Category Archives: Dharma Reflections

The Way of Dzogchen: Introduction

บางส่วนจาก “วิถีแห่งซกเช็น”
หนังสือสายธารเล่มที่ 5 (อยู่ในระหว่างจัดทำโดยมูลนิธิพันดารา)
พระอาจารย์ลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช
(Excerpts from “The Way of Dzogchen” by Latri Nyima Dakpa Rinpoche)

หนทางแห่งการฝึกตน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อาตมาสอนซกเช็นอย่างจริงจังในประเทศไทย ในช่วงเวลาสี่วันที่เราจะอยู่ด้วยกันนี้ อาตมาจะบรรยายแนวคิดสำคัญของซกเช็นและจะแนะนำวิธีการภาวนา แต่ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจว่าซกเช็นคืออะไร มีวิธีปฏิบัติอย่างไร เราต้องเห็นภาพรวมของพระพุทธศาสนาในทิเบตก่อน
การสอนพระธรรมในวัชรยานโดยปกติมีสามหนทาง หนทางแรกคือ “พระสูตร” (Sutra) เน้นการศึกษาพระสูตรซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทิเบตผู้ที่ศึกษาสายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักบวชซึ่งไม่เพียงแต่อ่านพระสูตรแต่ยังท่องจำเนื้อความในพระสูตร คนทั่วไปไม่ค่อยได้มีโอกาสศึกษาพระสูตรเท่าไรนัก ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติตามแนวนี้จะเน้นการละโลก (renunciation) ด้วยเหตุนี้ แนวนี้จึงเป็นหนทางหลักในการปฏิบัติธรรมของนักบวช แล้วทำไมเราถึงต้องไปบวช นั่นเป็นเพราะเราไม่ต้องการยึดติดกับโลก ไม่ต้องการยึดติดกับครอบครัว

ปัจจุบันวัดในทิเบตทำหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกคือเป็นสถานที่ให้ผู้คนปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงการหลุดพ้น สามารถละโลกได้ อย่างที่สองคือเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาเล่าเรียน บางคนมาอยู่วัดเพียงเพื่อมาบวชเรียนแต่ไม่ได้มีปณิธานเพื่อการหลุดพ้น แต่ไม่ว่าจะด้วยปณิธานใด นักบวชจะต้องศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สองเรียกว่า “ตันตระ” (Tantra) เป็นการตั้งปณิธานที่จะดำรงอยู่ในโลก ไม่ละโลก ตั้งใจเปลี่ยนโลกให้เป็นพุทธเกษตร ซึ่งเป็นสวรรค์ของพระพุทธเจ้า อากาศร้อนก็งดงาม อากาศเย็นก็เป็นสิ่งที่งดงาม ทุกอย่างเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่เราปฏิบัติบูชา เช่น หากเราเป็นผู้ปฏิบัติบูชาพระแม่ตารา เมื่อเราเห็นภูเขา เราก็คิดว่าภูเขานั้นเป็นพุทธเกษตรของพระองค์ การปฏิบัติในสายนี้จะเน้นการสวดมนตร์ เน้นการบริกรรมภาวนาเพื่อเปลี่ยนจิตของเราให้เป็นเสมือนจิตของพระพุทธเจ้า นั่นคือ เน้นการเปลี่ยนโลก (transformation) ผู้ที่ปฏิบัติในทิเบตจริงๆแล้วจะปฏิบัติแนวนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม
หนทางในการศึกษาพระธรรมแบบที่สามเรียกว่า “ซกเช็น” (Dzogchen) เป็นหนทางพิเศษที่สอนเฉพาะบุคคล ไม่เปิดให้คนทั่วไปได้ปฏิบัติ ในอดีตแทบจะไม่มีใครได้ฝึกฝนหรือศึกษาหนทางนี้เลย นอกจากผู้ที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของคุรุทางด้านซกเช็น แล้วคุรุมอบคำสอนนี้ให้ ดังนั้นทุกวันนี้ถ้าเราไปถามคนทิเบตเกี่ยวกับซกเช็น พวกเขาส่วนใหญ่จะตอบไม่ได้ แต่หลังจากที่ทิเบตเสียเอกราช พระอาจารย์หลายท่านได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกตะวันตก ท่านคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสอนพุทธวัชรยานในทุกแง่มุมเพราะว่านักวิชาการทั่วไปในโลกตะวันตกมีความต้องการที่จะเข้าใจ ถ้าไม่สอน พวกเขาก็ไปศึกษาเอง แต่การศึกษาเองมีโอกาสที่จะเข้าใจผิดได้ง่าย ดังนั้นพระอาจารย์ในปัจจุบันจึงเริ่มสอนซกเช็นกันและมีการเขียนหนังสือออกมาด้วย
หนทางซกเช็นนี้เราพบเฉพาะในสองนิกาย คือนิกายเพิน (ยุงตรุงเพิน) และนิกายญิงมาปะ (Nyingmapa) ซึ่งเป็นนิกายโบราณทั้งคู่โดยเพินมีประวัติความเป็นมา 18,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ส่วนญิงมาปะมีประวัติความเป็นมาประมาณ 1200 ปีเริ่มก่อตั้งโดยพระคุรุปัทมสัมภวะในศตวรรษที่แปดที่มีการเผยแผ่พระธรรมจากอินเดียมาสู่ทิเบต
เพินเป็นนิกายที่ถูกทำร้ายมาตลอดด้วยอคติที่ฝังรากลึกซึ่งกำเนิดมาด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ถ้าเราจะสรุปสั้นๆคือว่าเป็นพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของชาวทิเบต ทุกวันนี้ประเพณีต่างๆของทิเบตก็ล้วนแต่นำมาจากพระพุทธศาสนานิกายนี้ทั้งสิ้น เเช่น ประเพณีการมอบผ้าคาตัก การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ การปั้นตอร์มา ซึ่งล้วนเป็นประเพณีดั้งเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อนในอินเดียแต่มีอยู่แล้วในทิเบตก่อนศตวรรษที่เจ็ด
ในนิกายเพินและญิงมาปะ คำสอนซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุดในบรรดาเก้าขั้นตอนของการศึกษาและปฏิบัติธรรม กิจกรรมภาวนาในครั้งนี้เน้นซกเช็น การศึกษาของเราจึงเป็นการข้ามขั้นซึ่งจริงๆแล้วในอดีตเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ที่เราฝึกได้เป็นเพราะเราอยู่ในโลกสมัยใหม่ สังคมสมัยใหม่มีความซับซ้อนและมีปัญหามาก

ดังนั้นการฝึกซกเช็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะทำ ขณะนี้สังคมกำลังแย่ โลกกำลังเสื่อมโทรม ถ้าเราไม่เปลี่ยนทัศนคติ เราไม่สามารถไปรอดได้ อย่างไรก็ตาม ถึงเรามาเริ่มฝึกซกเช็นกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะขึ้นไปที่ขั้นที่เก้าเลย เราต้องเริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนจิตใจของเราก่อน เราอาจจะเป็นพุทธเถรวาทหรือเราอาจไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่เราสามารถรับคำสอนนี้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้จิตใจของเราใหญ่ขึ้น ทำให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับจิตของเราเอง

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

The Art of Happiness

Things can be okay, even though everything is not okay. There is no need to be upset when problem arises. Be relaxed and be in present moment. That’s the key to happiness…

Ringu Tulku Rinpoche is a well-known Tibetan master in the Kagyupa tradition. He is representative of HH Gyalwa Karmapa in Europe and founder of Bodhicharya, a non-profit organization that focuses on help, healing, and harmony.

ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช พระอาจารย์ในสายกาจูร์ปะจากสิกขิม ผู้สร้างสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่งทั่วโลก ท่านเป็นผู้แทนขององค์การ์มาปะในยุโรปและเป็นผู้ก่อตั้ง โพธิจรรยา องค์กรการกุศลที่เน้นการทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจ และประสานความสัมพันธ์

ท่านริงกุที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส

Happiness is to know oneself, to keep checking on one’s emotions and behaviors, and to be satisfied.
ความสุขคือการรู้จักตัวตน ตรวจสอบนิสัยของเรา และพึงพอใจในสิ่งที่เราเป็น
Dr. Buncha Pongpanich, BIA’s director: “This place will be of no use without users.”
คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช กล่าวแนะนะสวนโมกข์กรุงเทพ หรือหอจดหมายเหตุพระพุทธทาส “สถานที่แห่งนี้จะไม่มีความหมายถ้าปราศจากผู้มาใช้”
ริมโปเชสวดยึดพระรัตนตรัยและเจริญพรหมวิหา

ร 4 (ภาษาทิเบตเรียก “เซเมฉี” ความไม่มีประมาณ 4 ประการ) ก่อนบรรยาย
Sometimes we have everything, but we are not happy. We are bored and not satisfied. Happiness is from within, not from pleasures and entertainment outside.
“บางครั้งเรามีทุกอย่าง แต่เรากลับไม่มีความสุข ความสุขต้องออกมาจากความพึงพอใจและสันติสุขภายใน”
Allow yourself to be relaxed and joyful.

ฝึกจิตให้ผ่อนคลายและมีสติกับปัจจุขณะในทุกนาที ทุกช่วงเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่หมกมุ่นกับความคิดใด แล้วคุณจะพบสันติสุข สันติสุขจะทำให้คุณเบิกบาน ความเบิกบานทำให้คุณมีจิตใจดีและมีความสุขสันติสุขในจิตใจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน เมื่อจิตของเรามีสติ อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่หมกมุ่นกับอดีต ไม่วางแผนถึงอนาคต นี่แหละคือการหาความสุข ณ วินาทีนี้

My Favorite Story

ตำนานนกแก้ว เรื่องจากนิทานชาดก

ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช เล่าให้คณะทำงานพระสถูปและจิตอาสาพันดารา ในคราวที่ท่านมาพักบ้านมูลนิธิ พฤศจิกายน 2550

วันหนึ่งเกิดไฟไหม้ป่าอย่างหนัก นกแก้วตัวหนึ่งบินหนีได้เพราะว่ามีปีก แต่ว่ามีสัตว์จำนวนมากที่ติดไฟอยู่ในป่า ร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ นกแก้วบินออกไปแล้ว แล้วรู้สึกว่าทิ้งป่าไม่ได้ สงสารสัตว์เหล่านั้น ก็บินกลับมา แต่เนื่องจากว่าตัวเล็ก ไม่สามารถจะทำอย่างอื่นได้ ก็เลยคิดวิธีที่จะช่วยเหลือเพื่อดับเพลิง โดยบินลงไปในน้ำ ทำตัวให้ขนเปียกอุ้มน้ำ แล้วบินมาสะบัดน้ำออกจากขนเพื่อจะดับไฟ ก็ทำอยู่อย่างนี้หลายรอบมาก ทั้งที่ไม่มีศักยภาพที่จะดับไฟได้ เพราะว่าเป็นนกตัวเล็ก น้ำที่สะบัดออกมาก็เป็นแค่หยดน้ำ แต่ว่าไฟลุกไหม้ใหญ่โต เจ้านกแก้วทำอยู่อย่างนั้นจนอ่อนแรง จนมันกำลังจะตาย เพราะสำลักควัน มองอะไรไม่เห็น ขนของมันก็ลุกไหม้ไปหมด

บนสวรรค์ดาวดึงส์คือชั้นที่ 13 มีเทวดาจำนวนมาก มีพระอินทร์เป็นประมุขแห่งเทวดา เทวดาเหล่านั้นก็มองลงมา แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเจ้านกตัวนี้ทำอะไรประหลาดๆ ทำตัวโง่มาก ทำไมอยู่ๆ ก็บินไปชุบน้ำให้ตัวเองเปียก มาสะบัดน้ำอยู่อย่างนั้น จะช่วยดับเพลิงได้ยังไง

