Category Archives: Dharma Reflections

Death & Dying…Tibetan Wisdom (3)

– ๓ –

ชาวทิเบตเชื่อว่าเมื่อดวงจิตออกจากกายไปแล้ว จะประสบกับสภาวะที่เรียกว่า “บาร์โด” ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ สภาวะนี้อาจกินเวลา 49 วัน หรือมากกว่านั้น จริงๆ แล้ว บาร์โดเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ผู้ตายป่วยหนักไปจนถึงเกิดการตายอย่างสมบูรณ์ภายใน เราเรียกบาร์โดนี้ว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย”

ผู้ที่ป่วยหนักเป็นเวลานาน บาร์โดนี้ก็จะกินเวลานาน ทำให้ผู้ป่วยค่อยๆเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดจากธาตุต่างๆแตกสลาย ได้แก่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบเป็นตัวเรา สำหรับผู้ที่เสียชีวิตอย่างกระทันหัน บาร์โดนี้จะสั้น บางครั้งเพียงแค่เสี้ยววินาที ทำให้การแตกสลายของธาตุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

บางคนคิดว่าการจากไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งดีเพราะทำให้ทุกข์ทรมานแต่น้อย แต่การคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องเพราะความตายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้จิตไม่ได้รับการเตรียม บางครั้งความตายนั้นมากับความหวาดกลัวอย่างที่สุดทำให้จิตจากไปอย่างไร้สติ และการตายอย่างปัจจุบันทันด่วนทำให้ผู้ล่วงลับยังคงผูกพันกับครอบครัวหรือการงาน และหลายกรณีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว เมื่อไม่สามารถจะสื่อสารกับครอบครัวได้ เมื่อตระหนักรู้ว่าได้จากไปแล้ว ก็ทำให้เสียใจอย่างที่สุด

เด็กเล็กๆโดยเฉพาะทารกบางครั้งไม่รู้ว่าได้จากไปแล้ว มีเพียงเราบุคคลที่อยู่ข้างหลังที่จะช่วยเหลือด้วยการสวดมนตร์ให้ ด้วยการทำบุญให้ ตั้งจิตอธิษฐานให้ได้ไปเกิดดี เสียงสวดมนตร์ของเรา และการทำบุญไม่ว่าจะเป็นโดยการตักบาตรแบบไทย หรือถวายตะเกียงเนย (ดวงประทีป) แบบทิเบต หรือทำบุญในระดับใหญ่ด้วยการสร้างพระ สร้าวสถูป วิหาร หรือด้วยการอุทิศตนเพื่อการปฏิบัติธรรม เช่น ออกบวช อยู่จำศีลปลีกวิเวก จะช่วยปลอบประโลมดวงจิตที่เร่ร่อนไปและช่วยน้อมนำให้บุญกุศลของเขาและของเราที่อุทิศให้เขาได้ช่วยชี้นำหนทางที่ประเสริฐให้แก่เขา

บางคนคิดว่าเมื่อตายไป ทุกสิ่งก็จบสิ้น เหมือนปิดสวิทช์ไฟ ดวงจิตก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป แต่จริงๆแล้ว ดวงจิตยังคงรับรู้เรื่องราวต่างๆ ยังคงมีความทรงจำถึงอดีตชาติที่เพิ่งจากมา ยังคงโกรธ เครียด เศร้า เสียใจ เสียดาย เหงา ว้าเหว่ แล้วความทรงจำจะค่อยๆลางเลือนเมื่อถึงเวลาที่จะได้ไปเกิดใหม่

เพราะฉะนั้น เมื่อเราจากไป เรากับครอบครัวก็จากกัน ความสัมพันธ์ที่เรามีตอนนี้เกิดขึ้นเฉพาะในภพชาตินี้เท่านั้น ชาวทิเบตจึงเห็นคุณค่าของมิตรภาพและความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะกรรมที่เราทำร่วมกัน เราจึงเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน เราจึงควรทนุถนอมความสัมพันธ์นี้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปจนวันสุดท้ายมาถึง

Death & Dying…Tibetan Wisdom (2)

– ๒ –

เวลาในโลกของเรามีน้อยนิด

อย่าเพลิดเพลินกับการเดินทางภายนอก

จนลืมการเดินทางภายใน

ซึ่งจะดำเนินไปแม้เราจะแก่ชรา

จนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้อีกแล้ว

 

