Skip to content

Posts from the ‘Krisadawan's Talks’ Category

Dear and Dying in Tibetan Buddhism (4)

ประเภทของบาร์โด
“บาร์โดแห่งการเกิดที่เป็นธรรมชาติ” หรือ “บาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่” เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาจนก่อนที่เรากำลังจะตาย ในขณะนี้พวกเราอยู่ในบาร์โดนี้ นี่คือโอกาสในการเตรียมตัวตาย เพื่อไม่ให้เรามีทุกข์ในบาร์โดที่เหลือ

เมื่อตาย เมื่อมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตายไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง เรียกว่า “บาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย” หรือ “บาร์โดแห่งธรรมกาย” จิตของผู้ตายจะประสบกับสภาวะแสงกระจ่างในบาร์โดนี้ ถ้าตระหนักรู้ก็เข้าถึงการหลุดพ้นได้

เมื่อตายไปแล้ว ผู้ตายซึ่งตอนนี้เหลือเพียงพลังจิตจะประสบกับนิมิตหลากหลาย ช่วงเวลาแห่งนิมิตนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า  “บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา” เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้นจริงๆแล้วเป็นเพียงความเป็นธรรมดา เป็นสภาวะที่แท้จริงของจิต บาร์โดนี้ยังเรียกว่า “บาร์โดแห่งสัมโภคกาย” เนื่องจากนิมิตต่างๆที่ประสบเป็นส่วนหนึ่งของสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า

และบาร์โดสุดท้ายก่อนไปเกิดใหม่คือ “บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่” จะไปเกิดอย่างไร จะมีสัญญาณต่างๆเกิดขึ้นในช่วงนี้ บาร์โดนี้เรียกอีกอย่างว่า “บาร์โดแห่งนิรมาณกายของพระพุทธเจ้า”

โดยปกติ มี 4 บาร์โดเช่นนี้ แต่เราสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 บาร์โดซึ่งอยู่ภายในบาร์โดแห่งการดำรงชีวิตอยู่ ได้แก่ “บาร์โดแห่งสมาธิ” เป็นช่วงเวลาที่จิตอยู่ในสภาวะที่เป็นสมาธิ และตอนกลางคืนเวลาเรานอนแล้วฝัน เรียกว่า “บาร์โดแห่งความฝัน”

โดยสรุป : บาร์โดที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์บาร์โด เทอเตรอ คือ

1. บาร์โดแห่งขณะกำลังตาย (บาร์โดแห่งธรรมกาย)

2. บาร์โดแห่งความเป็นธรรมดา (บาร์โดแห่งสัมโภคกาย)

3. บาร์โดแห่งการก่อกำเนิดในชีวิตใหม่ (บาร์โดแห่งนิรมาณกาย)

Death and Dying in Tibetan Buddhism (3)

ความหมายของ “บาร์โด”

คำว่า บาร์โด (bardo) แปลว่าช่องว่าง หรือระยะระหว่างสิ่งสองสิ่ง หรือช่วงระหว่างการเริ่มต้นของบางอย่างและการสิ้นสุดของบางอย่าง โดยปกติหมายถึงช่วงเวลาระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ เป็นช่วงเวลายาวนาน 49 วันซึ่งในระหว่างนี้ผู้ตายหรือทีี่เรียกว่า สัมภเวสี (bardo beings) จะมีนิมิตต่างๆอันเป็นปรากฏการณ์ของจิต

คำว่านิมิตไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง แต่พวกเขามีความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นสิ่งนั้นหรือรับรู้สิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อประสบนิมิตเทพปางพิโรธ พวกเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบเป็นความจริง จะเกิดความกลัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ประสบคือประสบการณ์ของจิตของพวกเขานั่นเอง ในระหว่างที่อยู่บาร์โด พวกเขาจะเกิดความกลัว ความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดที่สูญเสียร่างกาย ความไม่แน่ใจด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะไปที่ใด

