Skip to content

Posts from the ‘Krisadawan's Talks’ Category

จิตในความฝันและความตาย

การปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันจึงป็นเรื่องของจิตโดยตรง ถ้าเราจะเข้าใจจิตอย่างถ่องแท้ เราจึงต้องรู้ว่าจิตทำงานอย่างไร มีอะไรปรากฏต่อจิตบ้าง เพียงศึกษาเฉพาะการทำงานหรือการปรากฏต่อจิตในตอนกลางวันไม่เพียงพอ เพราะเวลาจำนวนมากของชีวิต ประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เราใช้ไปในการนอนหลับ ในช่วงเวลานี้เรายังคงหายใจอยู่ ไม่ได้ไม่รับรู้สิ่งใด ไม่ใช่ซากศพ จิตยังคงอยู่กับเรา ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือ ความฝัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตในตอนกลางคืนที่สัมพันธ์กับลม โดยเนื้อแท้แล้ว การเคลื่อนไหวของจิตเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากในตอนกลางวัน หากเราไม่ได้ใส่ใจต่อจิตในตอนกลางวัน โอกาสที่เราจะตื่นรู้ในความฝันและชีวิตหลังตายแทบไม่เกิดขึ้น

Read more

Talk on Tibetan Wisdom & Modern World at Mahidol University

8 มกราคม 2556

บรรยายเรื่อง “ภูมิปัญญาบรรพกาลกับจิตวิญญาณร่วมสมัย : พุทธทิเบต

ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

Kris and Aj

photo-5

ให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการ เป็นโอกาส นำเราไปสู่ปัญญาภายใน อย่าเพียงยินดีกับสิ่งที่เป็นความรู้ภายนอก ความรู้ฉาบฉวย แต่นำสิ่งที่ได้ฟัง อ่าน ดู มาใคร่ครวญ มาภาวนาจนความรู้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิต หมั่นทำจิตให้นิ่ง ใส เพราะภายในความสงบนิ่งเท่านั้นที่ความรู้ตกผลึกและประสบการณ์แปรเปลี่ยนเป็นปัญญา อันจะนำเราไปสู่ขุมทรัพย์ใต้ท้องมหาสมุทรซึ่งมีอยู่แล้วในจิตของเราเอง นำเราไปสู่ความเบิกบาน ความกรุณาและคุณสมบัติอันประเสริฐมากมาย ความรู้ที่ขาดการภาวนาอาจทำให้เราเป็นนักวิชาการ เป็นบัณฑิตผู้ได้รับปริญญา แต่ไม่ทำให้เราเป็นปราชญ์ผู้รู้จักจิตใจและตัวตนของตัวเอง

photo-3

ที่ระลึกจากการบรรยายที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา 8 มกราคม 2556

ศรัทธานำพาชีวิต

From “Health & Cuisine” Magazine, November 2010

เมื่อเนยเป็นเหตุ : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ชายคนหนึ่งมีนามว่า “รับเกียล” เป็นนักธุรกิจใหญ่ของทิเบต เขาทำธุรกิจขายเนยและผลิตผลจากจามรี เวลานำเนยไปขาย ก็เดินทางเป็นกองคาราวาน

เมื่อหลายปีก่อน รับเกียลเช่ารถหลายสิบคันนำเนยไปขายจากบ้านเกิดที่เมืองฮงหยวนในภาคตะวันออก มุ่งหน้าสู่นครลาซา เมื่อไปถึง ปรากฏว่าราคาเนยตกต่ำมาก เขาก็เฝ้ารอลุ้นให้ราคาสูงขึ้น ยิ่งรอ ราคาก็ยิ่งตก ถ้าขาย ก็มีแต่จะขาดทุน ยิ่งเมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายของกองคาราวานแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว

เช้าวันนั้น เขาไปกราบพระโจโว ริมโปเช (พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต) ที่วัดโจคัง จิตใจเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะเข้าแถวเพื่อรอไปนมัสการองค์พระ เขาเห็นผู้มากราบพระคนแล้วคนเล่านำเนยไปเทถวายที่ตะเกียงเนย

ฉับพลัน เขาคิดขึ้นมาได้ว่า เขาควรจะนำเนยที่ขายไม่ได้มาถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อคิดแล้ว เขาเกิดปีติยินดี เกิดความหวังว่ามาลาซาคราวนี้ ไม่สูญเปล่า เขาจะได้ทำบุญกุศลครั้งใหญ่ เขาโทรศัพท์เรียกลูกน้องให้เอาเนยมาที่วัด รถบรรทุกหลายสิบคันขนเนยกองโตมาจอดไว้หน้าวัด