การยึดติดบุคคลที่รัก ความกลัวที่จะต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยว ความเจ็บปวด ทำให้ความตายเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว เป็นสิ่งที่เราอยากหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แม้ว่าเราจะรู้ว่าความตายอาจเกิดขึ้นวินาทีใดก็ได้ แม้แต่ในขณะที่เรานอนหลับในแต่ละคืน เราก็ยังไม่อยากนึกถึงความตาย เรายังคงใช้ชีวิตไปวันๆอย่างประมาท ปล่อยให้จิตหวงแหน ผูกพัน สร้างทั้งมิตรและศัตรู ซึ่งเป็นการเพิ่มเชื้อไฟแห่งกิเลสที่เราได้สะสมมานับภพชาติไม่ถ้วน

หากเราตายไปด้วยเชื้อไฟนี้ แน่นอนว่าเราจะต้องไปเกิดใหม่และเผชิญความทุกข์ของสังสารวัฏ แต่ไม่มีสิ่งใดจะประกันได้ว่า เราจะไปเกิดใหม่เป็นอะไร โอกาสที่จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์มีเพียงน้อยนิดโดยเฉพาะเป็นมนุษย์ที่มีอวัยวะครบบริบูรณ์ ได้เกิดในดินแดนแห่งสันติภาพ ปราศจากสงครามและความอดอยาก ได้ฟังพระธรรม และไม่เพียงแต่ได้ฟัง ยังมีศรัทธาในพระธรรมนั้น

ไม่ใช่ว่าเราจะได้กลับมาเกิดเป็นลูกของแม่คนเดิม เป็นสามีของภรรยาที่เรารักที่สุด และเป็นไปได้ว่าดวงจิตของเราอาจเร่ร่อน รอนแรม นับเดือน นับปี หาที่เกิดใหม่ไม่ได้ อยู่กับความอ้างว้าง ว้าเหว่ ไร้ทิศทาง อยู่กับความปรารถนาอย่างเดียวคือ ขอให้ได้ไปเกิดใหม่ เป็นอะไรก็ได้ที่เราจะสามารถหาที่เกิดได้ ทั้งหมดนี้อยู่ที่บุญกรรมที่เราทำเองทั้งสิ้น

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะรับการอุปสมบท ท่านมีครอบครัว ก่อนภรรยาท่านจะสิ้นใจ นางป่วยหนัก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไรและอาการของนางจะทรุดหนักเพียงไร นางก็ไม่สามารถจากไปได้ วันหนึ่ง สามีจึงถามนางว่า มีอะไรที่นางเป็นห่วงจึงไม่ยอมจากไปทั้งๆที่ดูแล้วนางไม่สามารถจะรอดชีวิตได้ นางตอบว่า มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้นางกังวลใจ นั่นคือ สามีจะไปมีภรรยาใหม่หลังจากนางเสียชีวิตไปแล้ว เขาจึงสัญญาว่าจะออกบวชทันทีหลังจากนางจากไป เมื่อนางได้ยินคำสัญญานั้น ก็ตายจากไปได้

ตั้งแต่เกิดสัญญาณแห่งความตายซึ่งเกี่ยวข้องกับการแตกสลายของธาตุไปจนถึงขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดไปและเกิดการตายอย่างสมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน มีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องประคับประคองจิตใจของเราให้ไม่ตระหนกตกใจ ไม่หวาดโกรธ ไม่เศร้าเสียใจจากการยึดติดผูกพัน ไม่น้อยใจหากไม่ได้รับการดูแล ไม่โกรธหรือเคืองแค้นผู้ใด จิตใจภายในนี้ละเอียดอ่อนมาก และในยามที่กายค่อยๆหมดพละกำลัง จิตที่ไม่ได้รับการฝึกก็จะยิ่งเสื่อมถอย ดิ่งลึกไปในความมืดมน ดุจดังลงไปสู่ก้นบึ้งของทะเลในยามค่ำคืน

เราจึงต้องฝึกจิตให้ตื่นรู้ เบิกบาน อยู่ตลอดเวลา การฝึกต้องทำอย่างสม่ำเสมอในขณะที่เรายังแข็งแรงอยู่ เมื่อวันที่เราป่วยหนักมาถึง ถ้าเรายังไม่เคยฝึกจิตให้คิดแต่สิ่งดีๆ ให้รู้จักให้อภัย หรือปล่อยวาง เราอาจโกรธเกลียดความเจ็บป่วยซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจของเราเลย แล้วเมื่อวาระแห่งลมหายใจสุดท้ายมาถึง เราจะจากไปอย่างทุรนทุราย