จริงๆแล้ว ประสบการณ์ที่สัมภเวสีประสบไม่ได้ต่างไปจากที่มนุษย์ประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลายครั้งเราไม่รู้ว่าจะทำอย่าไรดี เราเกิดความสับสนหวาดหวั่น เกิดความเจ็บปวดรวดร้าว ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเรื่องบาร์โดจึงไม่เพียงแต่เป็นการเตรียมตัวตายเท่านั้นแต่ยังให้ข้อคิดสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อีกด้วย ข้อคิดที่สำคัญอีกข้อคือความไม่จีรังของทุกสิ่ง การที่เราเกิดมาเป็นเพียงวงจรของบาร์โด เราจากบาร์โดหนึ่งไปสู่อีกบาร์โดหนึ่ง จะเป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าเราจะได้หลุดพ้น

แม้ว่าความตายจะดูน่ากลัวและบาร์โดเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา แต่บาร์โดยังให้โอกาสในการหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมของทิเบตจึงไม่มีความกลัวตาย ถ้าได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นอย่างดี บาร์โดคือที่ๆที่นำไปสู่การตรัสรู้ได้

Death and Dying in Tibetan Buddhism (2)

คัมภีร์มรณศาสตร์

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังสือหลายเล่มที่แปลเรื่องมรณสติและการปฏิบัติเกี่ยวกับการตายตามประเพณีพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบต ประเด็นหลักของหนังสือเหล่านี้คือคัมภีร์ที่พระลามะทิเบตมักสวดให้ผู้ป่วยใกล้ตายหรือผู้ตายที่เรียกกันว่า “คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งทิเบต” ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ The Tibetan Book of the Dead”

เชอเกียม ทรุงปะ ริมโปเช ได้อธิบายในอรรถาธิบายของหนังสือของท่านว่า การเรียกคัมภีร์ของทิเบตเช่นนี้โดยดูแบบอย่างจากคัมภีร์มรณศาสตร์ของอียิปต์ดูเหมือนจะละเลยประเด็นสำคัญที่ว่า “การตาย” ไม่ได้แยกจาก “การเป็น” การตายไม่ใช่การใช้ชีวิตในโลกลี้ลับ ตรงกันข้าม การตายมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ ที่เรียกว่า คัมภีร์มรณศาสตร์ ก็สามารถเรียกใหม่ได้เช่นกันว่า “คัมภีร์ชาตศาสตร์แห่งทิเบต” (The Tibetan Book of Birth)

จริงๆแล้ว สำหรับทรุงปะ ริมโปเชคัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับจักรวาลเพราะจักรวาลประกอบด้วยทั้งการเกิดและการตาย จักรวาลคือที่ๆเราดำรงชีวิตอยู่ หายใจและกระทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งที่ๆเราท่องไปแม้เมื่อตายไปแล้ว

คำว่า จักรวาล นี่แหละที่เป็นแก่นแท้ของวัชรยาน เพราะการปฏิบัติธรรมตามครรลองของวัชรยานคือการมองสิ่งแวดล้อมทั้งหลายว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น

คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อเป็นภาษาทิเบตว่า “บาร์โด เทอเตรอ” (Bardo thotrol) เป็นคำสอนหนึ่งในหกประเภทที่นำไปสู่การหลุดพ้น ประเภทของการหลุดพ้นทั้งหกได้แก่ การหลุดพ้นด้วยการได้ยิน การหลุดพ้นด้วยการสวมใส่ การหลุดพ้นด้วยการมองเห็น การหลุดพ้นด้วยการจำได้ การหลุดพ้นด้วยการชิมรส และการหลุดพ้นด้วยการสัมผัส

Death and Dying in Tibetan Buddhism (1)

ที่ระลึกจากการบรรยายเรื่องความตายและการตายในพระพุทธศาสนาวัชรยาน (พุทธทิเบต) แก่นิสิตสาวิกาสิกขาลัย เสถียรธรรมสถาน วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

ความเข้าใจเบื้องต้น

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายซึ่งมีศักยภาพในการฟังและปฏิบัติธรรมแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ จึงทรงแสดงธรรมหลายประเภทซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นยาน 3 ยาน ได้แก่ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน (มหายานที่เน้นผล ซึ่งเน้นให้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเร็ว) ยานหลังนี้เรารู้จักกันในนามของ วัชรยาน ในวัชรยานนี้เองที่มีการพูดถึงคัมภีร์หนึ่งที่รู้จักกันว่าคัมภีร์มรณศาสตร์และแนวคิดเรื่องบาร์โด