พระอินทร์ก็แปลงองค์เป็นนกอินทรีย์ลงไปดู บินอยู่เหนือนกแก้วตัวนี้ แล้วถามนกแก้วว่า “เจ้าทำอะไรอยู่ รู้ไหมว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะทำอย่างนี้” นกแก้วก็หันมาบอกว่า “ไม่ต้องมาสั่งสอน ตอนนี้ไม่ต้องการคำแนะนำใดๆ มาช่วยกันดับเพลิงดีกว่า เพราะเจ้าตัวใหญ่กว่า ก็บินไปชุบน้ำให้ตัวเปียก แล้วจะได้มาช่วยกันดับเพลิง”

นกอินทรีย์ฟังแล้วก็เกิดสงสาร ว่านกแก้วตัวนี้มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ มีปณิธานที่จะช่วยดับเพลิงเพื่อรักษาชีวิตของสัตว์อื่น อินทรีย์นั้นฟังแล้วก็น้ำตาไหล แต่เนื่องจากเป็นประมุขแห่งเทวดาทั้งหลาย น้ำตาก็มีอิทธิฤทธิ์ มีพลัง ช่วยดับเพลิงทั้งหมดได้ แล้วน้ำตาที่หยดลงบนขนนกนั้นก็ทำให้ขนใหม่งอกขึ้นมา แล้วขนใหม่ที่งอกขึ้นมาก็มีหลากสีสวยงาม นกแก้วแม้จะดับเพลิงไม่ได้ แต่ก็ได้ขนใหม่ ก็เลยเป็นที่มาว่านี่เป็นตำนานของนกแก้วที่มีขนสวยงาม…

สุดท้ายนี้ อาตมาขอให้พร ขอให้มูลนิธิพันดาราประสบความสำเร็จในการสร้างพระสถูป วิหารพระแม่ตารา และสิ่งต่างๆ ที่ต้องการทำ

ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติในวัชรยาน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกที่มีจริตและความต้องการแตกต่างกันและเพื่อให้สัตว์โลกได้สั่งสมบุญบารมีและสลายบาปกรรม พระพุทธเจ้าจึงแสดงออกในหลายลักษณะแห่งสัมโภคกาย เมื่อประทานพรแห่งปัญญา ก็ทรงปรากฏเป็นพระมัญชุศรี เมื่อประทานพรแห่งกรุณา ก็ทรงปรากฏเป็นพระอวโลกิเตศวรและพระตารา เมื่อประทานพรแห่งพลังในการต้านภัยพิบัติ ทรงเป็นพระวัชรปาณี เมื่อประทานพรให้มีอายุยืนยาว ทรงเป็นพระอมิตายุส เพื่อช่วยให้สัตว์โลกได้เกิดในแดนสุขาวดี ทรงเป็นพระอมิตาภะ…แต่ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดและไม่ว่าเราจะเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์มีสภาวะเดียว คือ “พุทธะ” อันเป็นนิรันดร์ ว่างแต่กระจ่างแจ้งและเปี่ยมไปด้วยปัญญา สภาวะนี้ไม่ได้อยู่ภายนอกดุจเทพที่อุบัติจากสวรรค์ แต่กำเนิดในดวงจิตของเราเอง ตราบที่เรายังเข้าไม่ถึงความเป็นนิรันดร์ หน้าที่ของเราคือพากเพียรปฏิบัติด้วยศรัทธา ด้วยโพธิจิต และใช้วันเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตประกอบกุศลกรรม สั่งสมบุญบารมี และภาวนาจนเกิดการตระหนักรู้ เข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ด้วยการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์

เพื่อให้เข้าถึงการหลุดพ้นอันเป็นเป้าหมายสูงสุด พุทธวัชรยานมีอุบายอันแยบยลด้วยบทปฏิบัติจำนวนมากเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ฝึกฝนตนจนจิตของเขากับจิตของพระอาจารย์ซึ่งไม่แบ่งแยกจากพระหทัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

