Skip to content

Posts from the ‘Great Stupa’ Category

มหาพุทธบูชาเพื่อกรุณาและสันติสุข

โครงการ “พระศานติตารามหาสถูป” มูลนิธิพันดารา
ขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรมบำเพ็ญบุญกุศลประจำปี
เนื่องในวาระที่มีการก่อสร้างพระมหาสถูป

“วันมหาพุทธบูชาเพื่อกรุณาและสันติสุข”
วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 25-26 กันยายน 2553
ณ ศูนย์ขทิรวัน ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีชันธ์
ประธานในพิธี: พระอาจารย์ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช
เปิดงานโดย อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ขอเชิญผู้สนใจถวายเครื่องบูชา 5000 ที่ แทนจิตศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ร่วมพิธีมนตราภิเษกเพื่อให้มีอายุยืนยาว รับพรและฟังธรรมโดยพระอาจารย์ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช ลามะกรรมฐานซกเช็น ผู้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก

เครื่องบูชา 5000 ที่ ได้แก่ ดวงเทียน ธูป น้ำบริสุทธิ์ ผลไม้ และดอกไม้ อย่างละ 1000 ที่ การถวายเครื่องบูชาแต่ละอย่างให้อานิสงส์ต่างกัน ดวงเทียนเป็นการให้แสงสว่างดับอวิชชา ธูปขจัดความมัวหมองและทำให้ทุกสิ่งกลับมาสะอาดบริสุทธิ์

น้ำขจัดความกระหายของสัตว์โลกและเป็นการถวายสิ่งที่ใสสะอาดปราศจากมลทินแด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิส้ตว์ ผลไม้ขจัดความทุกข์ยากจากความหิวและทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แห่งแผ่นดิน ดอกไม้เป็นการถวายสิ่งที่งดงามเพลิดเพลินเจริญใจ การถวายเครื่องบูชานี้เป็นการสั่งสมบุญอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ผู้ถวายได้สลายบาปกรรม มีชีวิตที่เปี่ยมสุขพรั่งพร้อม ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีปัญญาเข้าถึงธรรม

อาหาร ที่พัก
ทางมูลนิธิไม่เก็บค่าลงทะเบียนและยินดีบริการอาหารทุกมื้อ และที่พักแบบเรียบง่ายและอบอุ่น (เต็นท์เดี่ยวหรือเต๊นท์สำหรับ 2 ท่าน และที่พักรวมในศาลาปฏิบัติธรรมซึ่งมีมุ้งลวดและมุ้งครอบกันยุง) หากผู้สนใจประสงค์จะร่วมงานเฉพาะวันที่ 25 กันยายน พิธีภาคกลางวันจะจบเวลาประมาณ 4 โมงเย็น

การเดินทาง
ในกรณีที่ท่านไม่สะดวกเดินทางโดยรถยนตร์ส่วนตัว ท่านสามารถเดินทางไปกับรถตู้ของมูลนิธิ โดยมีค่าใช้จ่าย ท่านละ 600 บาท สำหรับการเดินทาง กรุงเทพ-ขทิรวัน-แก่งกระจาน-กรุงเทพ

สนใจร่วมกิจกรรม กรุณาแจ้งความจำนง ภายในวันที่ 20 กันยายน 2553 E-mail: 1000tara@gmail.com โทรศัพท์/ โทรสาร 025285308 มือถือ 0806100770

กำหนดการ
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2553
06.30 น. พร้อมกันที่บ้านมูลนิธิ
10.30 น. เดินทางถึงศูนย์ขทิรวัน รับประทานอาหารว่าง
11.00 น. พระอาจารย์ญีมา ทรักปา ริมโปเชสอนวิธีตั้งจิตในการประกอบบุญกุศล ผู้ร่วมงานถวายเครื่องบูชา 5000 ที่ เป็นมหาพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
11.45 น. ถวายเครื่องบูชาแด่ธรรมบาลและเทพยดาผู้พิทักษ์ผืนดิน ณ บริเวณก่อสร้างพระมหาสถูป พร้อมกับโปรยกระดาษมนตร์เพื่อสิริมงคลในชีวิต
12.45 น. รับประทานอาหารกลางวัน
14.00 น. ร่วมกันก่อกองหินชัมมามนตรา อุทิศแด่ “พระแม่เชรับ ชัมมา” ผู้มีสภาวะเดียวกับพระแม่ตารา
14.30 น. ร่วมพิธีมนตราภิเษกพระพุทธเจ้าอมิตายุสเพื่อให้มีอายุยืนยาว และพิธีเรียกขวัญเพื่อโชคลาภและฐานชีวิตที่มั่นคง
16.00 น. จบโปรแกรมภาคกลางวัน
***
17.00 น. รับประทานอาหารเย็น
19.30 น. ถวายดวงประทีป 505 ดวง (เท่ากับจำนวนเสาเข็ม) เป็นมหาพุทธบูชา ณ บริเวณพระมหาสถูป และภาวนาเพื่อสันติสุขของสัตว์โลกทั้งหกภพภูมิ
20.30 น. พิธีอุทิศกลิ่นอาหารไหม้ให้แก่ผู้ล่วงลับ
21.30 น. กราบพระและเข้านอน


วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553
05.15 น. ตื่นนอน
05.30 น. นั่งสมาธิ ตื่นรู้กับลมหายใจสดชื่นแห่งขุนเขา น้อมนำจิตมาสู่ความเป็นธรรมชาติ
06.00 น. รับประทานเครื่องดื่มยามเช้า เก็บสัมภาระ
07.00 น. ออกเดินทางไปเขื่อนแก่งกระจาน
08.30 น. ร่วมพิธีปล่อยปลา 100,000 ตัว
09.30 น. รับประทานอาหารเช้าที่แก่งกระจาน
10.30 น. เดินทางกลับ

โครงการ ประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตารา

ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตาราเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์ ตารา ปาง ศยามตารา , ขทิรวณีตารา

พระ โพธิสัตว์ตารา ปางพระวรกายสีเขียว พระหัตถ์ขวาแสดงวรทมุทรา(ประทานพร) พระหัตถ์ซ้ายแสดงอภัยมุทรา(ประทานอภัย) พระหัตถ์ทั้งสองนั้นทรงดอกบัวขาบ (อุต ปาล) สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์

พระ โพธิสัตว์ตารา ได้รับการนับถือว่าเป็น พระมารดาแห่งความกรุณา ชาวทิเบตเรียกพระองค์ว่า “เกียยุม เตรอมา” หรือ พระมารดาผู้นำไปสู่การหลุดพ้น พระองค์คือบุคลาธิษฐานแห่งการมุ่งสู่การตรัสรู้ ดังพระนามของพระองค์ซึ่งรากศัพท์ในภาษาสันสกฤต หมายถึงการ “ข้าม” โดยนัยแห่งธรรม คือการข้ามมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ มุ่งสู่พระนิพพาน ในขณะเดียวกันพระนามของพระองค์ยังหมายถึง “ดารา” หรือดวงดาว นั่นเพราะว่า ดวงดาวบนฟากฟ้าส่องแสงนำทางให้แก่สัตว์โลกอยู่เสมอแม้ในคืนที่มืดมิด

ชาวพุทธในอินเดียเริ่มบูชาพระองค์ในราว พุทธศตวรรษที่10-13 และเผยแผ่ไปสู่ทิเบตในราวพุทธศตวรรษที่16 นอกจากชาวพุทธทิเบตจะบูชาพระองค์ในฐานะ พระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิงผู้เปี่ยมความกรุณาอันไม่สิ้นสุดแล้ว ยังบูชาพระองค์ในฐานะผู้ประทานพร ขจัดอุปสรรคและความทุกข์ทั้งหลาย โดยเฉพาะทรงปกป้องผู้บูชาจากภัยทั้งแปด(อัษฏภัย) ซึ่งในทางธรรมคือกิเลสทั้งแปดประการอัน ได้แก่ ภัยจาก สิงโต(มานะ-ความถือตน), ช้างป่า (โมหะ-ความหลง), ไฟ (โทสะ-ความโกรธ), งู (อิสสา-ความอิจฉา),โจร (มิจฉา ทิฏฐิ-ความ เห็นผิด), การถูกจองจำ (มัจ เฉระ-ความ ตระหนี่), น้ำท่วม (โลภะ-ความโลภ), ปีศาจ (วิจิกิจฉา-ความลังเลสงสัย) นอกจากนี้ยังมีบทสวดบูชาพระโพธิสัตว์ ตารา21 องค์ ที่กล่าวว่า ทรงปกป้องจากภัยหรืออารมณ์ฝ่ายต่ำต่างๆ ถึง21อย่าง อีกด้วย

