Category Archives: Dharma Reflections

Kundrol Dragpa’s Teachings

Base, Path and Fruit

If Buddha of the Base is not recognized, Buddha of the Path does not illuminate in the mindstream. When Buddha of the Path does not shine in the mindstream, Buddha of the Fruit is not achieved. Hence, one needs to practice on all the three – Base, Path and Fruit.

That the mind does not move, is empty but radiantly clear is the Base. That reflection of clarity in emptiness manifests is the Path. That clarity and emptiness exist without grasping is the Fruit.

Kundrol Dragpa

Kundrol

Kundrol Dragpa, non-sectarian Bon Buddhist master of the 18th century A.D.

 

Tibetan Masters of the Major Traditions

รูปประวัติศาสตร์ พระอาจารย์ใหญ่ของทิเบต…
สมเด็จองค์ดาไลลามะประทับยืนอยู่ตรงกลาง ทางขวาของพระองค์คือสมเด็จสาเกีย ทริซิน ริมโปเช (ประมุขนิกายสาเกียปะ) และสมเด็จซูชิกริมโปเช (อดีตประมุขนิกายญิงมาปะ) ทางซ้ายของพระองค์คือสมเด็จแมนรี ทริซิน ริม

โปเช (ประมุขนิกายพุทธเพิน/ยุงตรุงเพิน) และสมเด็จองค์การ์มาปะ (ประมุขนิกายกาจูร์ปะ) พระอาจารย์อาวุโสสุดในขณะนี้คือแมนรี ริมโปเช และสาเกีย ริมโปเช สำหรับท่านสาเกีย ริมโปเช ท่านไว้ผมยาว นุ่งสบงสีขาว สัญลักษณ์ของผู้ปฏิบัติตนเป็นโยคี (ไม่ใช่พระภิกษุ) พระอาจารย์ทั้งหลายมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน มีใจเปิดกว้าง และภาวนาด้วยกันไม่ว่าท่านจะได้รับการฝึกฝนในนิกายใด

Reflection on Buttered Tea & Tibetan Wisdom

เมื่อสองปีก่อนศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญฉันไปบรรยายเรื่องภูมิปัญญาทิเบตที่โยงกับชีวิตและการเมือง โดยคำว่าการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องจีน-ทิเบต แต่เป็นความขัดแย้งโดยทั่วไปในสังคมรวมไปถึงความขัดแย้งในทางศาสนาด้วย

ในช่วงท้ายเรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จำได้ว่าเป็นการสนทนาที่สนุกมากเมื่อฉันพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบต คือ ชาที่ไม่ได้มีรสหวานแบบที่คนไทยเรารู้จักกัน หรือรสจืดออกขมแบบชาดำทั่วไป แต่กลับเป็นชาที่มีรสเค็ม มัน จนออกเลี่ยน ที่เราเรียกกันว่า ชาเนย เพราะมีการนำเนยมาตำกับน้ำชาต้มเดือดในกระบอกไม้ตามด้วยการเหยาะเกลือเล็กน้อยแบบที่อาจารย์เยินเต็นได้สาธิตให้ดูในเทศกาลชาอาทิตย์ที่แล้ว

ชาเนยนี้ชาวทิเบตถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุด ถ้าวันไหนพวกเขาไม่ได้ดื่มชาแบบนี้ พวกเขาจะรู้สึกชีวิตขาดอะไรไป นักศึกษาชาวทิเบตคนหนึ่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าที่อเมริกา ทุกวันเขาจะทำชาเนยแบบนี้แล้วเทใส่กระติกน้ำร้อนหอบไปดื่มขณะท่องหนังสือแถวห้องสมุด จนเราล้อแกว่าแกเหมือน “โป้ลา” พ่อเฒ่า ใครที่เคยเดินทางไปในทิเบตและมีโอกาสได้แวะกุฏิพระหรือเยี่ยมเยียนชาวทิเบตที่บ้าน จะต้องได้ล้ิมชิมรสชามันๆเลี่ยนๆแบบนี้แน่นอน ยิ่งเนยที่เอามาตำเป็นเนยเก่า จะเห็นเนยลอยเป็นไข กลิ่นขึ้นจมูก จนต้องเอามือมาปิดปากถ้วยไว้ถ้าได้รับการเสริฟเป็นครั้งที่สอง

ในการบรรยายวันนั้นเราได้คุยกันเรื่องความสำคัญของภูมิปัญญาทิเบตต่อมนุษยชาติ ความสำคัญของจิตวิญญาณที่เน้นความรักความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข ความสุขที่เกิดจากความพึงพอใจอย่างแท้จริง ศรัทธาอันมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงไร และความอดทนอดกลั้นอันเป็นเลิศจนทั่วโลกต้องจับตาดู แม้แต่พระอาจารย์ชั้นสูงของไทยท่านหนึ่งยังเคยปรารภว่าชาวทิเบตเป็นชนชาติที่อดทนมากที่สุดในโลก

แม้ภูมิปัญญาทิเบตจะมีสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชม แต่เราต้องแยกภูมิปัญญาออกจากประเพณีซึ่งได้รับอิทธิพลจากภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมตลอดจนความเชื่อพื้นบ้าน เหมือนกับการจะทำให้ชาทิเบตเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยในเขตเมืองร้อนแบบบ้านเรา เราจำเป็นต้องทำให้ชานี้ละลายจากไขมัน เอารสเลี่ยนออกไป และอาจต้องเอารสเค็มออกไปด้วย เหลือแต่ตัวเนื้อชาล้วนๆที่ยังคงความเป็นชาทิเบตเอาไว้ พระพุทธศาสนาวัชรยานก็เช่นกันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเมื่อเราไม่ยึดติดที่รูปแบบประเพณี แต่ดูที่แก่นธรรมและจิตวิญญาณภายในที่มีความเป็นสากลและเป็นอกาลิโก

เมื่อเราดูที่แก่นธรรมเช่นนี้ ไม่ว่าภายนอกเราจะแต่งตัวอย่างไร จะสวมใส่ลูกประคำหรือไม่ ไม่สำคัญ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะช่วยกันรักษาภูมิปัญญาของทิเบตให้ไม่หายสูญไปและจะมีส่วนช่วยให้ภูมิปัญญานี้เติบโตเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการทำความดี

ภาพประกอบ : ไม่ทราบแหล่ง แต่เพื่อนทิเบตคนหนึ่งชื่อเท็นซินเป็นผู้ส่งมาให้
Attached photo was sent to me from our friend Tenzin.