Bodhisattva’s Six Paramitas

บารมีหกของพระโพธิสัตว์

โดย กุงกา ซังโป ริมโปเช

แปล และเรียบเรียงโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2553

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ ปรารถนาจะฝึกฝนตนบนวิถีพระโพธิสัตว์ มีความจำเป็นจะต้องบ่มเพาะบารมีหก ได้แก่

1. ทาน

2. ศีล

3. ขันติ

4. วิริยะ

5. สมาธิ

6. ปัญญา

บารมี 1-5 เกี่ยวโยงกับสมมติสัจจ์ หรือความจริงที่เรารับรู้ บารมีที่ 6 เกี่ยวกับปรมัติถสัจจ์ หรือความจริงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือศูนยตา

ทานบารมี

มี 3 แบบ :

1. อามิสทาน เป็นการให้ทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของ การให้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คน ให้ด้วยจิตไม่ตระหนี่ ไม่ให้ของที่เราไม่ต้องการ ไม่ให้อาหารที่เราไม่รับประทานแล้วแก่ผู้อื่น ไม่ให้เพราะหวังชื่อเสียงหรือผลตอบแทนตามมา การให้ที่แท้ต้องไม่มีตัวตนของผู้ให้เกี่ยวข้อง

2. ธรรมทาน ให้ธรรมะเป็นทาน แต่ผู้ให้ต้องเป็นผุ้รู้จริง ไม่สอนธรรมะให้แก่ผู้อืนถ้าผู้สอนไม่รู้จริง

3. การให้ชีวิตเป็นทาน ได้แก่ การปล่อยชีวิตสัตว์ และการให้ที่มีคุณค่าสูงสุดคือ การให้บุคคลที่เรารักแก่ผู้อื่น ดังในเรื่องพระเวสสันดร และการให้ได้แม้แต่ชีวิตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการให้อย่างไร ต้องทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ศัตรูของการให้ คือ ความตระหนี่ การหวงแหนสิ่งต่างๆไว้กับตัว ผู้ที่มีนิสัยตระหนี่สามารถฝึกการเป็นผู้ให้ด้วยการเอาของในมือขวาให้มือ ซ้าย แล้วมือซ้ายก็ให้มือขวา ให้ตัวเราคุ้นเคยกับการให้

ศีล บารมี

ศีลปาติโมกข์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธเถรวาท หัวใจหลัก คือ การละโลก ไม่ยึดติดกับสังสารวัฏ สำหรับศึลของคฤหัสถ์ คือ ศีล 5 ในเถรวาท และการละอกุศลกรรมบถในมหายาน

ศีลโพธิสัตว์ เป็นที่ปฏิบัติกันในพุทธมหายาน หัวใจหลัก คือ การไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ตั้งแต่วันรับศีลไปจนถึงวันตรัสรู้ ผู้ปฏิบัติตั้งจิตจะดำรงชีิวิตอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายและจะไม่ เบียดเบียนชีวิตใดๆ

ศีลตันตระ เป็นที่ปฏิบัติกันเป็นพิเศษในพุทธวัชรยาน หัวใจหลัก คือ การตั้งจิตว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของพุทธเกษตร ทุกๆชีวิตคือเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การตั้งจิตเช่นนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกๆชีวิตและแปรเปลี่ยนสิ่งไม่ บริสุทธิ์ให้เป็นสิ่งบริสุทธิ์