พระปณิธานของพระโพธิสัตว์ตารา ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เป็นแรงบันดาลใจให้กับมูลนิธิพันดาราในการทำงานเผยแผ่พุทธศาสนา เพื่อให้พระธรรมเป็นวิถีทางบรรเทาทุกข์แก่สรรพชีวิต ไม่ว่ามนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งต่างก็เปรียบเสมือนพี่น้อง ญาติมิตร ผู้ร่วมทุกข์ในสังสารวัฏเดียวกันนี้

ในปีพุทธศักราช 2553 นี้ มูลนิธิพันดาราได้จัดสร้างประติมากรรมพระโพธิสัตว์ตารา ปางศยามตารา หรือขทิรวณีตารา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้บูชา และร่วมถวายปัจจัยในครั้งนี้เพื่องานก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป” สถูปแห่งสันติภาพของพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา อันเป็นโครงการก่อสร้างปูชนียสถานทางพุทธศาสนา ซึ่งทางมูลนิธิพันดาราได้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมใจกันจัดสร้างขึ้น ที่ ศูนย์ขทิรวัน (ธร รมาศรมและแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมทิเบต/หิมาลัย ในความดูแลของมูลนิธิ) ซึ่งอยู่ ณ ต.หนอง พลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประติมากรรม พระโพธิสัตว์ตาราองค์นี้ ปั้นขึ้นตามต้นแบบศิลปะทิเบต ใช้เวลาในการปั้นราวสองเดือน โดยประติมากรชาวไทย ขั้นตอนในการปั้นเริ่มจากการศึกษาประติมากรรมต้นแบบ และศึกษาเนื้อหาของความหมายในทางธรรม จากนั้นเริ่มต้นการปั้นต้นแบบจากดินน้ำมัน ความยากของขั้นตอนอยู่ที่การวางโครงร่างให้งดงาม และเก็บรายละเอียดเครื่องประดับต่างๆ จากนั้นจึงทำการหล่อแบบเป็นปูนปลาสเตอร์ ซึ่งจะใช้เป็นแม่แบบจริงก่อนนำไปทำแบบด้วยขี้ผึ้งอีกครั้งหนึ่งก่อนการหล่อ เป็นทองเหลือง ในขั้นตอนสุดท้าย

ในส่วนของแบบดินน้ำมันนี้ ได้ทำขึ้นก่อนเพียงเฉพาะองค์พระ เพราะชิ้นส่วนเครื่องประดับมีรายละเอียดประณีตทำให้ชิ้นงานจะมีความบอบบาง มาก จนไม่สามารถนำมาประกอบเข้ากับองค์พระได้ จึงต้องเก็บส่วนต้นแบบเครื่องประดับไว้อย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อใช้หล่อทองเหลืองในองค์จริง

ในการนี้ ทางมูลนิธิ ได้จัดเตรียมมวลสารและสิ่งมงคลจากสถานศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต เช่น ภูเขาไกรลาศ สถานจาริกแสวงบุญของพระคุรุปัทมสัมภวะ วิหารตารา ฯลฯ เพื่อบรรจุในองค์พระ พร้อมด้วยการสวดบูชาจากพระอาจารย์ฝ่ายทิเบต เพื่อความถูกต้องตามประเพณีโบราณของทิเบตโดยแท้จริง

มูลนิธิพันดาราขอเชิญผู้ศรัทธา สั่งจอง พระโพธิสัตว์ตารา หล่อด้วยวัสดุทองเหลือง ขนาดหน้าตัก7 นิ้ว เพื่อบูชาองค์ละ 6,999 บาท โดยมูลนิธิจะนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ดังพระปณิธานของพระโพธิสัตว์ตารา พระมารดาแห่งความกรุณา

ผู้สนใจ: กรุณาติดต่อEmail: 1000tara@gmail.com, มือถือ 0806100770 หรือโทร 025285308 สำหรับการหล่อครั้งแรก ท่านสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่ วันนี้ (13 สิงหาคม) ไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน

_______________________

Great Stupa in Action

More pilings were delivered at Khadiravana Center on May 19. Although we had problem with the workers the day before, all the problems are now fixed and today (May 21) a group of new workers have arrived. The pilings work will resume tomorrow. About 250 more pilings will be planted.

250 pilings of various sizes successfully planted

Newly transported pilings

Vasutara Sala and Mantra Stupa amidst green summer

Interesting cloud over the Stupa site

Natural meditation site

Tara Great Stupa News

The pilings work is under way. As of today (May 14), 250 pilings have been planted. We have accomplished half way. The remaining work will be done till completed next month. On May 28-29, the foundation will organize a Viskhapuja full moon meditation. This will be the first time we will resume our prayers at the Stupa site after pilings work started in late March.