แล้วรับเกีบลก็ถวายเนยทั้งหมดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระโจโว ริมโปเชท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของผู้มีจิตศรัทธาที่มากราบพระองค์

จากนั้น เขาเดินทางกลับบ้านเกิดโดยมีเงินติดตัวเป็นค่าเดินทางเพียงเล็กน้อย ไม่มีเงินทำธุรกิจต่อ ไม่มีเงินก้นถุงให้แก่ครอบครัว

สองสามเดือนหลังจากนั้น เพื่อนคนหนึ่งชวนเขาไปทำงานที่นครเฉิงตู ไปเป็นยามเฝ้าประตู ทั้งวันเขายืนเหมือนหุ่นยนต์อยู่หน้าประตูบริษัท เขาทำอยู่อย่างนั้นสามปี ในระหว่างที่อยู่ที่เฉิงตู เขาเห็นว่าคนทิเบตมาทำธุรกิจและมาเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก พวกเขาล้วนแต่โหยหาอาหารทิเบต แต่ยังไม่มีร้านอาหารไหนที่ทำอาหารทิเบตแล้วได้อร่อยเหมือนกับแม่ที่บ้านทำ เขาลาออกจากการเป็นยาม แล้วเรียกลูกสาวลูกชายมาอยู่เฉิงตู เอาเงินเก็นทั้งหมดมาลงทุนเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวทิเบต “ทุกปะ” ทำด้วยหัวใจเหมือนแม่ทำทุกปะให้ลูกกิน รับเกียลสอนลูกๆให้ดูแลลูกค้าด้วยความเอาใจใส่และด้วยความสุภาพอ่อนโยน พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างติดใจทุกปะของรับเกียล จนร้านเล็กๆที่เป็นกิจการครอบครัวใหญ่โตได้เปิดอีกหลายสาขา ตอนนี้ร้านของรับเกียลกลายเป็นร้านอาหารทิเบตที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในเฉิงตู

เรื่องราวของรับเกียลสอนเราให้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นบุญกุศล เปลี่ยนจิตใจโศกเศร้าท้อแท้ ให้กลายเป็นจิตยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะทำบุญกุศล แต่ทำบุญแล้วก็ต้องทำงานอย่างวิริยะอุตสาหะด้วย แม้รับเกียลจะขาดทุนจากการทำธุรกิจในการขายเนย แต่เขาไม่ขาดทุนในการทำบุญ ในขณะทำบุญเขามีจิตที่บริสุทธิ์ เลิกคิดเรื่องกำไรขาดทุน แต่คิดจะทำกุศล เขาก็ได้รับผลดีจากการคิดด้วยจิตบริสุทธิ์เช่นนั้น เรื่องของรับเกียลได้กลายเป็นตำนานที่ได้รับการขานต่อในหมู่ชาวทิเบต โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่ชอบไปกินทุกปะที่ร้านของเขาแล้วนั่งคุยกับเขาเพื่อขอแรงบันดาลใจในชีวิต

Breathing Wisdom Breath

ตื่นนอนแต่เช้า หายใจเข้านำลมแห่งปัญญาเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิต หายใจออกขับไล่พิษแห่งจิตใจและ
ความ เขลาแห่งอวิชชาออกไป เร่ิมต้นแต่ละวันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา พร้อมกับตั้งจิตจะทำความดีระหว่างวัน ก่อนนอนอุทิศบุญกุศลที่ได้ทำและนอนหลับด้วยจิตเปี่ยมสุข

[ภาพ – ต้นไทรใหญ่ที่ขทิรวัน ที่แห่งนี้เมื่อสี่ีปีก่อนคือแรงบันดาลใจให้ทำการงานในวันนี้]

Rainbow over Clouds

ธรรมชาติมีความงามในหลายรูปแบบ ขอเพียงเราหยุดมอง แหงนหน้าดูฟ้า ช่วงเวลาสั้นๆนั้นบำรุงจิตใจ เตือนให้เห็นตัวตนที่แสนเล็กท่ามกลางธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ และเตือนให้เห็นความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง รุ้งเหนือเมฆก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านไป
อาจมีบางวันที่เรารู้สึกท้อแท้ รู้สึกแย่ ขอให้รู้ว่าวันเช่นนั้นอาจนำไปสู่โอกาสที่ดีกว่า และปัญญาในการตัดสินใจ นั่งภาวนานิ่งๆ ด้วยจิตใสๆ ด้วยหัวใจเปี่ยมศรัทธา แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำการงานให้สำเร็จ ปาฏิหาริย์จะเกิดดังเช่นรุ้งเหนือเมฆฝน เราจะพบว่าในภาวะเช่นนั้น สันติสุขก็บังเกิดได้ในจิตใจของเรา

