Skip to content

Posts from the ‘Others’ Category

On Shambhala

ช่วงนี้คำว่า “ชัมบาลา” คงจะคุ้นหูพวกเรากัน คำนิยามที่เรามักได้ยินกันคือ ชัมบาลาเป็นดินแดนแห่งสันติสุขและความปรองดอง ในคัมภีร์พุทธยังได้พูดถึงชัมบาลาว่าเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต่อมาความหมายนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของวิถีแห่งจิตวิญญาณสายหนึ่งของพุทธทิเบต บางคนตีความชัมบาลาเพียงว่าคือสวรรค์ บางคนบอกว่าสวรรค์นี้มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์และอยู่ในทิเบต เช่น อยู่ที่ภูเขาไกรลาศซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ

อย่างไรก็ตาม คุรุหลายท่านบอกว่า ชัมบาลาไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ เราจะเข้าถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ต้องมีจิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส สวรรค์ในที่นี้จึงเป็นเหมือนสภาวะนิพพานอันผ่องแผ้ว

ในคัมภีร์พุทธเพินเรียกสวรรค์นี้ว่า “โอลโม ลุงริง” ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในท้องฟ้าเหนือภูเขาไกรลาศ ทะเลสาบมนัสโรวาร์ และภูเขาเปอเงเต็น (ภูเขากำยานหอม) เป็นดินแดนที่เราไปไม่ถึงจนกว่าเราจะบรรลุธรรม ที่สวรรค์แห่งนี้ยังเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่า “เติมปา เชนรับ”

ในคัมภีร์พุทธอื่นๆเรียกสวรรค์นี้ว่า “ชัมบาลา” ซึ่งเชื่อว่าอยู่ทางทิศเหนือ (ซึ่งในที่นี้หมายถึงทิศเหนือของอินเดีย) ไม่ว่าจะเรียกชื่อใด ดินแดนแห่งนี้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับนิรมาณกายของพระพุทธเจ้าและเป็นเป้าหมายหนึ่งของการบรรลุพุทธภูมิ

ส่วนประเด็นว่าชัมบาลาอยู่ส่วนใดของทิเบต ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป หลายปีก่อนรัฐบาลท้องถิ่นยูนนานได้เสนอให้เมืองเกียลทัง (จงเตี้ยน) ทางเหนือของยูนนาน ทางใต้ของทิเบตในแคว้นคาม เป็นชัมบาลา โดยตั้งชื่อใหม่ว่า “เชียงกรีลา” ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เดี๋ยวนี้ผู้คนไปเที่ยวเมืองนี้กันมาก ชื่อจงเตี้ยนค่อยๆเลือนหายไป พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของชัมบาลาทางเหนือของยูนนาน

สำหรับหนังเรื่องชัมบาลานอกจากเสนอว่าชัมบาลาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทิเบต บริเวณภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในแคว้นอัมโด (คนละด้านกับยูนนาน) ชัมบาลายังหมายถึงสวรรค์ในใจของตัวละคร แม้ซันนี่จะได้ไปถึงชัมบาลาในโลกจริงๆ แต่เขากลับเข้าไม่ถึงสันติสุขในจิตใจ ส่วนอนันดาเดินทางไปถึงชัมบาลาแต่ยังไม่ถึงชัมบาลาที่แท้จนกว่าจะเข้าถึงเป้าหมายแห่งการปฏิบัติธรรม

ภาพประกอบ : การเดินทางค้นหาชัมบาลาในจิตใจของเรา

Prostration Manual

ฉบับ hard copy ขอรับได้ที่งานเยิรไกรลาศ วันเสาร์ที่ 26 นี้ค่ะ

Prince Kongse and Thought on Our Stupa Work

A Gift for the Future …

ในสมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าเติมปา เชรับ
มีเจ้าชายจากราชนิกูลจีนพระองค์หนึ่งพระนามว่า
กงเซ ทรูลกิ เกียลโป ท่านต่างจากเชื้อพระวงศ์
พระองค์อื่น เพราะทรงเป็นนิรมาณกายของพระ
กรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ทรงดำริว่า
ทรงร่ำรวยในชาตินี้ไม่ต้องมีความกังวลใดๆ
เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ แต่ท่านไม่ปรารถนาที่จะดำรง
ชีวิตอยู่ แก่และตายจากไปเท่านั้น ปรารถนา
จะทำงานกุศลอันยิ่งใหญ่ จึงทรงสร้างพระสถูป
ที่พิเศษมากองค์หนึ่งอยู่ใจกลางเกาะ
พระนามของพระสถูปนี้คือ เซคัง กานัก ตาเซ
ซึ่งเป็นพระสถูปต้าชี่ โกมัง (สถูปหลายประตู)
ประเภทหนึ่ง ทรงปรารถนาให้พระสถูปเป็น
ของขวัญสำหรับผู้คนรุ่นหลัง

พระองค์ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าปีศาจ
ในการสร้างพระสถูปนี้ แต่ปีศาจได้ตั้งเงื่อนไขว่า
พระองค์จะต้องไม่ให้มนุษย์คนใดมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการสร้างและไม่ต้องการให้พระองค์บอกข่าวนี้
แก่ใคร ทรงรับเงื่อนไขดังกล่าว และประสบความ
สำเร็จเป็นอย่างมากจนพระสถูปใกล้สำเร็จ

เนื่องจากทรงหายไปจากพระราชวังเป็นเวลานาน
ก็ทำให้มีทั้งผู้เป็นห่วงและผู้สงสัย ทรงตัดสินใจ
บอกข่าวแก่พระมารดาพระองค์เดียวเื่พื่อให้ท่าน
ไม่เป็นห่วง เวลาผ่านไป ทุกคนเป็นห่วงพระองค์
ยกเว้นพระมารดา ทำให้พระชายาเกิดความสงสัย
พระชายาของเจ้าชายกงเซได้ถามพระมารดาของ
พระองค์ว่า ทรงไปอยู่ที่ไหน และทรงทำอะไรอยู่
พระนางขู่ว่าถ้าไม่บอก นางจะฆ่าตัวจาย
ด้วยเหตุนี้ พระมารดาจึงจำต้องบอกความลับ
เมื่อทราบว่า เจ้าชายกำลังสร้างพระสถูป นางก็เกิด
ความริษยาและกริ้วที่พระองค์ต้องการจะสั่งสมบุญ
บารมีเพียงลำพัง นางจึงตัดสินใจเดินทางไปที่
สถานที่สร้างพระสถูป

เมื่อใกล้ถึง พระนางเห็นพระสถูปอันวิจิตรที่กำลัง
สร้างใกล้เสร็จ เมื่อเหล่าปีศาจเห็นพระนาง ก็เกิด
ความโกรธ พวกเขาประณามเจ้าชายว่าเป็นคน
หลอกลวง แล้วจากพระองค์ไป ไม่เพียงแต่
พวกเขาจากพระองค์และเลิกสร้างพระสถูปให้
แต่พวกเขายังพยายามจะทำลายสิ่งที่พวกเขา
สร้างโดยขุดดินที่ฐานพระสถูป เจ้าชายตกอยู่
ในความโศกเศร้า และผิดหวังอย่างที่สุด
ทรงไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ทรงคุกเข่า
ลงบนพื้น ยกมือทั้งสองเหนือพระเศียร ทรงมอง
ท้องฟ้าด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความอาดูร
ทรงตะโกนถาม มีผู้ใดที่ได้เห็นความโศกเศร้า
ของเรา มีผู้ใดได้ยินเสียงแห่งความรันทดของเรา

ขณะนั้น นัมปา เกียลวา พระพุทธเจ้าผู้ปราบมารและ
พลังบ่อนทำลายทั้งหลาย เสด็จมาพร้อมกับเหล่าบริวาร
ทรงได้ยินเสียงร้องของพระองค์ จึงทรงปกป้องไม่ให้
ปีศาจทำลายพระสถูป ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
เจ้าชายกงเซจึงสร้างพระสถูปได้สำเร็จ
เจ้าชายกงเซสามารถสร้างได้แม้ว่าคนงานและ
ผู้สนับสนุนพระองค์ได้จากพระองค์ไปในวินาที
สุดท้ายและพยายามจะทำลายสิ่งที่พวกเขาได้สร้าง

………………………………………..
ท่านญีมา ทรักปะ ริมโปเชเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง
เพื่อให้กำลังใจในการสร้างพระศานติตารามหาสถูป
ไม่ว่าเราจะเผชิญอุปสรรคอะไรก็ตาม
ริมโปเชบอกว่าเราควรบอกตัวเองว่า
ข้าพเจ้าพร้อมที่จะฝ่าฝันอุปสรรคใดๆก็ตาม
ข้าพเจ้ามีอนาคตและมีบุญในการทำงานนี้
ด้วยปณิธานอันบริสุทธิ์ …
ข้าพเจ้าจะนำสันติภาพมาสู่ประเทศไทยและสู่โลก

ริมโปเชเน้นว่าเราต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้ากำลัง
เฝ้ามองเราอยู่ ถ้าเราไม่เชื่อว่าพระองค์ดำรงอยู่
สิ่งที่เราสร้างก็เป็นเพียงกองอิฐเท่านั้น …

ใช้เวลาที่เรามีอยู่นี้ให้ดีที่สุด รักผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พลังแห่งความกรุณาจะเยียวยาจิตใจของเรา รักษาเราให้รอด รักษาโลกของเราให้รอดเพราะพลังแห่งความรักเป็นพลังบวก หากพวกเราแผ่ความรักออกมาให้ได้มาก คิดบวกอยู่ตลอดเวลา จักรวาลจะได้รับการเยียวยา อย่าลืมว่าธรรมชาติที่เสียสมดุลย์เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว เพราะมนุษย์รักแต่ตัวเองและไม่เพียงแต่รักตัวเองแต่ยังทำร้ายผู้อื่น เอาประโยชน์จากผู้อืนในทุกรูปแบบ ในคัมภีร์ทิเบตไม่ได้พูดว่าโลกจะแตกปีใหม่นี้ แต่พูดว่าเราอยู่ในกลียุค เป็นยุคแห่งความมืดมนที่ผู้คนไม่อยากปฏิบัติธรรม เมื่อเราเข้าใจว่ายุคนี้เป็นอย่างไรและเราควรจะดำรงชีวิตอย่างไร กลียุคก็เป็นเวลาแห่งความสุขได้ค่ะ

Kongbo Pilgrimage on Air

เทปออกอากาศเรื่องจริงผ่านจอ  วันที่ 1 กันยายน 2554
http://www.thairealtv.com/main/index.php/2009-02-16-06-59-41/905-2011-08-31-03-42-41

 

 

Rainbows at Kundrol Ling

This past full moon day (Asarnha Puja Day, 15 July 2011) the Foundation organized a meditation retreat to cultivate love and compassion at Kundrol Ling or our Sanskrit name Khadiravana Center. The event gave us a chance to make aspiration to do good deeds during the Buddhist Lent. The Foundation is grateful to all the donors, volunteers and staff who made this event possible. After the participants left on the first day of Buddhist Lent (16 July),  a rainbow appeared at the Stupa site. Another one appeared again early morning the next day (17 July). They are like miracles and the little rain that fell was truly a shower of blessings.

เรื่องราวและรูปจำนวนมากดูได้ใน

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.192845084103733.62282.100001347273588&type=1

 

 

The beauty of double rainbows near the Mantra Stupa.

Sharing opinions on Buddhist Lent aspiration

Session at Dewa Pavillion – Getting to know Vajrayana Buddhism

Khru Ord  (Wunwipa) from Jivitsikkha as a speaker and assistant

Evening prayers at Vasutara Pavillion

Circumambulate the Stupa site

Practising mandala mudra

Planting “Matoom” as a souvenir

Journey of the Mind at Mt. Bonri (1)

I pay homage to Mother Chamma and all the enlightened ones…

On 7 June 2011 Yonten and I left Bangkok for Chengdu. Superficially, the trip looked like other trips we have taken over the past ten years the period of which we traveled together to do linguistic fieldwork, receive transmission from our teachers, pay homage to sacred sites, and visit foundation projects, friends and relatives. But this time it’s different, as we are heading to a holy mountain of which we know very little and I’m supposed to do prostrations there.

It has been my aspiration to visit a site blessed by Buddha Tonpa Shenrab, and to pay respect to the Kongbo Tonpa image built and consecrated by my root teacher Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche. In addition, my other Bonpo Dzogchen teacher Latri Khenpo Geshe Nyima Dakpa Rinpoche asked me to do pilgrimage at Mt. Bonri, upon hearing my plan to write a book on pilgrimage. But most of all, I wanted to make great merit while building the Tara Great Stupa for Peace and Harmony (Yungdrung Kolek Choten) back home in Thailand.

On 7 June Yonten and I were late boarding the plane. It was a hectic morning in Bangkok and busy day in Chengdu. That evening we managed to visit Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche at his resident. Rinpoche rejoiced in my aspiration to prostrate around Mt. Bonri.

Mt. Bonri is associated with Buddha Tonpa Shenrab. It is the most important site in Tibet he visited more than a ten thousand years ago to collect his seven horses back from the Mara – Demon Chabpa (Khyabpa) Lagring. Going there is to remember his noble deed in transforming the Mara’s mind into compassionate mind like that of Buddha.

On 8 June we were joined by Namdrol, Yonten’s long time friend from Tokden Monastery in Amdo and two Thai friends from Saradee who came to film my prostrations.

We prostrated at Jokhang Temple and visited many holy sites in Lhasa. One of them is Nyethang Tara Temple, the starting point of my pilgrimage in 2007. I received a red silk, which used to cover the image of Speaking Tara, from the temple. In Lhasa we were fortunate to meet a Bonpo expert Geshe Drachung (Dbra khyung) Kesang Norbu, who just returned from Kongbo. He has been doing research on the mountain and has written a map and a book as a passport to the holy mountain.

Having met Geshe Kesang Norbu and heard stories of Mt. Bonri, we were confident in traveling there. Unlike my previous prostrating pilgrimage between Nyethang and Samye, Yonten was relaxed and prepared little for this trip. He said it was my second time, so he had no worries. Geshe Kesang Norbu took us to see Shensay Rinpoche, a master and prince from the lineage of Buddha Tonpa Shenrab. He kindly blessed my pilgrimage and the Stupa project. He also gave me and Yonten a short transmission of Sridpe Gyalmo practice.

“There is no other merit than building a great stupa. I congratulate you in doing this wonderful work. There will be obstacles but with determination and unfailing faith, the project will be a success,” Shensay Rinpoche, Lhasa.

On 10 June we left Lhasa for Pa-I, a once military basis that has bloomed into a bustling city in Nyingtri Prefecture. It took 7 hours to get there. The next day we visited a juniper tree which according to scientific research is supposed to be the tallest one in the world. It is called “King of Cypress,” aged 2800 years. For Bonpo practitioners, this tree is associated with the deity Taklha.

We continued our journey to Kongbo, or another name Nyingtri, where Mt. Bonri is situated. We first interviewed the head monk of Kushug Monastery. The name of this monastery is given after the kushug, sacred juniper tree believed to be planted by Buddha Tonpa Shenrab. The tree is protected by a wall with a tiny door. In general, it is not open for pilgrims, so we cannot tell from outside how large the trunk is and how old it is. But the guardian monk opened this door for me at the end of my journey. So I could prostrate around the tree as well as dedicate the merit of my pilgrimage there, making the end point exactly at the same spot I began.

After talking to the monk, we went to Nyingtri to see an Amdo family who opened a hotel for pilgrims in town. It turned out that the son of the family Dondrup would join us as our pilgrimage assistant. His willingness to help at the instant he knew that I would do prostrations around the mountain is adorable. After having a Chinese lunch at a local restaurant, we went back to Kushug Monastery. I would do my first prostrations at the Kushug. The route of my prostrating circuit was advised by Latri Nyima Dakpa Rinpoche, who told me to be satisfied with the limited period of time I have. It was the most blessed spot to start my prostrations. And indeed it is the blessed spot. As soon as I started reciting a Chamma mandala text, a rainbow halo appeared around the sun and at one point stayed above the sacred juniper. A child cried out: “Rainbow”. I made several mandala offerings with heart filled with joy.

Pilgrimage story to continue…


Pilgrimage at Mt. Bonri

When we understand the meaning of life, when our mind is full of faith and trust in the Triple Gems, we want to make best use of this body for the benefits of ourselves and others. This June (Tibetan Saka Dawa) a story of mind’s transformation originates at this sacred mountain – Kongbo Bonri.

เมื่อเข้าใจความหมายของชีวิต เมื่อจิตเปี่ยมไปด้วยศรัทธา กายนี้ก็ขอใช้เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดทั้งของตนเองและผู้อื่น ในเดือนมิถุนายน (วิสาขบูชาทิเบต) เรื่องราวการเดินทางแห่งจิตใจได้เริ่มต้นขึ้นที่ภูเขาลูกนี้…กงโบ้ เพินรี

I pay homage to Buddha Tonpa Shenrab and all the enlightened ones.

Link for pictures from the pilgrimage:

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.184037818317793.60532.100001347273588

Pilgrimage and Faith

ศรัทธานำพาชีวิต Pilgrimage that is drawn by faith (May 2007)

Close

ལུས་གུས་པའི་སྒོ་ནས་ཕྱག་འཚལ་ལོ།། སེམས་དངས་བའི་སྒོ་ནས་ཡིད་ཀྱིས་སྐྱབས་སུ་མཆི།

With body I prostrate to the Triple Gems; with steady mind I take refuge in them.

 

Tibetan Medicine and Nature

Excerpt from an interview with Dr. Tsedor Nyarongsha on the relationship between Tibetan medicine and nature.


Tibetan medicine has been transmitted for more than 2000 years. Before 1950 the Tibetans knew very little about the outside world. Their way of life and healing were tied with nature. The medicine they use is home remedy made of herbs which grow naturally on the Tibetan plateau. Not only that these medicinal herbs are natural but the way they are picked also reflect the care for nature.

ทำไมถึงกล่าวว่าการแพทย์ทิเบตสัมพันธ์กับธรรมชาติ

1. การแพทย์ทิเบตเป็นองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดมามากกว่าสองพันปี ก่อนปี 1950 ชาวทิเบตใช้ชีวิตรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกภายนอกน้อยมาก พวกเขาผูกพันกับธรรมชาติและใช้ธรรมชาติในการบำบัดรักษา
2. ยาปัจจุบันแม้แต่ยาจีนรักษาเฉพาะที่ ยาทิเบตเป็นยาที่เน้นสมุนไพร ซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว โยงกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ มีแต่สรรพคุณ ไม่มีโทษ แต่ยาปัจจุบันใช้สารเคมีซึ่งทำให้ร่างกายมีปัญหา
3. ต้นกำเนิดของสมุนไพรเหล่านั้นเป็นที่บริสุทธิ์ ภูเขาสูง มีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด จึงไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ
4. ในขณะเก็บสมุนไพร ชาวทิเบตจะระมัดระวังมาก ไม่ขุดอย่างถอนรากถอนโคลน เอาแต่ตัวยาจริงๆ จึงเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปในตัว เช่น สมุนไพรบางอย่างเมื่อเก็บมาแล้วต้องตากในที่ร่ม เพราะอานุภาพจากแสงอาทิตย์จะเปลี่ยนสรรพคุณของยา
5. ในการตรวจรักษาคนไข้ หมอต้องดูด้วยว่าคนไข้เป็นแบบใด ธาตุของเขาเป็นอะไร การดูธาตุก็เป็นความสัมพันธ์กับธรรมชาติเหมือนกัน การแพทย์ตะวันตกปฏิบัติต่อคนไข้ทุกคนเหมือนกันหมด แต่การแพทย์ทิเบตให้ความสำคัญต่อคนไข้แต่ละคน เช่น คนไข้มะเร็งคนหนึ่งปวดศรีษะ ไม่สามารถให้ยาแก้ปวดได้มาก เพราะต้องระวังว่าจะทำให้ร่างกายมีลมมากเกินไป