Beginning Page – Stupa of the Heart

บางส่วนของแบบก่อสร้างพระสถูปที่แก้ไขแล้ว มค 52

เมื่อคุณเมธียื่นแบบวิศวกรรมฉบับแก้ไขสมบูรณ์ให้แล้วบอกว่าพระสถูปพร้อมก่อสร้างแล้ว ทำให้วันที่ 12 ที่ผ่านมาเป็นวันดีที่สุดวันหนึ่งในชีวิตค่ะ

ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่ได้มาเป็นส่วนร่วมที่ยิ่งใหญ่ของพระศานติตารามหาสถูป พระสถูปสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของอาสาสมัคร

ทุกหยาดเหงื่อ ทุกหยดหมึก ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาคือจุดเริ่มต้นอย่างงดงามของพระสถูปองค์ใหญ่ที่ตั้งแต่นี้ต่อไปจะก่อเกิดบนผืนดินและในใจของชีวิตอีกนับจำนวนไม่ถ้วน..

Stupa of the Heart

พระสถูปแห่งหัวใจ

อีกหนึ่งปีที่ผ่านไปกับการทำงานเพื่อสร้างพระศานติตารา มหาสถูป ที่ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน พระสถูปได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมๆกับการเดินทางของใจที่ทอดยาวไม่น้อยไปกว่ากัน

หนึ่งปีที่ผ่านไปเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานทางธรรมอันยิ่งใหญ่ เราได้สัมผัสความรักของครูผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ได้สั่งสมบุญบารมี ได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจ ลดตัวตนเพื่อจะได้สัมผัสถึงความรักและมิตรภาพ  ได้ความอดทน มีทั้งรอยยิ้ม  เสียงหัวเราะและน้ำตายามท้อใจ

หนึ่งปีผ่านไปประสบการณ์เหล่านี้ คือบทเรียนทางใจอันล้ำค่าที่มูลนิธิพันดารา สมาชิกและผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ไปด้วยกัน เราสามารถเก็บประสบการณ์ดีๆไว้กับตัวเราและระลึกถึงในวันข้างหน้่า แต่คงจะดีไม่น้อยหากเรามีโอกาสการแบ่งปันเรื่องราวการทำงาน ข้อคิดต่างๆที่เราได้รับรู้กับการทำงานในโครงการพระศานติตารามหาสถูปให้กับผู้อื่น

เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เป็นข้อคิดในการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต เพราะพลังของพระสถูปไม่ใช้แค่รูปธรรมที่กำลังก่อสร้างบนที่ดินขทิรวัน หากได้พลังที่แท้จริงคือการที่พระสถูปได้เปลี่ยนจิตใจของผู้คนและการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

ปีใหม่ทิเบต ( 14 กุมภาพันธ์) ที่จะมาถึงนี้ ทางมูลนิธิพันดาราจะจัดทำหนังสือพระศานติตาราพระสถูปแห่งหัวใจ รวบรวมข้อมูลการก่อสร้างพระสถูป แบบพิมพ์ภาพจากสถาปนิก แนะนำคณะผู้ร่วมทำงานต่างๆ ที่สำคัญจะประกอบด้วยเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพระศานติตารามหาสถูป เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความทรงจำในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

มูลนิธิอยากขอชักชวนสมาชิก จิตอาสาร่วมส่งเรื่องราวสั้นๆ ประมาณ 1หน้ากระดาษ A4 บอกเล่าถึงความรู้สึกประสบการณ์ แรงบันดาลใจและการเรียนรู้จากการทำงานเพื่อพระสถูปร่วมกัน เรื่องราวเหล่านี้จะกลายเป็นบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความตั้งใจอันดีงามของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะสร้างพระสถูปแห่งความรักและกรุณาอันไม่มีประมาณของพระโพธิสัตว์ตารา

หากท่านใดประสงค์จะมีส่วนช่วยเหลือหรือคำแนะนำในการพิมพ์หนังสือพระสถูปแห่งหัวใจ ทางมูลนิธิขอน้อมรับด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างสูง โปรดติดต่อโดยตรงที่ 1000tara@gmail.com โทร: นุช 0869775867 หรือ อ. กฤษดาวรรณ 0813431586
กำหนดส่งต้นฉบับ  15 มกราคม  2553 ที่คุณจิ๊ก e-mail : jickryan@yahoo.com