ชาวทิเบตเชื่อว่าเวลาสุดท้ายนั้นมีผลต่อการเดินทางต่อของจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะให้ผู้ที่กำลังจะล่วงลับจากไปอย่างสงบสันติและมีสติ ไปพร้อมกับจิตที่มั่นคงในพระรัตนตรัยและในครูอาจารย์ของเขา แต่ละสัมผัสที่ให้ในขณะนั้นจะละมุนละม่อม เปี่ยมไปด้วยความกรุณา เพราะในขณะนั้นผู้กำลังจะล่วงลับไม่สามารถช่วยตัวเองได้อีกแล้ว มือที่เราไปสัมผัสเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความรัก วาจาที่เราคุยกับเขาจึงต้องเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไม่ว่าดูภายนอกเขาจะรับรู้หรือไม่ แต่ดวงจิตเขายังอยู่ ดวงจิตเขาต้องการความรักของเรา ต้องการคำเตือนให้นึกถึงครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพบูชา เพื่อให้ดวงจิตของเขามีกำลังใจ และพร้อมที่จะไปเผชิญกับสภาวะใหม่ที่เรียกว่า “บาร์โด”…

 

Death & Dying…Tibetan Wisdom (1)

เตรียมตัวตาย…พุทธวิธีทิเบต

– ๑ –

ชีวิตที่เราดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งการเกิดและการตาย ดังคำกล่าวในสำนวนทิเบตที่ว่า “เมื่อเกิด ความตายก็ใกล้เข้ามา” หรือ “เมื่อมีเกิด ก็มีตาย” ด้วยเหตุนี้ ชาวทิเบตจึงเห็นคุณค่าของการเตรียมตัวตาย เพราะความตายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต และการเตรียมตัวตายมีผลต่อจิตที่จะเดินทางไปต่อและชีวิตที่จะไปถือกำเนิดในภพชาติถัดไป

ในสังคมทิเบต การพูดถึงความตายไม่ใช่เรื่องอัปมงคล ไม่ใช่การสาปแช่ง แต่เป็นการเตือนสติให้ไม่ประมาทและเป็นมรณานุสติในชีวิตประจำวัน สมเด็จองค์ดาไลลามะทรงเล่าว่า ทรงคิดทบทวนกระบวนการแตกสลายของธาตุอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมตัวเมื่อความตายมาถึง พระภิกษุรูปหนึ่งเตรียมตัวตายด้วยการแจกจ่ายสมบัติที่ท่านมีให้ผู้อื่นและเตรียมฟืนสำหรับใช้เผาศพ ปรากฏว่า มีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งมรณภาพก่อน เมื่อเจ้าอาวาสมาขอฟืนและเครื่องใช้ที่ท่านเตรียม ท่านก็ยินดีมอบให้ แล้วเร่ิมเตรียมตัวใหม่อีกครั้ง

ในขณะที่เราป่วยหนัก การเตรียมจิตให้ไม่ยึดติดมีความสำคัญอย่างมาก แม้งานจะไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานทางโลกหรือทางธรรม แม้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่ยังไม่ได้ทำ แม้จะอยากอยู่ดูแลบุคคลในครอบครัว เราต้องทำใจและยอมรับว่า การงานเหล่านั้นไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

ในขณะนั้นสิ่งสำคัญมีเพียงการดูแลรักษาจิตใจให้ผ่อนคลายให้มากที่สุด จิตใจที่ไม่ผูกพัน ไม่เศร้าเสียใจ ไม่โกรธอาฆาต ไม่หมกมุ่นจมอยู่ในความทุกข์ทางกาย จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย (โกนชมซุม) ในครูอาจารย์ (ลามะ) ในพระพุทธเจ้าองค์ที่เราปฏิบัติบูชา (ยีตัม) ในคำสอนและวิธีปฏิบัติที่ได้รับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นสรณะที่แท้ ญาติพี่น้อง บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในโลก ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเราได้ แม้แต่หมอ เมื่อเวลามาถึง หมอก็ไม่สามารถจะยับยั้งความตายให้แก่เราได้

 

The Way of Dzogchen: Introduction

บางส่วนจาก “วิถีแห่งซกเช็น”
หนังสือสายธารเล่มที่ 5 (อยู่ในระหว่างจัดทำโดยมูลนิธิพันดารา)
พระอาจารย์ลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช
(Excerpts from “The Way of Dzogchen” by Latri Nyima Dakpa Rinpoche)