การเตรียมจิตก่อนการศึกษาเรื่องความตาย

จิตเดิมแท้ของเรามีความบริสุทธิ์ กระจ่าง ปราศจากการปรุงแต่ง ปราศจากอวิชชา แต่ในภพชาตินับจำนวนไม่ถ้วนที่เราได้ถือกำเนิดมาในกาลเวลาที่ฝ่ายทิเบตเรียกว่า ไม่มีจุดเริ่มต้น จิตของเรามัวหมองด้วยกิเลส มีความเป็นทวิลักษณ์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงทำกรรมต่างๆ เรารักผู้อื่นบ้าง เกลียดผู้อื่นบ้าง เราตัดสินคุณค่าของเขาอยู่ตลอดเวลา ตกเป็นทาสของกิเลสซึ่งเป็นพิษในใจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา และเย่อหยิ่ง กิเลสต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวขับเคลืื่อนให้เราประกอบอกุศลกรรมมากมาย

เมื่อทำกรรม เราก็ได้รับผลของกรรมนั้น ไม่มีกรรมใด ที่ไม่ก่อผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสัตว์โลกทั้งหลายล้วนเป็นผลของกรรมทั้งสิ้น การดำรงอยู่ของกรรมและผลของกรรมนี้เรียกว่า “สังสารวัฏ” ที่ทำให้เราตายแล้วเกิดไม่จบสิ้น

Six Ways to Meditate on Impermanence

ที่ระลึกจากการบรรยายในวันที่ 18 มกราคม 2553

หกวิธีในการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง

ในคัมภีร์เรื่อง มหาสมุทรแห่งพระวัจนะ (กาลุง เกียมโซ) พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชอธิบายเรื่องวิธีการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง สรุปได้ย่อๆ ดังนี้

1. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและจักรวาล

โลกอาจจะดูแข็ง ทนทาน แต่เปลี่ยนทุกๆวินาที เมื่อพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในแต่ละภัทรกัลป์ (กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้า) ได้เสด็จมาแล้ว จะเกิดไฟประลัยกัลป์ 7 ครั้ง ตามด้วยน้ำท่วมโลก เป็นเช่นนี้อยู่ 7 ครั้ง กัลป์ที่เราอาศัยอยู่นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว 8 พระองค์ จะยังคงมีพระพุทธเจ้าอีก 1,014 พระองค์ ที่จะเสด็จมาโปรดสัตว์ ดูเหมือนว่าโลกจะไม่สลายในปี 2012 เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งบอกเรา

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของโลกกับจักรวาล พินิจว่าตัวเราเป็นเพียงเถ้าธุลีที่น้อยนิด ไฉนเราถึงคิดว่าตัวตนของเรายิ่งใหญ่ ไฉนเราจึงยึดติดกับวัตถุภายนอกที่ล้วนแต่อยู่ในบ่วงของความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

2. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพชีวิต

ก่อนโลกสลาย สัตว์ต่างๆจะประสบกับหายนะครั้งสำคัญ 3 แบบ คือ โรคระบาด (จะมีโรคต่างๆเกิดขึ้น 400 กว่าโรค) ความอดหยาก 3 ครั้ง และการทำลายล้างในชั่วพริบตา

ความอดหยากครั้งที่ 1 มนุษย์จะไม่มีอาหารกิน สัตว์ต่างๆก็ถูกฆ่าเป็นอาหารไปจนหมด ต้องเอาเปลือกธัญพืิชต้มน้ำกิน เมื่อเปลือกธัญพืชหมด ต้องเอากระดูกบรรพบุรุษในสุสานมาต้มกิน เมื่อหมด มนุษย์ก็ต้องฆ่ากันเอง ในตอนนั้นไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องอีกต่อไป

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้แล้ว นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของสรรพชีวิต ตัวเราเองก็อยู่ในวงจรของความไม่เที่ยงนี้ นึกภาพเราและเพื่อนพ้องสัตว์โลกที่หิวโหย มีเพียงการปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญกับหายนะ เมื่อบรรลุธรรม เราก็อยู่นอกเหนือการเปลี่ยนแปลงของสังสารวัฏ

3. การภาวนาถึงการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ในมหาปรินิพพานสูตร คัมภีร์ฝ่ายพุทธเพิน กล่าวไว้ว่า แม้แต่พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ต่างก็ดับขันธุ์ (แสดงธรรมเรื่องความเป็นอนิจจัง) นับประสาอะไรกับเด็กทารก