Thousand Stars’s Treasure Bags

ในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน มูลนิธิได้เริ่มเย็บถุงรัตนโชคลาภแบบทิเบตจำนวน 199 ใบ ขอขอบคุณคุณนริศและคุณลัดดาที่มาช่วยเย็บ ขอบคุณนุชและคุณพ่อคุณแม่ที่ช่วยหาซื้อผ้าสำหรับทำถุงและทำธงธวัชชัย

มูลนิธิกำลังดำเนินการเรื่องมนตราธารณีและเครื่องบูชาที่จะบรรจุในถุง เมื่อได้เครื่องบูชาครบและได้ประอบพิธีที่จำเป็นแล้ว จะได้แจ้งให้ทราบในวันที่เราจะบรรจุเครื่องบูชาใส่ถุง

ในการทำเครื่องบูชานี้ มูลนิธิมีความจำเป็นต้องใช้กิ่งสนสามใบที่มีกลิ่นหอมเป็นจำนวนมาก หากท่านใดสามารถให้ความช่วยเหลือในการจัดหากิ่งสน ทางมูลนิธิก็จะขอบคุณเป็นอย่างสูง

การทำถุงรัตนโชคลาภเป็นประเพณีเก่าแก่ของทิเบต ถือว่าเป็นการนำสิริมงคลมาต่อชีวิต ครอบครัวและชุมชนที่อาศัยอยู่ เมื่อทำถุงแล้ว ชาวทิเบตจะนำถุงไปฝังตามพื้นดินหรือโยนลงน้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและผืนน้ำซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต

การทำเช่นนี้ยังเป็นการถวายเครื่องบูชาต่อพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ตลอดจนพญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์แผ่นดิน

นอกจากจะฝังดินและโยนลงน้ำที่ทะเลสาขทิรวันในวันเสาร์ที่ 26 กันยายนแล้ว มูลนิธิจะจัดให้พระอาจารย์นำถุงรัตนโชคลาภไปถ่วงที่ทะเลหัวหินเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและมหาสมุทร เพื่อความสุขของสัตว์น้ำทั้งหลาย และจะขอให้ริมโปเชสวดมนตร์เพื่อพระศานติตารามหาสถูป เพื่อสันติสุขของแผ่นดินไทยและสันติภาพในโลก

Make Merit for the Great Stupa

ขอชวนพี่น้องสายใยพันดารา เพื่อนๆและผู้มีจิตศรัทธาต่อการงานของพันดาราทุกคน ร่วมกันภาวนามนตราพระแม่ตารา “โอม ตาเร ตุตตาเร ตุเร โซฮา” วันละ 1000 จบ หรืออยางน้อย 108 จบ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ 4 กันยายน ซึ่งเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ ไปจนถึงวันที่เราก่อฐานพระมหาสถูปในวันที่ 26 กันยายน

และขอชวนทุกคนร่วมกันรับประทานอาหารมังสะวิรัติในระหว่างนี้เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่สัตว์เดรัจฉานที่เคยเป็นอาหารของเรา เพื่อขจัดบาปกรรมที่เราอาจเคยทำต่อพวกเขา และเพื่อสั่งสมบุญใหญ่สำหรับการก่อฐานพระมหาสถูปแห่งพระแม่ตารา

ขอพรอันประเสริฐของ “แม่” ที่รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขน้อมนำให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความรุ่งเรืองในชีวิต ขอทุกท่านได้เข้าถึงจิตกระจ่างด้วยเทอญ

ด้วยรักและเมตตา

To make merit for the Tara Great Stupa and to pray for animals that became our food and that might have been hurt by us, I would like to urge the Foundation’s friends and everyone to recite Tara mantra for 1000 times daily (or at least 108 times) from tomorrow (full moon) till the day we lay foundation for the Great Stupa on September 26. I also would like to urge us to eat vegetarian food during this time.

May the unconditioned love of “mother” render you to realize primordial nature of your own mind and to bring you both supreme and common siddhi!

With loving kindness

Update on Full Moon Retreats

The Foundation will resume our full moon retreats after October. Anyway, we will continue to make great merit for the Tara Great Stupa. Tomorrow (full moon) we will offer a “gyaltsen” victory banner to Sathira Dharmasathan for the new Tara mantra stupa, which is being built at the moment. At Khadiravana a new door for Vasutara Sala will be placed from tomorrow for the next three days. So by the time we celebrate the construction of the Great Stupa on September 26, we will be able to house the model stupa and other sacred objects at the Sala.

The full moon day in October we will organize a dharma teaching by Nyima Dakpa Rinpoche.