หนทางแห่งการฝึกตน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อาตมาสอนซกเช็นอย่างจริงจังในประเทศไทย ในช่วงเวลาสี่วันที่เราจะอยู่ด้วยกันนี้ อาตมาจะบรรยายแนวคิดสำคัญของซกเช็นและจะแนะนำวิธีการภาวนา แต่ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจว่าซกเช็นคืออะไร มีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราต้องเห็นภาพรวมของพระพุทธศาสนาในทิเบตก่อน
การสอนพระธรรมในวัชรยานโดยปกติมีสามหนทาง หนทางแรกคือ “พระสูตร” (Sutra) เน้นการศึกษาพระสูตรซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทิเบตผู้ที่ศึกษาสายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักบวชซึ่งไม่เพียงแต่อ่านพระสูตรแต่ยังท่องจำเนื้อความในพระสูตร คนทั่วไปไม่ค่อยได้มีโอกาสศึกษาพระสูตรเท่าไรนัก ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติตามแนวนี้จะเน้นการละโลก (renunciation) ด้วยเหตุนี้ แนวนี้จึงเป็นหนทางหลักในการปฏิบัติธรรมของนักบวช แล้วทำไมเราถึงต้องไปบวช นั่นเป็นเพราะเราไม่ต้องการยึดติดกับโลก ไม่ต้องการยึดติดกับครอบครัว

ปัจจุบันวัดในทิเบตทำหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกคือเป็นสถานที่ให้ผู้คนปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงการหลุดพ้น สามารถละโลกได้ อย่างที่สองคือเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาเล่าเรียน บางคนมาอยู่วัดเพียงเพื่อมาบวชเรียนแต่ไม่ได้มีปณิธานเพื่อการหลุดพ้น แต่ไม่ว่าจะด้วยปณิธานใด นักบวชจะต้องศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สองเรียกว่า “ตันตระ” (Tantra) เป็นการตั้งปณิธานที่จะดำรงอยู่ในโลก ไม่ละโลก ตั้งใจเปลี่ยนโลกให้เป็นพุทธเกษตร ซึ่งเป็นสวรรค์ของพระพุทธเจ้า อากาศร้อนก็งดงาม อากาศเย็นก็เป็นสิ่งที่งดงาม ทุกอย่างเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่เราปฏิบัติบูชา เช่น หากเราเป็นผู้ปฏิบัติบูชาพระแม่ตารา เมื่อเราเห็นภูเขา เราก็คิดว่าภูเขานั้นเป็นพุทธเกษตรของพระองค์ การปฏิบัติในสายนี้จะเน้นการสวดมนตร์ เน้นการบริกรรมภาวนาเพื่อเปลี่ยนจิตของเราให้เป็นเสมือนจิตของพระพุทธเจ้า นั่นคือ เน้นการเปลี่ยนโลก (transformation) ผู้ที่ปฏิบัติในทิเบตจริงๆแล้วจะปฏิบัติแนวนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สามเรียกว่า “ซกเช็น” (Dzogchen) เป็นหนทางพิเศษที่สอนเฉพาะบุคคล ไม่เปิดให้คนทั่วไปได้ปฏิบัติ ในอดีตแทบจะไม่มีใครได้ฝึกฝนหรือศึกษาหนทางนี้เลย นอกจากผู้ที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของคุรุทางด้านซกเช็น แล้วคุรุมอบคำสอนนี้ให้ ดังนั้นทุกวันนี้ถ้าเราไปถามคนทิเบตเกี่ยวกับซกเช็น พวกเขาส่วนใหญ่จะตอบไม่ได้ แต่หลังจากที่ทิเบตเสียเอกราช พระอาจารย์หลายท่านได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกตะวันตก ท่านคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสอนพุทธวัชรยานในทุกแง่มุมเพราะว่านักวิชาการทั่วไปในโลกตะวันตกมีความต้องการที่จะเข้าใจ ถ้าไม่สอน พวกเขาก็ไปศึกษาเอง แต่การศึกษาเองมีโอกาสที่จะเข้าใจผิดได้ง่าย ดังนั้นพระอาจารย์ในปัจจุบันจึงเริ่มสอนซกเช็นกันและมีการเขียนหนังสือออกมาด้วย
หนทางซกเช็นนี้เราพบเฉพาะในสองนิกาย คือนิกายเพิน (ยุงตรุงเพิน) และนิกายญิงมาปะ (Nyingmapa) ซึ่งเป็นนิกายโบราณทั้งคู่โดยเพินมีประวัติความเป็นมา 18,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ส่วนญิงมาปะมีประวัติความเป็นมาประมาณ 1200 ปีเริ่มก่อตั้งโดยพระคุรุปัทมสัมภวะในศตวรรษที่แปดที่มีการเผยแผ่พระธรรมจากอินเดียมาสู่ทิเบต
เพินเป็นนิกายที่ถูกทำร้ายมาตลอดด้วยอคติที่ฝังรากลึกซึ่งกำเนิดมาด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ถ้าเราจะสรุปสั้นๆคือว่าเป็นพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของชาวทิเบต ทุกวันนี้ประเพณีต่างๆของทิเบตก็ล้วนแต่นำมาจากพระพุทธศาสนานิกายนี้ทั้งสิ้น เเช่น ประเพณีการมอบผ้าคาตัก การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ การปั้นตอร์มา ซึ่งล้วนเป็นประเพณีดั้งเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อนในอินเดียแต่มีอยู่แล้วในทิเบตก่อนศตวรรษที่เจ็ด
ในนิกายเพินและญิงมาปะ คำสอนซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุดในบรรดาเก้าขั้นตอนของการศึกษาและปฏิบัติธรรม กิจกรรมภาวนาในครั้งนี้เน้นซกเช็น การศึกษาของเราจึงเป็นการข้ามขั้นซึ่งจริงๆแล้วในอดีตเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ที่เราฝึกได้เป็นเพราะเราอยู่ในโลกสมัยใหม่ สังคมสมัยใหม่มีความซับซ้อนและมีปัญหามาก