[ภาพ : สมบัติ ไกรฤทธิ์ 2 มิถุนายน 2553]

กฎแห่งกรรม

เรื่องกฎแห่งกรรมที่พี่ชายท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง

หลายปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งของพี่คนนี้ชอบล่าสัตว์ เขาล่าด้วยความคึกคะนอง แล้วนำสัตว์ที่ล่ามาอวดกัน คราวใดที่ได้สัตว์ดุร้าย เช่น งูจงอาง ก็จะนำมาเล่าด้วยความภาคภูมิใจ ในการล่าสัตว์ พวกเขามักจะไปกันตอนกลางคืน การล่าสัตว์จะเน้นส่องสัตว์โดยดูจากดวงตาของมันซึ่งเหมือนดวงไฟสีแดง

คืนหนึ่ง เพื่อนของพี่กับเพื่อนของเขาไปกันสองคันรถ พวกเขาแบ่งโซนล่าสัตว์ เขากับเพื่อนกลุ่มหนึ่งแยกเข้าป่าไป พวกเขาขับรถวนไปวนมาก็ยังหาสัตว์ไม่ได้ รถของเพื่อนพวกเขาอีกคันจอดพักโดยที่คนขับจุดไฟเพื่อสูบบุหรี่ รถของเพื่อนพี่เห็นประกายไฟ ดีใจคิดว่าเป็นดวงตาของเสือ พวกเขารีบยิงไปทันที ปรากฏว่าพวกเขาได้สังหารเพื่อนของพวกเขาเอง ในรถคันนั้น คนหนึ่งตายทันที อีกคนถูกยิงเข้าแก้ม ทะลุกราม โชคดีว่าผู้ถูกยิงเพิ่งไปถอนฟันมา ทำให้กระดูกฟันไม่แตก และกระสุนทะลุไปที่แก้มอีกด้านหนึ่ง คนนี้ไม่ตาย แต่บาดเจ็บ ส่วนเพื่อนอีก 2 คนในรถพยายามขับรถออกจากป่า แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร พวกเขาก็หลงป่าถึงสองวัน ในช่วงนั้น พวกเขาต้องอยู่กับศพผู้ตายเหมือนกับอยู่กับเหยื่อที่พวกเขาเคยล่ามา

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ถูกยิงทะลุแก้มตั้งปฏิญาณที่จะไม่ฆ่าสัตว์อีกต่อไป ทุกวันนี้เขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ แต่น้องชายของเขาไม่เชื่อเรื่องบาปกรรม ยังคงชอบล่าสัตว์อยู่ หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายเขาถูกจับเป็นตัวประกันและถูกยิงทิ้ง

บาปกรรมมีจริงโดยเฉพาะถ้าฆ่าสัตว์โดยมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 องค์ประกอบ: มีเจตนาที่จะฆ่า มีสัตว์ที่ต้องการฆ่า มีการฆ่า และมีผลของการกระทำ คือ สัตว์นั้น ตาย บางครั้ง กรรมดี กรรมชั่ว ไม่ได้ให้ผลเร็ว เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในอดีตชาติด้วย แต่ถ้าเป็นกรรมดีมากๆหรือกรรมชั่วมากๆ ผลมักจะเกิดขึ้นทันตาเห็น

สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าตัวมันจะเล็กเพียงใดล้วนแต่รักชีวิต ปรารถนาความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ การฆ่าสัตว์จะทำให้เราเป็นคนเจ็บป่วยและมีอายุสั้น ในวาระสุดท้ายของชีวิต จิตของเราจะระทมทุกข์ด้วยความสำนึกผิด

On Tibetan Buddhism

การปฏิบัติในสายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และญิงมาปะ (Nyingmapa) แบ่งเป็น 3 แบบคือ แบบพระสูตร (Sutra) ตันตระ (Tantra) และซกเช็น (Dzogchen)

แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)

แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึงโดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)

ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่
1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ ครู มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้
2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน
3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง

เรียบเรียงจากคำสอนของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช

Dear and Dying in Tibetan Buddhism (4)