งานสมาธิภาวนาในคืนวันเพ็ญที่พันดาราได้จัดมาตั้งแต่วันวิสาขบูชาที่ศูนย์ขทิรวันจะจัดใหม่อีกครั้งหลังเดือนตุลาคม พรุ่งนี้ (วันพระ 15 ค่ำ) มูลนิธิจะนำธงชัยไปถวายคุณแม่ศันสนีย์ที่เสถียรธรรมสถานเพื่อใช้ในการสร้างสถูปมนตร์ประภัสสร ในขณะเดียวกันที่ขทิรวัน เราจะดำเนินการติดประตูศาลาวสุตาราเพื่อให้เราสามารถประดิษฐานพระสถูปจำลองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆตั้งแต่วันที่เราจะฉลองการสร้างพระมหาสถูป

วันพระขึ้น 15 ค่ำในเดือนตุลาคม มูลนิธิจะจัดให้ญีมา ทรักปา ริมโปเชได้บรรยายธรรมให้แก่พวกเรา  รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

On “Milles Etoiles”

Thousands Stars Foundation – Fondation des Milles Etoiles

‘ Celui qui voit, entend, se souvient ou touche la Stupa, recevra toutes les joies et benedictions du Bouddha”

Au commencement

Le bouddhisme est originaire d’Asie et y est totalement integré dans la culture  depuis des milliers d’années.  La présence de temples, de moines et nonnes universellement révérés en témoigne. L’avancée économique du monde et l’approche matérialiste de la vie génèrent un besoin accru de compréhension des textes et leçons du Bouddha.  La régression du nombre de personnes qui vivent dans le bonheur et la joie de vivre profonde est aussi une manifestation négative de modes de vie matérialistes.

De plus en plus nombreux sont ceux et celles qui à la recherche de réponses satisfaisantes en ce qui concerne leurs besoins spirituels se rapprochent d’une des differentes écoles  du bouddhisme à savoir, le Theravada, le Mahayana ou leVajrayana. Ces écoles représentent diverses portes ouvrant sur une même destination et illumination.

Un autre aspect lié à  ce renouveau du bouddhisme est représenté par le nombre croissant de persones désirant suivre la voie bouddhiste sans nécéssairement s’engager dans une vie  monastique.  Pour la plupart d’entre eux, le fait même d’embrasser les enseignements du Bouddha dans leur vie quotidienne représente  le defi  nécéssaire pour d2velopper la bodhicité d’une manière pratique et concrète tout en continuant à mener leur vie et  responsabilités respectives. Actions, pensées, paroles peuvent  petit à petit s’aligner  sur les enseignements du Bouddha.

Dr  Krisadawan Hongladarom, qui parle Thai, Anglais et Tibétain courramment,  partage le sentiment commun à  beaucoup de Thais  que la bodhicité, la nature de Bouddha existe en tout en chacun. C’est ce qui donne aux laiques le droit d’apprendre  et pratiquer le Bouddhisme tout en vivant leur roles de mères, pères, fils ou employeurs. Sa rencontre avec plusieurs Lamas, hommes et femmes, durant ces 10 dernieres annnées, l’observation de la façon dont le Bouddhisme a inspiré leurs vies ainsi  que ses expériences directes avec la culture Tibétaine  l’ont convaincue que les enseignements du Bouddhisme Mahayana offrent une opportunité pour les laiques de mieux comprendre le Bouddhisme, et leur permet d’ouvrir une autre de ces ‘portes’ vers l’objectif commun, l’illumination

En 2005, Krisadawan fonde la Fondation des Milles Etoiles une Organisation Sans But Lucratif qui s’engage à (a) créer des opportunités de discussions et pratique du Dharma Mahayana pour laiques par le biais de Conférences et pratique individuelle, (b) améliorer les conditions de vie des tibétains dans les régions éloignées du Tibet; (c) appuyer des monastères tibétains dans les régions eloignées du Tibet en particulier dans les Provinces du Kham qu Tibet Oriental.

En ce moment, la Fondation est responsable  du projet de construction de la Shanti Tara Stupa au Centre de Retraite Khadiravana de Hua Hin dans la Province de Prachuab Kirikan en Thailande.  Des Thais aussi bien que des  étrangers participent au projet et  c’est avec  enthousiasme que les  membres de la Fondation partagent la même passion et amour de la vie, la culture et le Bouddhisme du Tibet.

