Skip to content

Posts from the ‘Dharma Reflections’ Category

Death & Dying…Tibetan Wisdom (1)

เตรียมตัวตาย…พุทธวิธีทิเบต

– ๑ –

ชีวิตที่เราดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งการเกิดและการตาย ดังคำกล่าวในสำนวนทิเบตที่ว่า “เมื่อเกิด ความตายก็ใกล้เข้ามา” หรือ “เมื่อมีเกิด ก็มีตาย” ด้วยเหตุนี้ ชาวทิเบตจึงเห็นคุณค่าของการเตรียมตัวตาย เพราะความตายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต และการเตรียมตัวตายมีผลต่อจิตที่จะเดินทางไปต่อและชีวิตที่จะไปถือกำเนิดในภพชาติถัดไป

ในสังคมทิเบต การพูดถึงความตายไม่ใช่เรื่องอัปมงคล ไม่ใช่การสาปแช่ง แต่เป็นการเตือนสติให้ไม่ประมาทและเป็นมรณานุสติในชีวิตประจำวัน สมเด็จองค์ดาไลลามะทรงเล่าว่า ทรงคิดทบทวนกระบวนการแตกสลายของธาตุอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมตัวเมื่อความตายมาถึง พระภิกษุรูปหนึ่งเตรียมตัวตายด้วยการแจกจ่ายสมบัติที่ท่านมีให้ผู้อื่นและเตรียมฟืนสำหรับใช้เผาศพ ปรากฏว่า มีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งมรณภาพก่อน เมื่อเจ้าอาวาสมาขอฟืนและเครื่องใช้ที่ท่านเตรียม ท่านก็ยินดีมอบให้ แล้วเร่ิมเตรียมตัวใหม่อีกครั้ง

ในขณะที่เราป่วยหนัก การเตรียมจิตให้ไม่ยึดติดมีความสำคัญอย่างมาก แม้งานจะไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานทางโลกหรือทางธรรม แม้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่ยังไม่ได้ทำ แม้จะอยากอยู่ดูแลบุคคลในครอบครัว เราต้องทำใจและยอมรับว่า การงานเหล่านั้นไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

ในขณะนั้นสิ่งสำคัญมีเพียงการดูแลรักษาจิตใจให้ผ่อนคลายให้มากที่สุด จิตใจที่ไม่ผูกพัน ไม่เศร้าเสียใจ ไม่โกรธอาฆาต ไม่หมกมุ่นจมอยู่ในความทุกข์ทางกาย จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย (โกนชมซุม) ในครูอาจารย์ (ลามะ) ในพระพุทธเจ้าองค์ที่เราปฏิบัติบูชา (ยีตัม) ในคำสอนและวิธีปฏิบัติที่ได้รับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นสรณะที่แท้ ญาติพี่น้อง บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในโลก ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเราได้ แม้แต่หมอ เมื่อเวลามาถึง หมอก็ไม่สามารถจะยับยั้งความตายให้แก่เราได้

 

The Way of Dzogchen: Introduction

บางส่วนจาก “วิถีแห่งซกเช็น”
หนังสือสายธารเล่มที่ 5 (อยู่ในระหว่างจัดทำโดยมูลนิธิพันดารา)
พระอาจารย์ลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช
(Excerpts from “The Way of Dzogchen” by Latri Nyima Dakpa Rinpoche)

หนทางแห่งการฝึกตน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อาตมาสอนซกเช็นอย่างจริงจังในประเทศไทย ในช่วงเวลาสี่วันที่เราจะอยู่ด้วยกันนี้ อาตมาจะบรรยายแนวคิดสำคัญของซกเช็นและจะแนะนำวิธีการภาวนา แต่ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจว่าซกเช็นคืออะไร มีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราต้องเห็นภาพรวมของพระพุทธศาสนาในทิเบตก่อน
การสอนพระธรรมในวัชรยานโดยปกติมีสามหนทาง หนทางแรกคือ “พระสูตร” (Sutra) เน้นการศึกษาพระสูตรซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทิเบตผู้ที่ศึกษาสายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักบวชซึ่งไม่เพียงแต่อ่านพระสูตรแต่ยังท่องจำเนื้อความในพระสูตร คนทั่วไปไม่ค่อยได้มีโอกาสศึกษาพระสูตรเท่าไรนัก ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติตามแนวนี้จะเน้นการละโลก (renunciation) ด้วยเหตุนี้ แนวนี้จึงเป็นหนทางหลักในการปฏิบัติธรรมของนักบวช แล้วทำไมเราถึงต้องไปบวช นั่นเป็นเพราะเราไม่ต้องการยึดติดกับโลก ไม่ต้องการยึดติดกับครอบครัว

ปัจจุบันวัดในทิเบตทำหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกคือเป็นสถานที่ให้ผู้คนปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงการหลุดพ้น สามารถละโลกได้ อย่างที่สองคือเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาเล่าเรียน บางคนมาอยู่วัดเพียงเพื่อมาบวชเรียนแต่ไม่ได้มีปณิธานเพื่อการหลุดพ้น แต่ไม่ว่าจะด้วยปณิธานใด นักบวชจะต้องศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สองเรียกว่า “ตันตระ” (Tantra) เป็นการตั้งปณิธานที่จะดำรงอยู่ในโลก ไม่ละโลก ตั้งใจเปลี่ยนโลกให้เป็นพุทธเกษตร ซึ่งเป็นสวรรค์ของพระพุทธเจ้า อากาศร้อนก็งดงาม อากาศเย็นก็เป็นสิ่งที่งดงาม ทุกอย่างเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่เราปฏิบัติบูชา เช่น หากเราเป็นผู้ปฏิบัติบูชาพระแม่ตารา เมื่อเราเห็นภูเขา เราก็คิดว่าภูเขานั้นเป็นพุทธเกษตรของพระองค์ การปฏิบัติในสายนี้จะเน้นการสวดมนตร์ เน้นการบริกรรมภาวนาเพื่อเปลี่ยนจิตของเราให้เป็นเสมือนจิตของพระพุทธเจ้า นั่นคือ เน้นการเปลี่ยนโลก (transformation) ผู้ที่ปฏิบัติในทิเบตจริงๆแล้วจะปฏิบัติแนวนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สามเรียกว่า “ซกเช็น” (Dzogchen) เป็นหนทางพิเศษที่สอนเฉพาะบุคคล ไม่เปิดให้คนทั่วไปได้ปฏิบัติ ในอดีตแทบจะไม่มีใครได้ฝึกฝนหรือศึกษาหนทางนี้เลย นอกจากผู้ที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของคุรุทางด้านซกเช็น แล้วคุรุมอบคำสอนนี้ให้ ดังนั้นทุกวันนี้ถ้าเราไปถามคนทิเบตเกี่ยวกับซกเช็น พวกเขาส่วนใหญ่จะตอบไม่ได้ แต่หลังจากที่ทิเบตเสียเอกราช พระอาจารย์หลายท่านได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกตะวันตก ท่านคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสอนพุทธวัชรยานในทุกแง่มุมเพราะว่านักวิชาการทั่วไปในโลกตะวันตกมีความต้องการที่จะเข้าใจ ถ้าไม่สอน พวกเขาก็ไปศึกษาเอง แต่การศึกษาเองมีโอกาสที่จะเข้าใจผิดได้ง่าย ดังนั้นพระอาจารย์ในปัจจุบันจึงเริ่มสอนซกเช็นกันและมีการเขียนหนังสือออกมาด้วย
หนทางซกเช็นนี้เราพบเฉพาะในสองนิกาย คือนิกายเพิน (ยุงตรุงเพิน) และนิกายญิงมาปะ (Nyingmapa) ซึ่งเป็นนิกายโบราณทั้งคู่โดยเพินมีประวัติความเป็นมา 18,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ส่วนญิงมาปะมีประวัติความเป็นมาประมาณ 1200 ปีเริ่มก่อตั้งโดยพระคุรุปัทมสัมภวะในศตวรรษที่แปดที่มีการเผยแผ่พระธรรมจากอินเดียมาสู่ทิเบต
เพินเป็นนิกายที่ถูกทำร้ายมาตลอดด้วยอคติที่ฝังรากลึกซึ่งกำเนิดมาด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ถ้าเราจะสรุปสั้นๆคือว่าเป็นพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของชาวทิเบต ทุกวันนี้ประเพณีต่างๆของทิเบตก็ล้วนแต่นำมาจากพระพุทธศาสนานิกายนี้ทั้งสิ้น เเช่น ประเพณีการมอบผ้าคาตัก การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ การปั้นตอร์มา ซึ่งล้วนเป็นประเพณีดั้งเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อนในอินเดียแต่มีอยู่แล้วในทิเบตก่อนศตวรรษที่เจ็ด
ในนิกายเพินและญิงมาปะ คำสอนซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุดในบรรดาเก้าขั้นตอนของการศึกษาและปฏิบัติธรรม กิจกรรมภาวนาในครั้งนี้เน้นซกเช็น การศึกษาของเราจึงเป็นการข้ามขั้นซึ่งจริงๆแล้วในอดีตเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ที่เราฝึกได้เป็นเพราะเราอยู่ในโลกสมัยใหม่ สังคมสมัยใหม่มีความซับซ้อนและมีปัญหามาก