ในสมัยหนึ่ง มีพระอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อเชียน เช็มโป ริมโปเช ศิษย์ของท่านบอกท่านว่า ขอตายแทนท่าน ท่านบอกว่า ครูไม่สามารถตายแทนศิษย์ได้ ศิษย์ก็ไม่สามารถตายแทนครูได้ ท่านไม่กลัวตาย เพราะกายเนื้อไม่เที่ยง แต่จิตภายในที่ปฏิบัติดีแล้วเป็นอมตะ

ในฝ่ายทิเบตเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมก่อน แล้วจึงเสด็จมาโปรดสัตว์ ตรัสรู้ธรรมให้เห็น ละสังขารให้เห็นเรื่องความเป็นอนิจจัง

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พระอาจารย์ทั้งหลายต่างดับขันธุ์ทั้งสิ้น ขอให้เราตระหนักถึงประเด็นนี้เพื่อไม่ยึดติดในสังสารวัฏ ไม่เศร้าเสียใจเมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้น

4. การภาวนาถึงการเกิดและตายของสัตว์โลก

ทุกๆวินาที มีการเกิด การตายเกิดขึ้น บุคคลที่ย่ิงใหญ่ในประวัติศาสตร์ต่างตายจากไป ชี้ให้เห็นกฎเรื่องความไม่เที่ยง ญาติพี่น้องของเราหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงต่างก็ตายจากไป ตัวเราเองก็ไม่ละเว้น เมื่อถึงเวลา เราก็ต้องตายจากไปเช่นนี้

นั่งสมาธิถึงบุคคลในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงที่ตายจากไป ตระหนักให้เข้าใจเรื่องความเป็นอนิจจังที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบ

5. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมชาติ

ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขา สายน้ำ ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งิสิ้น ในแต่ละฤดู นอกจากจะมีความแตกต่างเรื่องภูมิอากาศ ยังมีความแตกต่างเรื่องต้นไม้ใบหญ้า ผิวดิน จิตใจของผู้คน ให้นึกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของเรา แล้วตระหนักถึงความเป็นอนิจจัง

6. การภาวนาถึงความตาย

ไม่มีสิ่งใดอยู่เป็นนิรันดร์ สัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่ต้องเผชิญความตายด้วยกันทั้งนั้น การพินิจถึงความตายจึงเป็นประเด็นใหญ่ของการดำรงชีวิตอยู่และการเตือนตัวเองให้นึกถึงหลักเรื่องความเป็นอนิจจังอยู่ตลอด

Impermanence for Contemplative Education

บางคนตายขณะอยู่ในครรภ์ บางคนตายขณะที่กำลังเกิด
บางคนตายขณะกำลังคลาน บางคนตายขณะกำลังหัดเดิน
บางคนตายเมื่อแก่ชรา บางคนตายเมื่ออายุยังน้อย
บางคนตายในช่วงเจริญรุ่งเรืองของชีวิต บางคนตายเหมือนผลไม้สุกงอมร่วงหล่นลง
จะอย่างไรก็ตาม คนแล้วคนเล่าต่างก็ต้องจากไป
เตชุง ริมโปเช

ที่ระลึกจากการบรรยายเรื่องความเป็นอนิจจังที่ศูนย์จิตตปัญญา มหาวิทยาลัยมหิดล

18 มกราคม 2553

การบรรยายนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาโทด้านจิตตปัญญาซึ่งเป็นการศึกษาในรูปแบบใหม่เพื่อทำเข้าใจความจริงด้วยการภาวนาและตระหนักใคร่ครวญ

อนิจจังกับการปฏิบัติเงินโดร

ความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยงเป็นแก่นของหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นนิกายใด

ในพุทธทิเบต อนิจจังเป็นหนึ่งในสี่ประเด็นที่พุทธศาสนิกชนจะต้องใคร่ครวญก่อนจะศึกษาเรื่องอื่น อีกสามประเด็นได้แก่ ร่างมนุษย์อันประเสริฐ (มิลูริมโปเช) กฎแห่งกรรม และความทุกข์