ดังนั้นการฝึกซกเช็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะทำ ขณะนี้สังคมกำลังแย่ โลกกำลังเสื่อมโทรม ถ้าเราไม่เปลี่ยนทัศนคติ เราไม่สามารถไปรอดได้ อย่างไรก็ตาม ถึงเรามาเริ่มฝึกซกเช็นกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะขึ้นไปที่ขั้นที่เก้าเลย เราต้องเริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนจิตใจของเราก่อน เราอาจจะเป็นพุทธเถรวาทหรือเราอาจไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่เราสามารถรับคำสอนนี้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้จิตใจของเราใหญ่ขึ้น ทำให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับจิตของเราเอง

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

The Art of Happiness

Things can be okay, even though everything is not okay. There is no need to be upset when problem arises. Be relaxed and be in present moment. That’s the key to happiness…

Ringu Tulku Rinpoche is a well-known Tibetan master in the Kagyupa tradition. He is representative of HH Gyalwa Karmapa in Europe and founder of Bodhicharya, a non-profit organization that focuses on help, healing, and harmony.

ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช พระอาจารย์ในสายกาจูร์ปะจากสิกขิม ผู้สร้างสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่งทั่วโลก ท่านเป็นผู้แทนขององค์การ์มาปะในยุโรปและเป็นผู้ก่อตั้ง โพธิจรรยา องค์กรการกุศลที่เน้นการทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจ และประสานความสัมพันธ์

ท่านริงกุที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส

Happiness is to know oneself, to keep checking on one’s emotions and behaviors, and to be satisfied.
ความสุขคือการรู้จักตัวตน ตรวจสอบนิสัยของเรา และพึงพอใจในสิ่งที่เราเป็น
Dr. Buncha Pongpanich, BIA’s director: “This place will be of no use without users.”
คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช กล่าวแนะนะสวนโมกข์กรุงเทพ หรือหอจดหมายเหตุพระพุทธทาส “สถานที่แห่งนี้จะไม่มีความหมายถ้าปราศจากผู้มาใช้”
ริมโปเชสวดยึดพระรัตนตรัยและเจริญพรหมวิหา

ร 4 (ภาษาทิเบตเรียก “เซเมฉี” ความไม่มีประมาณ 4 ประการ) ก่อนบรรยาย
Sometimes we have everything, but we are not happy. We are bored and not satisfied. Happiness is from within, not from pleasures and entertainment outside.
“บางครั้งเรามีทุกอย่าง แต่เรากลับไม่มีความสุข ความสุขต้องออกมาจากความพึงพอใจและสันติสุขภายใน”
Allow yourself to be relaxed and joyful.

ฝึกจิตให้ผ่อนคลายและมีสติกับปัจจุขณะในทุกนาที ทุกช่วงเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่หมกมุ่นกับความคิดใด แล้วคุณจะพบสันติสุข สันติสุขจะทำให้คุณเบิกบาน ความเบิกบานทำให้คุณมีจิตใจดีและมีความสุขสันติสุขในจิตใจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน เมื่อจิตของเรามีสติ อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่หมกมุ่นกับอดีต ไม่วางแผนถึงอนาคต นี่แหละคือการหาความสุข ณ วินาทีนี้