Source inepuisable d’inspiration

Krisadawan s’est  toujours  intéressée au Bouddhisme. Eduquée dans la tradition Theravada, son intérêt pour la religion était si fort qu’elle contemplait la possibilite de devenir nonne bouddhiste. C’est lors de son engagement en tant que  représentante d’une organisation de jeunes bouddhistes qu’elle comprit que s’engager dans le bouddhisme ne requiert pas nécéssairement de quitter la vie laique et devenir nonne et qu’il existe  bien d’autres façons de pratiquer les enseignements bouddhistes.  Sa rencontre avec le bouddhisme tibétain lors d’un voyage au Nepal fut significatif quant à sa décision d’ entreprendre un Doctorat en linguistique à l’Université d’Indiana aux Etats Unis. Sa connaissance de la linguistique la guida à devenir interprète pour des  Lamas Tibétains de renom. Pendant des années la gentillesse des Lamas la toucha et fut à l’origine de sa volonté à suivre  leurs pas.  Alors qu’elle menait  ses recherches ethnographiques au Tibet et la Province de Kham, Krisadawan devint éetudiante de Kunga Sangbo Rinpoche, le responsable du Monastère de Jyekundo de Kham, au Tibet Oriental.  Pendant plus de neuf mois elle observa l’engagement et la compassion de Kunga Sangbo Rinpoche alors qu’il travaillait à construire une école dans son village natal où la plupart des enfants étaient  illétrés ainsi qu’à restaurer des Monastères.

Krisadasawan explique que “ Même en n’ayant de très peu d’argent, il ne penserait pas à lui-même mais à comment utiliser cet argent pour améliorer la vie des autres villageois. C’est ce qui m’a fait penser à utiliser mes connaissances pour faire de bonnes actions pour les autres.

C’est ainsi qu’au lieu de suivre son premier rêve et entrer dans l’ordre des nonnes bouddhistes; elle décida de suivre le conseil de Kunga Sangbo Rinpoche et d’utiiser ses connaissances en textes Bouddhistes ainsi que ses connaissances de linguistiques pour en faire profiter les autres tout en restant laique.  Avec le desir d’atteindre la bodhicité tout en participant à la vie laique et toutes les responsibilités qu’elle comporte ainsi que de suivre les actions du Bouddha, elle se demanda comment integer toutes ses idées fantastiques

La Fondation des Milles Etoiles

‘ Un jour Avalokiteshvara, alors qu’il refusa de quitter le Samsara jusqu’à ce que tous les êtres aient atteint l’illumination, vit la quantite de vies qu’il avait à aider alors qu’autant de vies etaient encore en souffrance dans le Samsara. Des larmes coulaient de ses yeux  et se transformèrent en Tara Blanche sur une fleur de lotus. Elle le conforta et lui demanda de ne pas pleurer et exprima le voeu de l’aider et le suivre dans toutes les vies afin d’aider tous les etres. “

L’histoire de Tara exprimant  le voeu d’aider tous les êtres inspira beaucoup  Krisadawan qui se sentit très proche de  cette bodhisatva  de sexe féminin.  C’est ainsi que nacquit  la Fondation  des Milles Etoiles. Pour la première fois elle se rendit compte de l’utilité pratique de sa connaissance de la langue Tibétaine et son implication pour cultiver la compassion et en même temps  donner une opportunité pour aider les autres.  A l’occasion d’offertes qu’elle fit un jour à la Statue de Tara à Dzachuka elle exprima le voeu  de suivre Tara afin de l’aider dans toutes ses vies.  Peu après la foi la porta à rencontrer Kandroma, une Lama femme de grand renom fille du Lama Longtok décédé peu auparavant en laissant son corps intact. Kandroma avait des difficultés à construire l’hermitage de son père et Krisadawan fut impressionée par sa détermination à transformer un petit hermitage en un monastère pour nonnes. C’est ensemble qu’elle pratiquèrent Longchen Nyingtik et en 2007 l’établissement de Zangtok Pari devint le premier projet appuyé par la Fondation Milles Etoiles en même temps que le Fonds Global pour les Femmes et le Fonds d’Appui  aux Etats Unis. L’hermitage abandonné devint un monastère pour nonnes bien établit pouvant héberger 15 nonnes.

Depuis 2005, la Fondation à appuyé des initiatives en faveur d’enfants tibétains et des nonnes ainsi qu’organisé des Conférences publiques servant à  promouvoir la culture tibétaine, la paix,l’études de textes Mahayana et les pratiques bouddhistes quotidiennes. Jusqu’a présent des invités locaux et internationaux ont contributes de leur temps et  connaissances pour chacunes des nombreuses Conférences organisées par  la Fondation. Parmi eux  Nyima Dakpa RInpoche, Ringu Tulku Rinpoche, Phachok Rinpoche, le Docteur Tsedor Nyarongsha et l’historien Professeur Thubten Phuntsok.