On Meditation (1)

ก่อนออกเดินทางไปที่ใด เราต้องรู้ว่าเป้าหมายของการเดินทางของเราอยู่ที่ไหน

และเราจะเดินทางไปสถานที่นั้นด้วยวิธีใด ในทำนองเดียวกัน

ก่อนทำสมาธิ เราต้องรู้ว่าจุดมุ่งหมายของการทำสมาธิของเราคืออะไร

และเราจะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้นด้วยวิธีการใด

Death & Dying…Tibetan Wisdom (4)

– ๔ –

บาร์โดเป็นดังมิติที่เหลื่อมซ้อนมิติที่เราอยู่ ผู้ล่วงลับจากไปเพียงดวงจิต ทิ้งร่างกายที่หวงแหนไว้บนผืนดำที่เคยรับน้ำหนักเขาเอาไว้อยู่ เมื่อจิตแยกจากกาย จิตจะประสบนิมิตมากมายหลายลักษณะ เราเรียกนิมิตเหล่านั้นว่า “นิมิตแห่งบาร์โด” บางนิมิตงดงาม เช่น เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายเปี่ยมไปด้วยมหาปริสลักษณะ เห็นวงรุ้ง เห็นวงแสง บางนิมิตดูน่าหวาดกลัว ดุจดังภูเขาถล่มทลายต่อหน้าเรา ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว แต่ทุกนิมิตล้วนแต่มาจากพลังจิตของเราเอง เหมือนกับภาพปรากฏหน้ากระจกซึ่งเกิดจากศักยภาพของกระจกที่จะสะท้อนสิ่งต่างๆ

เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง ชีพจรหยุดเต้น สมองไม่ทำงาน ในทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นได้เสียชีวิตแล้ว แต่ในฝ่ายทิเบตยังไม่ถือว่านั่นคือการเสียชีวิตอย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงการตายภายนอก แต่กระบวนการภายในยังคงอยู่เพราะจิตยังทำงานอยู่

ในคัมภีร์มรณศาสตร์รจนาโดยพระอาจารย์ชาซา ต้าชี่ เกียลเซน ริมโปเช กล่าวไว้ว่า หลังการตายภายนอก หยดธรรมชาติ “ทิกเล่” โพธิสีขาวจากฝ่ายพ่อที่เราได้รับตอนเราปฏิสนธิในครรภ์ของแม่จะไหลจากจักระกระหม่อมมาบรรจบที่ช่องลมปราณกลางกาย ในขณะนั้นดวงจิตผู้ตายจะรับรู้ถึงแสงกระจ่างสีนวลของดวงจันทร์ในท้องฟ้าไร้เมฆหมอก จะเกิดปัญญาญาณภายในที่ทำให้กิเลสที่เป็นโทสะและความเกลียดชังถูกขจัดให้หมดไป ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “นังวา”

จากนั้น หยดธรรมชาติโพธิสีแดงจากฝ่ายแม่ที่เราได้รับตอนปฏิสนธิ จะไหลขึ้นมาจากบริเวณสะดือ (หรือในบางคัมภีร์ บริเวณอวัยวะเพศ) มาบรรจบที่ช่องกลางกายเช่นกัน ในขณะนั้น ดวงจิตผู้ตายจะรับรู้ถึงแสงกระจ่างสีแสดของพระอาทิตย์ในยามเย็นในท้องฟ้าไร้เมฆหมอก สัญญาณภายในปรากฏเป็นความรู้สึกปีติสุข กิเลสที่เป็นโลภะถูกขจัดหมดไป ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “เชปา”

เมื่อหยดธรรมชาติของพ่อกับหยดธรรมชาติของแม่มาบรรจบกันที่กลางหัวใจบริเวณที่ดวงจิตดำรงอยู่ จะเกิดท้องฟ้าใสปราศจากเมฆหมอกแต่มืดสนิทดุจดังคืนแห่งความมืดมิดที่แผ่กระจายไปทั่ว กิเลสที่เป็นโมหะถูกขจัดให้หมดสิ้นไป ผู้ตายจะรู้สึกหมดสติไป เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เญทบ” นี่คือการตายภายในอย่างสมบูรณ์ เป็นการสิ้นสุดสภาวะบาร์โดที่หนึ่ง

ด้วยการตายยังมีระดับใน ชาวทิเบตจึงไม่นิยมกำจัดศพทันทีที่ชีพจรของผู้ตายหยุดเต้น หรือทันทีที่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ตายได้เสียชีวิตแล้ว แต่จะรอให้การตายภายในสิ้นสุด ซึ่งอาจกินเวลาชั่วครู่เดียวไปจนถึง 3 วัน และในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงอาจกินเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

หลังการตายภายใน ศพจะขาดความอบอุ่นและส่งกลิ่นเหม็น สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยความอุ่นในร่างกาย เช่น หนอน จะค่อยๆตายไป สัญญาณว่าดวงจิตได้จากร่างไปแล้ว…