ดังนั้นการฝึกซกเช็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะทำ ขณะนี้สังคมกำลังแย่ โลกกำลังเสื่อมโทรม ถ้าเราไม่เปลี่ยนทัศนคติ เราไม่สามารถไปรอดได้ อย่างไรก็ตาม ถึงเรามาเริ่มฝึกซกเช็นกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะขึ้นไปที่ขั้นที่เก้าเลย เราต้องเริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนจิตใจของเราก่อน เราอาจจะเป็นพุทธเถรวาทหรือเราอาจไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่เราสามารถรับคำสอนนี้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้จิตใจของเราใหญ่ขึ้น ทำให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับจิตของเราเอง

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

When Compassion Blooms in Our Heart

Photos from “Maghapuja Compassion & Yoga Retreat,” Khadiravana Center, 17-20 February 2011

เมื่อความกรุณาเบ่งบานในใจของเรา

มาฆบูชาภาวนา 17-20 กุมภาพันธ์ 2554 ศูนย์ขทิรวัน

ความรัก ความสุข สุขภาพ สมาธิ และจุดเร่ิมต้นของมิตรภาพธรรม

ทุกวันมาฆบูชา เราจะปฏิบัติธรรมเพื่อบ่มเพาะความกรุณา ฝึกจิตให้อ่อนโยนและเมตตาต่อทุกสรรพชีวิต นี่คืออีกหนึ่งวันที่จะรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์ตารา ผู้ตั้งมหาปณิธานอันประเสริฐที่จะดำรงอยู่ในสังสารวัฏเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์จนกว่าชีวิตสุดท้ายจะเข้าถึงการหลุดพ้น

ปีนี้เป็นปีที่สามของการจัดมาฆบูชาภาวนาที่ศูนย์ขทิรวัน สวนป่าแห่งความรื่นรมย์ที่พวกเราน้อมถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อสานต่อการงานพระโพธิสัตว์โดยเฉพาะการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิจิตในจิตใจของผู้คน

นอกจากจะได้สวดตารามนตรา นั่งสมาธิถึงพระองค์ ทำกิจกรรมการกุศลต่างๆ เรายังได้ฝึกโยคะเพื่อสุขภาพและสมาธิร่วมกัน ครูดล ครูแดง ครูอ๊อด จากเครือข่ายชีวิตสิกขาทำให้มาฆบูชาภาวนาปีนี้กลายเป็นช่วงเวลาดีๆที่เราได้เตรียมกายให้พร้อมสำหรับจิตที่กระจ่างใสและมั่นคง

ขอขอบคุณและอนุโมทนาต่อกัลยาณมิตรทุกคน ต่อจิตอาสาและผู้ประสานงานพันดารา ทำให้มาฆบูชาภาวนาครั้งนี้เต็มไปด้วยบุญกุศล ความเบิกบานและเสียงแห่งความสุข

ศาลาวสุตารา ที่ทำสมาธิและกราบพระ ตั้งตระหง่านกลางแมกไม้และดอกไม้

อาหารมื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ หลังภาวนายามเช้าไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

ยืดหลัง ผ่อนสิ่งที่ตึง คลายความหมกมุ่นในจิตใจ

เมื่อกำมือ เหมือนกำอัตตาไว้แน่น

เมื่อคลายมือ อัตตาสลายไป

ทำแต่ละท่วงท่าอย่างอ่อนโยน ผ่อนคลาย เบิกบาน

นอน นั่ง ยืน เดิน

ทุกท่วงท่า คือ โยคะ

ทุกท่วงท่า คือ สมาธิ

“บ้าน” หน้าขุนเขา

 

ไม่ว่าหลับตา หรือลืมตา เราจะสลัดการปรุงแต่งให้หมดไป คงเหลือเพียงจิตกระจ่างใส สว่าง สะอาด เบิกบาน