ในการพิจารณาให้ตกผลึก ผู้ปฏิบัติจะนั่งสมาธิ ประเด็นละ 7 วัน เมื่อเข้าใจแต่ละประเด็นอย่างถ่องแท้ แล้วจึงปฏิบัติอีก 5 อย่าง ได้แก่ การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ การสวดยึดพระรัตนตรัย การสวดบ่มเพาะโพธิจิต การสวดถวายมัณฑลา และการสวดสลายบาปกรรม อย่างละ 100,000 ครั้ง

การพิจารณา 4 หัวข้อ และการปฏิบัติพิเศษอีก 5 อย่างนี้รวมเรียกว่า เงินโดร ซึ่งเป็นการปฏิบัติเบื้องต้น มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนจิตใจของผู้ฝึกปฏิบัติให้มีความอ่อนน้อม มีศรัทธาอย่างไม่สั่นคลอนในพระรัตนตรัย มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย และไม่ให้มีความยึดติดในสังสารวัฏ

เงินโดรยังเป็นการสั่งสมบุญบารมีก่อนการนั่งสมาธิชั้นสูง แม้ว่าจะเรียกว่า เบื้องต้น เงินโดรเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม หากไม่ทำเงินโดร ก็เปรียบเสมือนเราส่องกระจกที่ไม่ได้รับการเช็ดถูให้ใสกระจ่าง

On Contemplative Research

บ่ายนี้ได้รับเชิญร่วมประชุมที่โรงแรมรามา การ์เดน ไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ 3 เรื่องซึ่งเป็น “การวิจัย” หรือเรียกอีกอย่างที่เหมาะกว่าว่า “การเรียนรู้” ในเชิงจิตตปัญญาศึกษา

คำว่า “จิตตปัญญา” เป็นคำที่เพราะและมีความหมายดีมาก ปัญญาที่เกี่ยวกับจิต คือปัญญาที่มาจากภายใน การศึกษาที่ผ่่านมา รวมทั้งการเรียนการสอนที่เข้ามาในชีวิตของดิฉันและคนไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาจากภายนอก เราเรียนเพราะเราอยากเก่ง เพราะอยากได้งานดีๆ อยากให้มีผู้นับหน้าถือตาในสังคม เราไม่ได้เรียนเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น อาจจะมีบางอาชีพที่เราเรียนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เช่น อาชีพแพทย์พยาบาล แต่เมื่อเรียนจบ ทำงานกับคนไข้จริงๆ หลายครั้ง เราลืมอุดมคตินั้น เงินกลายเป็นเป้าหมายสูงสุด เราลืมที่จะให้ความรักแก่คนไข้ เราตรวจรักษา จ่ายยา แต่ไม่เคยอนุญาตให้คนไข้เข้ามาอยู่ในพื้นที่หัวใจของเรา เรามุ่งเน้นรักษากายแต่ไม่รักษาใจ และเราไม่เปิดให้กระบวนการรักษาเป็นการเยียวยาจิตใจเราเอง

บทความที่ดิฉันได้อ่านเป็นงานวิจัยของคุณครู 3 คนซึ่งมีหัวข้อร่วมคือการสอนโดยมุ่งเน้นภาวะภายในของผู้เรียน บทความแรกเป็นรายงานการนำกิจกรรมจิตตปัญญาไปสอดแทรกในชั้นเรียนด้วยการเตรียมความพร้อมทางจิตใจให้แก่นักเรียน การเตรียมความพร้อมก็ทำได้โดยการให้นักเรียนแบ่งกลุ่มย่อย แก้ปัญหาร่วมกัน การต่อเรื่องเล่า และการยืนเป็นสามเหลี่ยมเคลื่อนที่ ผู้วิจัยพบว่ากิจกรรมเหล่านี้ทำให้นักเรียนตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่โดยลำพัง แต่ต้องพึ่งพาคนอื่น นักเรียนได้เรียนว่าเมื่อทำงานกลุ่ม พวกเขามีความจำเป็นจะต้องฟังกันและกันอย่างไม่ตัดสินกัน กิจกรรมทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น มีการพัฒนาภาวะทางจิตใจควบคู่ไปกับการพัฒนาสติปัญญาและความคิด แต่สิ่งหนึ่งผู้วิจัยไม่ได้พูดถึงคือการเปลี่ยนแปลงของผู้วิจัยเองในกระบวนการการเรียนรู้นี้ อารมณ์ความรู้สึกของเด็กเป็นอย่างไรเมื่อนำกิจกรรมแบบนี้มาใช้อยู่เสมอ เด็กมีความรักความกรุณาเพิ่มพูนในหัวใจมากขึ้นหรือเปล่า เพียงการมีสมาธิมากขึ้นและการยอมรักกันและกันเมื่ออยู่ในกลุ่มไม่เพียงพอที่จะทำให้เราบ่มเพาะจิตตปัญญาที่สมบูรณ์