**ผู้ปฏิบัติวัชรยาน ถือศีลทั้งสามประเภท

ขันติบารมี

การ ฝึกความอดกลั้น ไม่โกรธผู้ใด แม้มีผู้ยั่วยุให้โกรธ ผู้ฝึกฝนมีความยินดีเพราะผู้นั้นทำให้เขาได้ฝึกขันติบารมี ริมโปเชเล่าว่ามีพระอาจารย์ท่านหนึ่งฝึกขันติบารมีมาประมาณ 5 ปี ไม่เคยมีใครทำให้ท่านโกรธเพราะลูกศิษย์ต่างเคารพเทิดทูนท่าน ผู้อื่นก็ให้ความเคารพท่าน แต่มีวันหนึ่งท่านได้ให้คำแนะนำแก่คนกลุ่มหนึ่งไม่ให้พวกเขามีความโกรธและ คิดเคียดแค้นต่อสู้กับฝ่่ายตรงข้าม ชายคนหนึ่งนับฟังอยู่ ไม่ชอบใจคำแนะนำนั้น เดินเข้ามาตบหน้าท่าน ในชั่วขณะนั้น ท่านไม่มีความโกรธ แต่กลับมีความยินดีที่เขาได้ทำให้ท่านฝึกขันติบารมีสำเร็จ ท่านชื่นชมเขาและลุกขึ้นมากราบเขา สำหรับท่าน เขามีพระคุณไม่ยิ่งหย่อนกว่าพระพุทธเจ้า

มีอีกเรื่องที่ริม โปเชเล่า เมื่อพระอาจารย์อตีศะเดินทางไปทิเบต ท่านพาลูกศิษย์ชาวอินเดียไป 2 คน คนหนึ่งชื่อ ซาราลา เป็นคนดื้อ ชอบโต้เถียงพระอาจารย์ ลูกศิษย์ทิเบตขอร้องให้พระอาจารย์ส่งซาราลาและศิษย์อินเดียอีกคนกลับอินเดีย ไป แต่พระอาจารย์ตอบว่า สองคนนี้อยู่ด้วยเป็นประโยชน์กับท่านมากเพราะทำให้ท่านได้ฝึกขันติบารมี

วิริยะ บารมี

ปราศจากความเพียร การงานทั้งทางโลกและทางธรรมจะไม่มีวันสำเร็จ ริมโปเชให้ข้อคิดว่า ถ้าเราคิดว่า การงานนี้ใหญ่โต จะไม่มีวันทำสำเร็จ เราก็จะไม่มีวันทำสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในการฝึกฝนแบบพระโพธิสัตว์ เราต้องมีปณิธานบริสุทธิ์ จะปฏิบัติธรรมและประกอบการงานเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย และมีความปีติยินดีที่ถ้าทำการงานนั้น ถ้าปณิธานไม่มีอัตตาของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราก็ได้บ่มเพาะวิริยะบารมีแบบพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง บารมีข้ออื่นอาศัยวิริยะบารมีเป็นพื้นฐาน

สมาธิบารมี

หมั่น ภาวนาและสวดมนตร์เพื่อทำให้จิตเป็นสมาธิ

ปัญญาบารมี

ปัญญา ในที่นี้คือปัญญาในการเข้าใจสภาวะเดิมแท้ของสรรพสิ่ง (ธรรมตา) ปัญญามี 3 แบบ:

1. ปัญญาที่เกิดจากการฟัง

2. ปัญญาที่เกิดจากการคิด

3. ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ

ปัญญาที่ 1 และ 2 เป็นพื้นฐานของปัญญาที่ 3 ท่านสาเกีย บัณฑิต กล่าวไว้ว่า หากปราศจากปัญญาสองข้อแรก ก็เปรียบเสมือนผู้ฝึกฝนที่ไม่มีมือมีแขนพยายามปีนภูเขา

เมื่อเนยเป็นเหตุ : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ชายคนหนึ่งมีนามว่า “รับเกียล” เป็นนักธุรกิจใหญ่ของทิเบต เขาทำธุรกิจขายเนยและผลิตผลจากจามรี เวลานำเนยไปขาย ก็เดินทางเป็นกองคาราวาน

เมื่อหลายปีก่อน รับเกียลเช่ารถหลายสิบคันนำเนยไปขายจากบ้านเกิดที่เมืองฮงหยวนในภาคตะวันออก มุ่งหน้าสู่นครลาซา เมื่อไปถึง ปรากฏว่าราคาเนยตกต่ำมาก เขาก็เฝ้ารอลุ้นให้ราคาสูงขึ้น ยิ่งรอ ราคาก็ยิ่งตก ถ้าขาย ก็มีแต่จะขาดทุน ยิ่งเมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายของกองคาราวานแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว

เช้าวันนั้น เขาไปกราบพระโจโว ริมโปเช (พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต) ที่วัดโจคัง จิตใจเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะเข้าแถวเพื่อรอไปนมัสการองค์พระ เขาเห็นผู้มากราบพระคนแล้วคนเล่านำเนยไปเทถวายที่ตะเกียงเนย

ฉับพลัน เขาคิดขึ้นมาได้ว่า เขาควรจะนำเนยที่ขายไม่ได้มาถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อคิดแล้ว เขาเกิดปีติยินดี เกิดความหวังว่ามาลาซาคราวนี้ ไม่สูญเปล่า เขาจะได้ทำบุญกุศลครั้งใหญ่ เขาโทรศัพท์เรียกลูกน้องให้เอาเนยมาที่วัด รถบรรทุกหลายสิบคันขนเนยกองโตมาจอดไว้หน้าวัด

แล้วรับเกีบลก็ถวายเนยทั้งหมดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระโจโว ริมโปเชท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของผู้มีจิตศรัทธาที่มากราบพระองค์

จากนั้น เขาเดินทางกลับบ้านเกิดโดยมีเงินติดตัวเป็นค่าเดินทางเพียงเล็กน้อย ไม่มีเงินทำธุรกิจต่อ ไม่มีเงินก้นถุงให้แก่ครอบครัว

สองสามเดือนหลังจากนั้น เพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปทำงานที่นครเฉิงตู ไปเป็นยามเฝ้าประตู ทั้งวันเขายืนเหมือนหุ่นยนต์อยู่หน้าประตูบริษัท เขาทำอยู่อย่างนั้นสามปี ในระหว่างที่อยู่ที่เฉิงตู เขาเห็นว่าคนทิเบตมาทำธุรกิจและมาเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก พวกเขาล้วนแต่โหยหาอาหารทิเบต แต่ยังไม่มีร้านอาหารไหนที่ทำอาหารทิเบตแล้วได้อร่อยเหมือนกับแม่ที่บ้านทำ เขาลาออกจากการเป็นยาม แล้วเรียกลูกสาวลูกชายมาอยู่เฉิงตู เอาเงินเก็นทั้งหมดมาลงทุนเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวทิเบต “ทุกปะ” ทำด้วยหัวใจเหมือนแม่ทำทุกปะให้ลูกกิน รับเกียลสอนลูกๆให้ดูแลลูกค้าด้วยความเอาใจใส่และด้วยความสุภาพอ่อนโยน พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างติดใจทุกปะของรับเกียล จนร้านเล็กๆที่เป็นกิจการครอบครัวใหญ่โตได้เปิดอีกหลายสาขา ตอนนี้ร้านของรับเกียลกลายเป็นร้านอาหารทิเบตที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในเฉิงตู

เรื่องราวของรับเกียลสอนเราให้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นบุญกุศล เปลี่ยนจิตใจโศกเศร้าท้อแท้ ให้กลายเป็นจิตยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะทำบุญกุศล แต่ทำบุญแล้วก็ต้องทำงานอย่างวิริยะอุตสาหะด้วย แม้รับเกียลจะขาดทุนจากการทำธุรกิจในการขายเนย แต่เขาไม่ขาดทุนในการทำบุญ ในขณะทำบุญเขามีจิตที่บริสุทธิ์ เลิกคิดเรื่องกำไรขาดทุน แต่คิดจะทำกุศล เขาก็ได้รับผลดีจากการคิดด้วยจิตบริสุทธิ์เช่นนั้น เรื่องของรับเกียลได้กลายเป็นตำนานที่ได้รับการขานต่อในหมู่ชาวทิเบต โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่ชอบไปกินทุกปะที่ร้านของเขาแล้วนั่งคุยกับเขาเพื่อขอแรงบันดาลใจในชีวิต