การปฏิบัติธรรมคือการเช็ดกระจกให้ใส เอาเขม่าแห่งกิเลสออกจากกระจกแก้วที่เป็นจิตภายใน วิธีการต่างๆ เป็นเหมือนน้ำยาเช็ดกระจก ถ้าไม่เช็ด กระจกก็จะหมอง ขุ่นมัวไปเรื่อยๆ จนเรามองไม่เห็นตัวตนที่แท้ของเราเอง

เบิกบานในทุกเวลา โดยเฉพาะเวลานี้

ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยเมตตาของครูดล โยคะกลายเป็นเรื่องง่าย

ขอน้อมถวายพระจันทร์วันเพ็ญเป็นพุทธบูชา

“โอม ตาเร ตุตตาเร ตุเร โซฮา”

มนตราบทนี้จะหมุนกลางใจของเราจนกว่าจิตเย่อหยิ่งจะอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยเมตตากรุณา

ดุจดังจิตของพระแม่ตารา

ช่วงเวลาแห่งการภาวนาทำให้เราได้มีเวลาใคร่ครวญ เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น และรู้จักตัวตนของเราเอง

กองทัพธรรมเดินด้วยท้อง ขอบคุณแม่ครัวใจบุญของเรา

ถึงเวลาลาศีล อ.เยินเต็นตีฉาบอวยชัย

สถูปมนตร์แห่งนี้ เตือนใจให้นึกถึงพระอาจารย์ผู้ประเสริฐ และวันคืนดีๆกับสังฆะพันดารา

สวดมนตร์อวยชัย


 

ปัญญากับกรุณาเป็นของคู่กัน เหมือนปีกทั้งสองของนก เหมือนเท้าทั้งสองของเรา


The Art of Happiness

Things can be okay, even though everything is not okay. There is no need to be upset when problem arises. Be relaxed and be in present moment. That’s the key to happiness…

Ringu Tulku Rinpoche is a well-known Tibetan master in the Kagyupa tradition. He is representative of HH Gyalwa Karmapa in Europe and founder of Bodhicharya, a non-profit organization that focuses on help, healing, and harmony.

ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช พระอาจารย์ในสายกาจูร์ปะจากสิกขิม ผู้สร้างสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่งทั่วโลก ท่านเป็นผู้แทนขององค์การ์มาปะในยุโรปและเป็นผู้ก่อตั้ง โพธิจรรยา องค์กรการกุศลที่เน้นการทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจ และประสานความสัมพันธ์

ท่านริงกุที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส

Happiness is to know oneself, to keep checking on one’s emotions and behaviors, and to be satisfied.
ความสุขคือการรู้จักตัวตน ตรวจสอบนิสัยของเรา และพึงพอใจในสิ่งที่เราเป็น
Dr. Buncha Pongpanich, BIA’s director: “This place will be of no use without users.”
คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช กล่าวแนะนะสวนโมกข์กรุงเทพ หรือหอจดหมายเหตุพระพุทธทาส “สถานที่แห่งนี้จะไม่มีความหมายถ้าปราศจากผู้มาใช้”
ริมโปเชสวดยึดพระรัตนตรัยและเจริญพรหมวิหา

ร 4 (ภาษาทิเบตเรียก “เซเมฉี” ความไม่มีประมาณ 4 ประการ) ก่อนบรรยาย
Sometimes we have everything, but we are not happy. We are bored and not satisfied. Happiness is from within, not from pleasures and entertainment outside.
“บางครั้งเรามีทุกอย่าง แต่เรากลับไม่มีความสุข ความสุขต้องออกมาจากความพึงพอใจและสันติสุขภายใน”
Allow yourself to be relaxed and joyful.

ฝึกจิตให้ผ่อนคลายและมีสติกับปัจจุขณะในทุกนาที ทุกช่วงเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่หมกมุ่นกับความคิดใด แล้วคุณจะพบสันติสุข สันติสุขจะทำให้คุณเบิกบาน ความเบิกบานทำให้คุณมีจิตใจดีและมีความสุขสันติสุขในจิตใจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน เมื่อจิตของเรามีสติ อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่หมกมุ่นกับอดีต ไม่วางแผนถึงอนาคต นี่แหละคือการหาความสุข ณ วินาทีนี้

My Favorite Story

ตำนานนกแก้ว เรื่องจากนิทานชาดก

ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช เล่าให้คณะทำงานพระสถูปและจิตอาสาพันดารา ในคราวที่ท่านมาพักบ้านมูลนิธิ พฤศจิกายน 2550