บทความที่สองเกี่ยวกับการนำวรรณคดีมาใช้ในการเรียนรู้แบบจิตติปัญญา บทความนี้เร่ิมด้วยข้อความว่า “วัยรุ่นเป็นวัยที่พลุ่งพล่านไปตามอารมณ์ หากเปี่ยมไปด้วยพลังความคิดในทางสร้างสรรค์ วรรณคดีเป็นบทเรียนสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงความประณีตในการเปลี่ยนแปลงรสของอารมณ์ต่างๆ ให้กลายเป็นลีลาทางภาษาที่มีความงดงาม” แนวความคิดที่จะนำวรรณคดีมาเสริมพลังทางบวกเป็นสิ่งที่ดีงาม เมื่ออ่านงานนี้ ดิฉันย้อนไปนึกไปในวัยเด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่มีวิชาหนึ่งที่ชอบคือวรรณคดี เด็กวัยรุ่นเต็มไปด้วยจินตนาการ เมื่อเราให้วรรณคดีมาเป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงจินตนาการอย่างเต็มที่ พวกเขาก็จะเติบโตและรักการเรียนรู้ วรรณคดีจะไม่ใช่วิชาหนึ่งที่ต้องเรียน ต้องสอบ แต่จะเป็นสิ่งหล่อหลอมจิตใจ เป็นแรงบันดาลใจ ในทุกๆเวลาของชีวิต

ในบทความผู้วิจัยได้สอดแทรกงานเขียนของเด็กๆซึ่งถ่ายทอดหัวใจของพวกเขาออกมาในรูปความเรียง งานเขียนเหล่านี้ทรงพลังและเป็นส่ิงที่สอนเราให้เข้าใจจิตใจของเด็กๆ อยากเห็นบทความในแนวจิตตปัญญาที่สะท้อนจิตใจใสๆข้างในเหมือนงานเขียนของเด็กและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นตัวดำเนินเรื่อง

บทความบทสุดท้ายเกี่ยวกับประสบการณ์การไปสอนพระภิกษุและแม่ชีไทยใหญ่ ผู้เขียนตั้งชื่อว่า “โรงเรียนพ่อแม่ในต่างแดน” อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ และไม่รู้ว่าต่างแดนคือที่ใด รู้แต่ว่า มีเกี่ยวโยงกับพม่าและไทยใหญ่ แต่บทความนี้กลับเป็นบทความที่น่าประทับใจเพราะผู้เขียนไม่เพียงบันทึกประสบการณ์การไปเรียนรู้ แต่บันทึกอารมณ์ความรู้สึกของทั้งตัวเองและผู้เรียนเข้าไป ในตอนต้น เธอเล่าถึงความรู้สึกกังวลใจที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า การปรับตัวให้เข้ากับชาวไทยใหญ่ แต่เมื่อวันแรกผ่านไป เธอกลับพบว่าสิ่งแวดล้อมภายนอกไม่ใช่อุปสรรคเมื่อเธอเปิดหัวใจให้แก่ผู้เรียน เธอให้นักบวชเหล่านี้เล่าว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ในสมณเพศ นั่นเป็นจุดที่ทำให้พวกเขาเปิดใจต่อครู ด้วยการพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก ความรู้สึกผิดที่เคยทรมานสัตว์ ความละอายแก่ใจที่เคยดุว่าพ่อแม่ ปัญหาที่มีในครอบครัว สภาพสังคมไทยใหญ่กับความกดดันทางการเมือง หลายคนอยู่กับความกลัว ไม่มีความสุขในสภาวะนักบวชแต่ก็ไม่กล้าสึก เมื่อการเรียนการสอนครบตามกำหนด คุณครูผู้นี้เดินทางกลับไปพร้อมกับหัวใจของนักบวชเหล่านี้ แม่ชีบางคนร่ำไหเมื่อต้องลาจากไป