Un nouveau projet

Un lama, ou guru, représente la pensée du Bouddha et dans la tradition Mahayanal’interconnection entre le maitre et l’etudiant se manifeste par le biais de la foi et du karma.  La rencontre de Krisadawan et Kundrol Lhasay Rinpoche, un maitre Dzogchen très vénéré de la tradition New Bon  qui vivait à Chengdu, en Chine, appartient à un domaine au delà de la simple relation par la pratique de la méditation.

En 2006, Krisadawan acheta un lopin de terre à Hua Hin, Province de Prachuab Kirikan, en Thailande. Un endroit calme et paisible et idéal pour y établir un centre de retraite et un temple dedié à Tara où des laiques  pourraient venir prier. Cet endroit représenterait un environment accueillant pour tous hommes et femmes mais surtout femmes. Cet endroit servirait aussi à l’établissement de la  première bibliothèque et centre d’éducation Tibétain en Asie du Sud Est.

C’est au même  moment que  Lhasay Rinpoche demanda à Krisadawan d’entreprendre un grand projet de construction de la Stupa de Shanti Maha Tara. Malgre son humilité et le profil bas qu’il arbore généralement en dehors du Tibet, Lhasay Ripoche avait cette vision de construire la grande stupa en Thailande et en faire un des endroits les plus sacrés sur terre, un endroit où les gens sont déjà engagés sur la voie du Bouddhisme dans leurs coeurs et leurs façons de vivre.

“Ceci [la stupa]  est ton projet. Mais il n’est en fait ni le tien ni le mien ; car aucun de nous  pourra le rapporter au Tibet lorsque notre  corps quittera ce monde.’

La requête de Lhasay Rinpoche est une expression de la confiance et  confidence qu’il nourrit pour Krisadawan et ses capacités à entreprendre ce projet qui paraitrait impossible de prime abord. Pendant que Krisadawan rassemblait l’information nécéssaire sur la construction de stupas, Lhasay Rinpoche envoyait un grand nombres de drapeaux à prèàres depuis son village natal pour la construction de la Stupa avec des  mantras appuyant le projet qui s’établirait pour la premiere fois en Thailande au Centre de Khadiravana.

Les drapeaux à prières sont composés de cinq couleurs : bleu, vert, rouge, blanc et jaune. Ces couleurs représentent le ciel, l’air, le feu, l’eau, et la terre et  ensemble représentent t les elements du cosmos.

A chaque souffle de vent, les drapeaux s’agitent  et envoyent les mantras écrit sur les drapeaux au centre de l’Univers, pour y générer la paix et le bonheur. Les cinq couleurs représentent à la fois les cinq familles Bouddhistes, ou les cinq skandhas et  la diversité culturelle de chacun d’entre nous qui pouvont agir ensemble pour créer la paix et l’harmonie.

En ce moment

Ce projet démarra en 2007 à la suite des prosternations aue Krisadawan entreprit  pendant dix-huit jours  sur une  distance d’environ 80 kilomètres du temple de Nyethang Tara près de Lhassa au Monastère de  Samye.  Cette initiative qui avait pour but de  gagner du mérite lui donna en fait  une énorme quantité d’énergie et une grande détermination  pour entreprendre ce projet ambitieux de construction.

La Fondation Des Milles Etoiles est convaincue que le projet de la Shanti Tara Stupa sera bénéfique à tout le monde, à tout être qui voit, touche ou entend parler de la Stupa. Ce projet contient  une force de guérison et  nous rappelle la bonté et la détermination positive qui réside en toutes actions faites en faveur des autres.

Cette croyance devrait transcender toutes les limites du monde et s’unir à divers systèmes de croyances et nationalités comme le fait Tara qui a la détermination d’aider tout ce qui est possible pour aider le monde entier. Enfin, le projet devrait représenter une source d’inspiration pour tout un chacun, individu, homme ou femme, aàpoursuivre notre rêve de rendre ce monde meilleur.

Plus d’informations sur le site: www.thousand-stars.org

www.krisadawan.wordpress.com

Email: hkesang@yahoo.com

Telephone+66-81-3431586

The Thousand Stars Foundation is grateful to Isabella (http://reikiinaction.blogspot.com) for this French translation.