุ้นเคยกับสภาวะนี้ ในตอนนี้ มีความจำเป็นที่เราจะกลับไปหาคุรุของเราเป็นระยะๆ เพื่อตรวจสอบว่าเราเข้าใจสภาวะจิตเดิมแท้มากน้อยเพียรไร เราทำเช่นนี้จนเราบรรลุธรรม (ยังมีต่อ…)

แปลโดย เกซัง ตาวา, ๓ กันยายน ๒๕๖๒

การฝึกปฏิบัติซกเซ็น โดยพระอาจารย์ลบเพิน เท็นชิน  นัมตัก  ริมโปเช  บางส่วนจากบทความเรื่อง  The Practice  of  Dzogchen in Bonpo  Dzogchen  Teachings  according to Lopon  Tenzin  Namdak Rinpoche,  Vajra  Publications, 2006. Thai translation copyright by the Thousand Stars Foundation.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.