การเดินทางเพื่อเปลี่ยนทิศทางการศึกษาให้ไม่เน้นคนเก่ง แต่ให้เน้นคนดีมีคุณธรรม คนที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการเดินทางที่ยาวไกล ตราบเท่าที่เรายังเปลี่ยนค่านิยมของพ่อแม่ ของคนในสังคม ให้หันมาเห็นคุณธรรมว่าสำคัญมากกว่าเงินตราหรือชีือเสียงเกียรติยศ ดิฉันหวังว่าผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษา ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะได้สนใจการศึกษาในแนวจิตตปัญญาให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมิติการใคร่ครวญและการเรียนรู้จากข้างใน ที่ไม่ใช่การวิพากษ์ตามแนวตะวันตกและการเรียนรู้เพียงเพื่อพิชิต เพื่อเอาชนะ เพื่อแข่งขัน เพื่อแสดงความเก่ง ซึ่งจะมีแต่ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวมากขึ้น

แต่การศึกษาจิตตปัญญาที่แท้คือการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเนื้อหาเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

Why Need Love & Compassion

Tomorrow will be my big day, as I will give a talk at Rajburi hospital. The audience is a group of nurses. The homework I get is to share my knowledge and insights on Tibetan way of cultivating loving kindness. The more I think about this topic, the more I’m convinced it’s the key to everything and so-called “happiness.”

The problem we face today is we just don’t love each other enough. We can’t just extend our love outside our circle. When true love is cultivated in our heart, we won’t treat others differently from us. Then compassion will automatically arise. The main thing is how to change our attitude towards others – how we can realize there is no true self and other. We and others are actually one and the same, as we both want happiness and we want to be away from suffering. Loving kindness and compassion are already there in our awakened mind. They are not created or added.

บางส่วนจากสไลด์สำหรับการบรรยายเรื่อง “เมตตาภาวนาในวิถีพุทธทิเบต” ที่โรงพยาบาลราชบุรี วันที่ 20 ตุลาคม 2552

เมตตา

ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุขด้วยความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข
ความรักแบบไม่เห็นแก่ตัว – ไม่เพียงเพื่อตัวเราและครอบครัวเท่านั้น
ความรักแบบนี้มีอยู่แล้วในตัวเรา แต่เราหลงลืมไป
ต้องบ่มเพาะผ่านการภาวนา ระลึกถึง ฝึกปฏิบัติ

ทำไมถึงต้องเมตตา

เพราะทุกชีวิตมีความปรารถนาเดียวกัน เราล้วนต้องการความสุข
เรากับผู้อื่นจึงไม่ต่างจากกัน
ถ้าเรารักแต่ตัวเราหรือคนในครอบครัวของเรา ไม่สามารถรักผู้อื่นได้ ความสุขของเราก็ถูกจำกัดขอบเขต เรามีเพื่อนน้อยลง เราได้รับความรักตอบน้อยลงไปด้วย

กรุณา

ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
ทุกชีวิตล้วนเคยมีความสัมพันธ์กับเรา ในฝ่ายทิเบตกล่าวว่า ทุกชีวิตล้วนเคยเกิดเป็นแม่ของเรามาก่อน (สำนวน “มาเซ็มแจน”) เราจึงต้องรักและกตัญญูต่อพวกเขา
เมื่อเราเห็นสัตว์โลกที่เคยเป็นแม่มีทุกข์ เราไม่สามารถอยู่เฉยๆได้

ประเด็นสำคัญ

เมตตากรุณามีอยู่แล้วในใจเรา ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
ยิ่งมีมากเท่าไร จิตของเราก็ใกล้กับจิตของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
เพราะยึดติดในตัวตนทำให้เราเห็นคนอื่นเป็น “ผู้อื่น”การเห็นผู้อื่นแตกต่างจากเราเป็นชนวนไปสู่ “ความเกลียด”

เปลี่ยนมุมมองใหม่ “อย่าขอเพียงความสุขของข้าพเจ้า แต่ขอให้ทุกชีวิตมีความสุข อย่าขอเพียงให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์ แต่ขอให้ทุกชีวิตพ้นทุกข์”