ประเภทของบาร์โด
“บาร์โดแห่งการเกิดที่เป็นธรรมชาติ” หรือ “บาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่” เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาจนก่อนที่เรากำลังจะตาย ในขณะนี้พวกเราอยู่ในบาร์โดนี้ นี่คือโอกาสในการเตรียมตัวตาย เพื่อไม่ให้เรามีทุกข์ในบาร์โดที่เหลือ

เมื่อตาย เมื่อมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตายไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง เรียกว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย” หรือ “บาร์โดแห่งธรรมกาย” จิตของผู้ตายจะประสบกับสภาวะแสงกระจ่างในบาร์โดนี้ ถ้าตระหนักรู้ก็เข้าถึงการหลุดพ้นได้

เมื่อตายไปแล้ว ผู้ตายซึ่งตอนนี้เหลือเพียงพลังจิตจะประสบกับนิมิตหลากหลาย ช่วงเวลาแห่งนิมิตนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า  “บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา” เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้นจริงๆแล้วเป็นเพียงความเป็นธรรมดา เป็นสภาวะที่แท้จริงของจิต บาร์โดนี้ยังเรียกว่า “บาร์โดแห่งสัมโภคกาย” เนื่องจากนิมิตต่างๆที่ประสบเป็นส่วนหนึ่งของสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า

และบาร์โดสุดท้ายก่อนไปเกิดใหม่คือ “บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่” จะไปเกิดอย่างไร จะมีสัญญาณต่างๆเกิดขึ้นในช่วงนี้ บาร์โดนี้เรียกอีกอย่างว่า “บาร์โดแห่งนิรมาณกายของพระพุทธเจ้า”

โดยปกติ มี 4 บาร์โดเช่นนี้ แต่เราสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 บาร์โดซึ่งอยู่ภายในบาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่ ได้แก่ “บาร์โดแห่งสมาธิ” เป็นช่วงเวลาที่จิตอยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิ และตอนกลางคืนเวลาเรานอนแล้วฝัน เรียกว่า “บาร์โดแห่งความฝัน”

โดยสรุป : บาร์โดที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์บาร์โด เทอเตรอ คือ

1. บาร์โดแห่งขณะกำลังตาย (บาร์โดแห่งธรรมกาย)

2. บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา (บาร์โดแห่งสัมโภคกาย)

3. บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่ (บาร์โดแห่งนิรมาณกาย)

Death and Dying in Tibetan Buddhism (3)

ความหมายของ “บาร์โด”

คำว่า บาร์โด (bardo) แปลว่าช่องว่าง หรือระยะระหว่างสิ่งสองสิ่ง หรือช่วงระหว่างการเริ่มต้นของบางอย่างและการสิ้นสุดของบางอย่าง โดยปกติหมายถึงช่วงเวลาระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ เป็นช่วงเวลายาวนาน 49 วันซึ่งในระหว่างนี้ผู้ตายหรือทีี่เรียกว่า สัมภเวสี (bardo beings) จะมีนิมิตต่างๆอันเป็นปรากฏการณ์ของจิต

คำว่านิมิตไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง แต่พวกเขามีความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นสิ่งนั้นหรือรับรู้สิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อประสบนิมิตเทพปางพิโรธ พวกเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบเป็นความจริง จะเกิดความกลัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ประสบคือประสบการณ์ของจิตของพวกเขานั่นเอง ในระหว่างที่อยู่บาร์โด พวกเขาจะเกิดความกลัว ความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดที่สูญเสียร่างกาย ความไม่แน่ใจด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะไปที่ใด

จริงๆแล้ว ประสบการณ์ที่สัมภเวสีประสบไม่ได้ต่างไปจากที่มนุษย์ประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลายครั้งเราไม่รู้ว่าจะทำอย่าไรดี เราเกิดความสับสนหวาดหวั่น เกิดความเจ็บปวดรวดร้าว ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเรื่องบาร์โดจึงไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมตัวตายเท่านั้นแต่ยังให้ข้อคิดสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อีกด้วย ข้อคิดที่สำคัญอีกข้อคือความไม่จีรังของทุกสิ่ง การที่เราเกิดมาเป็นเพียงวงจรของบาร์โด เราจากบาร์โดหนึ่งไปสู่อีกบาร์โดหนึ่ง จะเป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าเราจะได้หลุดพ้น

แม้ว่าความตายจะดูน่ากลัวและบาร์โดเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา แต่บาร์โดยังให้โอกาสในการหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมของทิเบตจึงไม่มีความกลัวตาย ถ้าได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นอย่างดี บาร์โดคือที่ๆที่นำไปสู่การตรัสรู้ได้