วันหนึ่งเกิดไฟไหม้ป่าอย่างหนัก นกแก้วตัวหนึ่งบินหนีได้เพราะว่ามีปีก แต่ว่ามีสัตว์จำนวนมากที่ติดไฟอยู่ในป่า ร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ นกแก้วบินออกไปแล้ว แล้วรู้สึกว่าทิ้งป่าไม่ได้ สงสารสัตว์เหล่านั้น ก็บินกลับมา แต่เนื่องจากว่าตัวเล็ก ไม่สามารถจะทำอย่างอื่นได้ ก็เลยคิดวิธีที่จะช่วยเหลือเพื่อดับเพลิง โดยบินลงไปในน้ำ ทำตัวให้ขนเปียกอุ้มน้ำ แล้วบินมาสะบัดน้ำออกจากขนเพื่อจะดับไฟ ก็ทำอยู่อย่างนี้หลายรอบมาก ทั้งที่ไม่มีศักยภาพที่จะดับไฟได้ เพราะว่าเป็นนกตัวเล็ก น้ำที่สะบัดออกมาก็เป็นแค่หยดน้ำ แต่ว่าไฟลุกไหม้ใหญ่โต เจ้านกแก้วทำอยู่อย่างนั้นจนอ่อนแรง จนมันกำลังจะตาย เพราะสำลักควัน มองอะไรไม่เห็น ขนของมันก็ลุกไหม้ไปหมด

บนสวรรค์ดาวดึงส์คือชั้นที่ 13 มีเทวดาจำนวนมาก มีพระอินทร์เป็นประมุขแห่งเทวดา เทวดาเหล่านั้นก็มองลงมา แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเจ้านกตัวนี้ทำอะไรประหลาดๆ ทำตัวโง่มาก ทำไมอยู่ๆ ก็บินไปชุบน้ำให้ตัวเองเปียก มาสะบัดน้ำอยู่อย่างนั้น จะช่วยดับเพลิงได้ยังไง

พระอินทร์ก็แปลงองค์เป็นนกอินทรีย์ลงไปดู บินอยู่เหนือนกแก้วตัวนี้ แล้วถามนกแก้วว่า “เจ้าทำอะไรอยู่ รู้ไหมว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะทำอย่างนี้” นกแก้วก็หันมาบอกว่า “ไม่ต้องมาสั่งสอน ตอนนี้ไม่ต้องการคำแนะนำใดๆ มาช่วยกันดับเพลิงดีกว่า เพราะเจ้าตัวใหญ่กว่า ก็บินไปชุบน้ำให้ตัวเปียก แล้วจะได้มาช่วยกันดับเพลิง”

นกอินทรีย์ฟังแล้วก็เกิดสงสาร ว่านกแก้วตัวนี้มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ มีปณิธานที่จะช่วยดับเพลิงเพื่อรักษาชีวิตของสัตว์อื่น อินทรีย์นั้นฟังแล้วก็น้ำตาไหล แต่เนื่องจากเป็นประมุขแห่งเทวดาทั้งหลาย น้ำตาก็มีอิทธิฤทธิ์ มีพลัง ช่วยดับเพลิงทั้งหมดได้ แล้วน้ำตาที่หยดลงบนขนนกนั้นก็ทำให้ขนใหม่งอกขึ้นมา แล้วขนใหม่ที่งอกขึ้นมาก็มีหลากสีสวยงาม นกแก้วแม้จะดับเพลิงไม่ได้ แต่ก็ได้ขนใหม่ ก็เลยเป็นที่มาว่านี่เป็นตำนานของนกแก้วที่มีขนสวยงาม…

สุดท้ายนี้ อาตมาขอให้พร ขอให้มูลนิธิพันดาราประสบความสำเร็จในการสร้างพระสถูป วิหารพระแม่ตารา และสิ่งต่างๆ ที่ต้องการทำ

Great Memory from Ringu Tulku Rinpoche’s Previous Visit

In November 2007, Ringu Tulku Rinpoche came to Thailand the first time. He visited Khadiravana Center and performed a White Tara empowerment there. At that time, there was only an office house, a retreat house and the Mantra Stupa (or in Tibetan tongdar). The empowerment was done in the Mantra Stupa. Despite the wind, chilly weather and basic facilities, everyone attended the empowerment with happy spirit. The next day Rinpoche blessed the land and the site for the Tara Great Stupa. He said, “Khadiravana is quiet, pleasant and beautiful. It is a perfect place for dharma practice. He admired the Mantra Stupa and expressed his wish to build something like this in Sikkim. Before leaving Khadiravana, he poured blessed water from the empowerment into our ponds.

It is such a great pleasure to have Rinpoche back to Thailand again after 3 full years. Our center has progressed. From empty land at the Stupa site, now we have a new road leading to construction and 505 pilings ready. Two more mantra stupas have replaced the one in which Rinpoche performed the ceremony. Two pavilions, a tiny retreat cell, and a reception Tibetan house came into existence. The site has been blessed by several masters – male and female, from various traditions, and by the pure hearts of Thai friends  and those from all over the world who came to visit us.

Here are my reflections in our newsletter after that event:

ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติในวัชรยาน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกที่มีจริตและความต้องการแตกต่างกันและเพื่อให้สัตว์โลกได้สั่งสมบุญบารมีและสลายบาปกรรม พระพุทธเจ้าจึงแสดงออกในหลายลักษณะแห่งสัมโภคกาย เมื่อประทานพรแห่งปัญญา ก็ทรงปรากฏเป็นพระมัญชุศรี เมื่อประทานพรแห่งกรุณา ก็ทรงปรากฏเป็นพระอวโลกิเตศวรและพระตารา เมื่อประทานพรแห่งพลังในการต้านภัยพิบัติ ทรงเป็นพระวัชรปาณี เมื่อประทานพรให้มีอายุยืนยาว ทรงเป็นพระอมิตายุส เพื่อช่วยให้สัตว์โลกได้เกิดในแดนสุขาวดี ทรงเป็นพระอมิตาภะ…แต่ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดและไม่ว่าเราจะเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์มีสภาวะเดียว คือ “พุทธะ” อันเป็นนิรันดร์ ว่างแต่กระจ่างแจ้งและเปี่ยมไปด้วยปัญญา สภาวะนี้ไม่ได้อยู่ภายนอกดุจเทพที่อุบัติจากสวรรค์ แต่กำเนิดในดวงจิตของเราเอง ตราบที่เรายังเข้าไม่ถึงความเป็นนิรันดร์ หน้าที่ของเราคือพากเพียรปฏิบัติด้วยศรัทธา ด้วยโพธิจิต และใช้วันเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตประกอบกุศลกรรม สั่งสมบุญบารมี และภาวนาจนเกิดการตระหนักรู้ เข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ด้วยการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์

เพื่อให้เข้าถึงการหลุดพ้นอันเป็นเป้าหมายสูงสุด พุทธวัชรยานมีอุบายอันแยบยลด้วยบทปฏิบัติจำนวนมากเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ฝึกฝนตนจนจิตของเขากับจิตของพระอาจารย์ซึ่งไม่แบ่งแยกจากพระหทัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

Thoughts Will Liberate by Themselves

Dzogchen practice, monthly meeting, 7 November 2010, Foundation House

“เมื่อเราเริ่มปฏิบัติบนวิถีซกเช็น เราต้องได้รับการชี้แนะจากครูผู้มีประสบการณ์ตรงในการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ แต่เพียงแค่ได้รับการชี้แนะไม่เพียงพอ เราจะต้องฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆจนความสงสัยต่างๆหมดสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมั่นดูความคิด ความคิดเกิดมาจากไหน อยู่ที่ไหน และจากไปไหน เราจะพบว่าความคิดไม่ได้มีแก่นสาระใดๆ ความคิดเกิดขึ้นมาแล้วก็สลายไปไม่เหลือร่องรอยไว้เบื้องหลัง ถ้าเราไม่สนใจความคิดที่เกิดขึ้น ความคิดก็จะสลายไปด้วยตัวของมันเอง เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะประคองจิตให้อยู่ในสภาวะเดิมแท้เช่นนี้โดยไม่พยายามปรับเปลี่ยนส่ิงใด…” (เท็นซิน นัมตัก ริมโปเช)

“When we begin as practitioners on the path of Dzogchen, we first need a direct introduction to the Natural State from someone who has directly experienced the Natural State personally. But just meeting it for one time, like meeing a new acquaintance, is not enough. We must discover the Natural State within ourselves over and over again, so that we have no doubt about it. For this reason we do practice and look back at our thoughts, observing them arise, stay and pass away again. We look to find from where they arise, where they stay, and where they go. In this way we discover that thoughts are insubstantial; they just arise and disappear again, leaving no trace behind. If we do not interfere with them or try to modify them, they will liberate and dissolve in themselves. And so we must learn how to keep ourselves in this Nature and how to remain without modifiation.” (Tenzin Namdak Rinpoche, “Bonpo Dzogchen Teaching”)