Radio Interview on Tibetan Buddhism

รับฟังคลื่นความคิด 96.5 รายการมองชีวิต มีชีวา ตอนการปฏิบัติธรรมแบบทิเบต การสนทนาระหว่างคุณกนกวรรณ กนกวนาวงศ์ และดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2552 ได้ในเว็บไซต์ต่อไปนี้

http://radio.mcot.net/fm965/programView.php?cliptype=35#

A Day with Leprosy Patients

30 เมษายน 2552

a

ดิฉันได้รับเชิญจากอ. เบญจมาภรณ์​ สถาบันราชประชาสมาศัยให้ไปบรรยายเกี่ยวกับจิตวิญญาณแบบทิเบตให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน

ดิฉันรับคำเชิญด้วยใจเปี่ยมสุข แม้จะไม่ได้เรียนหมอหรือพยาบาลมา แต่ดิฉันรู้ว่าอาชีพเหล่านี้มีคุณค่าเพียงไร หากจะมีอะไรที่ดิฉันจะทำได้เพื่อให้ผู้ดูแลและให้การบำบัดรักษาผู้ป่วย ดิฉันก็ยินดีจะทำ

ข้อคิดจากครู

ดิฉันนึกถึงคำพูดของพระอาจารย์เมื่อคราวท่านไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “ไม่มีสถานที่ใดที่มีความหมายอย่างแท้จริงในโลกนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นภาพมายา เป็นสิ่งที่ไม่จีรัง แต่หากจะมี ก็คือสถานที่ที่ผู้สร้างและผู้ทำงานอยู่ในนั้นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น โรงพยาบาลคือสถานที่เช่นนั้น แพทย์ พยาบาล คือพระโพธิสัตว์”

สถาบันราชประชาสมาศัย

สถาบันราชประชาสมาศัยเป็นสถาบันที่ให้การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน โรคที่สังคมรังเกียจ ผู้ป่วยที่เป็นโรคก็มักรู้สึกว่าตัวเองมีตราบาป แม้ว่าจะรักษาหายแล้ว พวกเขาก็ไม่อยากกลับบ้านเพราะคนในชุมชนไม่ให้การต้อนรับ

ผู้ป่วยโรคเรื้อน

ที่สถาบัน พวกเขาอยู่กันเหมือนพี่น้อง แม้ว่าบางคนจะนั่งหน้าเศร้า จิตตกเพราะถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่เราก็เห็นแววตาแจ่มใส และสีหน้าเบิกบานของคนไข้หลายคน บางคนร้องเพลงเสียงหวานให้ฟัง ในยามนั้น ดูเหมือนว่าผู้ป่วย โรคภัยไข้เจ็บ อคติในสังคมไม่มีอยู่ มีเพียงผู้ร้องเพลงกับผู้ฟังที่ไม่เคยรู้จักกัน และพยาบาลที่คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

ืืnurse

การบรรยายของดิฉันสองชั่วโมงหลังจากนั้นผ่านไปด้วยดี เมื่อบรรยายเสร็จ มูลนิธิมอบหนังสือแทบธุลีดินและแสงจันทร์เหนือยอดสนให้สถาบัน เนื่องจากดิฉันต้องรีบเดินทางไปสิงคโปร์ คณะผู้จัดจึงช่วยดูแลสินค้าของมูลนิธิให้ เรานำสินค้าทิเบตไปเพื่อให้เจ้าหน้าที่จากสถาบันได้มีโอกาสทำบุญกับมูลนิธิ และผู้มีจิตศรัทธาจากสถาบันก็ได้ร่วมกันทำบุญสร้างศาลาวสุตาราเป็นจำนวน 1,860 บาท

give pict to nurse

วันศุกร์ที่ผ่านมา อ. เบญจมาภรณ์ได้นำรายได้จากการจำหน่ายสินค้า 7800 บาทมามอบให้ มูลนิธิจะได้นำรายได้ส่วนนี้ไปสมทบกองทุนสมาธิภาวนาและบำรุงรักษาศูนย์ขทิรวัน ในการนี้ มูลนิธิได้มอบภาพถ่ายจากหิมาลัย 2 ภาพให้แก่สถาบันเพื่อไปติดที่วอร์ดของคนไข้ ภาพเหล่านี้โดยความอนุเคราะห์ของคุณวานซลี เต็ง (Vance Lee Teng) กัลยาณมิตรและอาสาสมัครของมูลนิธิ เราหวังว่าภาพถ่ายจะทำให้คนไข้มีจิตใจเบิกบานร่าเริงขึ้น ให้พวกเขาปล่อยวางจากความคิดและความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจพวกเขา