Guru Yoga Prayer

 

Tapihrisa

ในจำนวนบทสวดมนต์ทั้งหลาย สำหรับผู้ฝึกฝนในวิถีซกเช็น คงไม่มีบทใดยิ่งใหญ่กว่าบทที่ประสานจิตของศิษย์ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของพระปฐมอาจารย์ ผู้เปิดใจศิษย์ให้เห็นสนิมที่กัดกร่อนใจและในขณะเดียวกันทำให้ศิษย์เห็นความไพศาล สงบเย็น และมหาสันติของจิตเดิมแท้ที่ดำรงอยู่ไม่ว่าศิษย์จะเป็นเช่นใด ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงไร บทนี้ทำให้ศิษย์ไม่เคยพรากจากครู ทำให้สายสัมพันธุ์ดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะและผ่องแผ้วด้วยไร้อัตตาตัวตนที่เป็นเงื่อนไขที่จำกัดความงดงามของความสัมพันธ์ุทั้งหลาย

…..

บทขอพรจากคุรุเพื่อให้เข้าถึงจิตกระจ่าง (คุรุโยคะ)

ཨེ་མ་ཧོ།

เอมาโฮ

སྤྱི་གཙུག་བདེ་བ་ཆེན་པོའི་ཕོ་བྲང་དུ།།

ชีซุก   เตวา   เช็มโป   โพทรัง ตุ

ในพระราชวังแห่งมหาสุขเหนือกระหม่อม

དྲིན་ཆེན་རྩ་བའི་བླ་མ་ལ་གསོལ་བ་འདེབས།།

ทรินเช็น   ซาเว   ลามาลา   เซอวา เทบ

ศิษย์ขอสวดบูชาพระปฐมอาจารย์ผู้มีพระคุณ

སངས་རྒྱས་སེམས་སུ་སྟོན་པ་རིན་པོ་ཆེ།།

ซังเจ   เซ็มซุ   เติมปา   ริมโป เช

ท่านเป็นมณีรัตนะผู้ชี้ให้ศิษย์ได้ตระหนักถึงพระพุทธเจ้าในใจ

རང་ངོ་རང་གིས་ཤེས་པར་བྱིན་གྱིས་རློབས།།

รังโง   รังกี   เชปา   ชินจิ ลบ

ขอให้ท่านโปรดประทานพรให้ศิษย์ได้เข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ด้วยเทอญ

 

พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ผู้เปี่ยมด้วยมหาภาวนา

ณ สุขาวดี พระแห่งสันติ
ผู้สิ้นแล้วซึ่งโลภะ ประทับอยู่

พระพุทธเจ้าอมิตาภะ
ผู้มีพระวรกายสว่างชัดใส

ขอทรงประทานสิริมงคล
แด่สรรพสัตว์ตลอดไป

ข้าพเจ้าขอกราบประณตน้อมพระองค์
พระผู้เปี่ยมด้วยมหาภาวนา

(คัมภีร์โด ทริเม/ พระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ)

โดยปกติ เราจะเห็นภาพพระพุทธเจ้าอมิตาภะในลักษณะนิรมาณกาย

Amitabha

พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ในลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้าในปางนิรมาณกาย ซึ่งพบเห็นแพร่หลายในคำสอนต่างๆ ของพุทธทิเบต

ทรงประทับอยู่บนดอกบัวในลักษณะขัดสมาธิ ทรงบาตร วรกายสีแดง ครองอาภรณ์แพรไหม แต่ไม่มีเครื่องประดับ

Monlam Thaye

พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ในพระนาม “เมินลัม ทาเย” ผู้ประทับ ณ แดนสุขาวดี ในลักษณะสัมโภคกาย ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ของพุทธเพิน

 

แต่ในภาพนี้จากคำสอนพุทธเพิน (ยุงตรุงเพิน) พระพุทธเจ้าอมิตาภะ (ภาษาทิเบต : เออปักเม, เมินลัม ทาเย, เชทรัก เงอเม) อยู่ในลักษณะสัมโภคกาย พระวรกายสีแดง พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว ครองอาภรณ์แพรไหม เครื่องประดับในหกส่วนของพระวรกาย ได้แก่ พระเศียร พระกรรณ พระศอ พระวรกาย พระหัตถ์ และพระบาท ประทับอยู่ ณ แดนสุขาวดี สวรรค์ทางทิศตะวันตกของพุทธเกษตรของพระธยานิพุทธะห้าพระองค์

ในปางนี้ ทรงมีพระนามว่า “เมินลัม ทาเย” ซึ่งยังเป็นชื่อของชุดคำสอนเพื่อการสวดบูชาพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ขอพรให้พระองค์ประทานแก่ผู้ตายจากไป

พระธยานิพุทธะห้าหรือพระชินพุทธห้า (เกียลวา ริกงา) ผู้เป็นองค์แทนปัญญาห้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระอาทิพุทธ หรือพระพุทธเจ้าในปางธรรมกาย ซึ่งพุทธเพินเรียกว่า “พระพุทธเจ้าในปางกายธรรมแห่งสมันตภัทร” (กุนตุ ซังโป) :

ornaments

เครื่องบูชาบนดอกบัว นำมาถวายแด่พระพุทธเจ้าอมิตาภะ

พระพุทธเจ้าเซวา รังชุง – ผู้มีแสงไม่เปลี่ยนแปลง
ปัญญาใสดังกระจก (MIrror-like Wisdom)
ทิศตะวันออก ธาตุดิน พระวรกายสีเหลือง วงศ์แห่งสวัสดิกะ

พระพุทธเจ้ากาวา เทินทุบ – ผู้มีแสงไม่หยุดยั้ง
ทิศใต้ ธาตุน้ำ พระวรกายสีฟ้า วงศ์แห่งรัตนะ
ปัญญาแห่งการบรรลุผล (All-accomplishing Wisdom)

พระพุทธเจ้าเชทรัก เงอเม (อมิตาภะ) – ผู้มีแสงไม่มีประมาณ
ปัญญาแห่งการแยกแยะ (Discriminating Wisdom)
ทิศตะวันตก ธาตุไฟ พระวรกายสีแดง วงศ์แห่งดอกบัว

พระพุทธเจ้าเกลา กาชุก – ผู้มีแสงไม่หลอกลวง
ปัญญาแห่งความเท่าเทียม (Wisdom of Equanimity)
ทิศเหนือ ธาตุลม พระวรกายสีเขียว วงศ์แห่งธรรมจักร

พระพุทธเจ้ากุนนัง เชียบบา (ไวโรจนะ) – ผู้มีแสงไม่เสื่อมสลาย
ปัญญาแห่งศูนยตา (Wisdom of Emptiness)
ทิศตรงกลาง อากาศธาตุ พระวรกายสีขาว วงศ์แห่งสภาวะที่เป็นเช่นนั้น

(คุณลักษณะของแสงของแต่ละพระองค์ จาก คัมภีร์นัมคา ชีเจิด/ คัมภีร์กระซิบบอกของทุลกุ โลเต็น ญิงโบ)

พระพุทธเจ้าอมิตาภะทรงเป็นองค์แทนธาตุไฟและปัญญาแห่งการแยกแยะซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อโลภะสลายไป เพื่อสรรเสริญพระปัญญาในด้านนี้ จึงมีพระนามว่า “เชทรัก เงอเม” ซึ่งหมายความว่า ทุกสรรพสิ่งแท้จริงแล้วไม่แยกจากกัน

ในคัมภีร์ กังเณียน เตรมา (ธรรมสมบัติของมหาสิทธากังเญียน) กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพระพุทธเจ้าอมิตาภะกับพระพุทธเจ้าแสงกระจ่าง ดังนี้

พระพุทธเจ้าแสงกระจ่าง ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา
ที่พระเศียรของพระองค์มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประดับอยู่

ornaments2

เครื่องบูชา สัปตรัตนะ แด่พระพุทธเจ้าอมิตาภะ

เมื่อมีผู้ตายจากไป ชาวทิเบตจะมีการสวดมนต์ถึงพระพุทธเจ้าอมิตาภะ สำหรับวิถีพุทธเพิน จะมีบทสวดที่เป็นชุดคำสอนซึ่งต้องใช้เวลาสวดหลายวันและมีสวดบทสั้นๆ พร้อมกับบริกรรมมนตราแห่งความกรุณา (จำนวนอันไม่มีประมาณ) ดังนี้

เออปัก เมลา ชังซา โล
เตวา แจนตุ เจวา โช
โอม มาตรี มูเย ซาเล ดู

ข้าพเจ้าขอกราบประณตน้อมพระพุทธเจ้าอมิตาภะ
ขอทรงโปรดประทานพรให้ (ผู้จากไป) ได้ไปเกิดในแดนสุขาวดีด้วยเทอญ
โอม มา ตรี มู เย ซา เล ดู

บันทึกไว้ด้วยการรำลึกถึงความกรุณาอันไม่มีประมาณของพระพุทธเจ้าอมิตาภะต่อสัตว์โลกโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาถูกพรากจากชีวิต สืบเนื่องจากรูปของหมูบนรถบรรทุกที่กำลังถูกนำไปฆ่าที่ได้เห็นในวันนี้

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล
เฉิงตู 04/06/18

จิตในความฝันและความตาย

 

การปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระพุทธศาสนาวัชรยานโดยเฉพาะในนิกายที่มีคำสอนว่าด้วย “อุบายหก” (ทับทรุก) ซึ่งเป็นหกวิธีการในการปฏิบัติซกเช็น ที่จะทำให้การฝึกเทกเชิดกับเทอกัลได้ผลรวดเร็วยิ่งขึ้น คำสอนเรื่องอุบายหกนี้ไม่ได้มีในทุกนิกาย และในนิกายที่มีคำสอนนี้ก็อาจมีชื่อเรียกและจุดเน้นต่างกัน เช่น ในกาจูร์ปะ เรียกว่า “นาโร เชอทรุก” หรือธรรมะทั้งหกของท่านนาโรปะ
อุบายทั้งหก ได้แก่ (1) ตุมโม/ แผ่ความร้อน ใช้พลังไฟภายในซึ่งเป็นการประสานลม ช่องลมปราณ และทิกเล่ (ในที่นี้หมายถึง จิต) เป็นอุบาย (2) จูลู/ กายมายา ใช้ร่างกายเป็นอุบายของการฝึกฝน (3) มิลัม/ ความฝัน ใช้ความฝันเป็นอุบาย (4) เออเซ/แสงกระจ่าง ใช้การนอนหลับเป็นอุบาย (5) บาร์โด ใช้ความตายเป็นอุบาย และ (6) โพวา ใช้การส่งดวงจิตเป็นอุบาย
เพราะฉะนั้น คำสอนและการปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันจึงมาจากอุบายหกซึ่งเป็นคำสอนชั้นสูงของตันตระและเป็นพื้นฐานของซกเช็น เกี่ยวข้องกับการฝึกให้รู้จักธรรมชาติที่แท้ของตัวตน ให้เราดำรงอยู่กับปัญญาญาณ (ไม่ดำรงอยู่กับจิตปรุงแต่ง) และทำให้เราสามารถแปรเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสภาวะอันผ่องแผ้วแห่งจิตเดิมแท้
การปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันจึงป็นเรื่องของจิตโดยตรง ถ้าเราจะเข้าใจจิตอย่างถ่องแท้ เราจึงต้องรู้ว่าจิตทำงานอย่างไร มีอะไรปรากฏต่อจิตบ้าง เพียงศึกษาเฉพาะการทำงานหรือการปรากฏต่อจิตในตอนกลางวันไม่เพียงพอ เพราะเวลาจำนวนมากของชีวิต ประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เราใช้ไปในการนอนหลับ ในช่วงเวลานี้เรายังคงหายใจอยู่ ไม่ได้ไม่รับรู้สิ่งใด ไม่ใช่ซากศพ จิตยังคงอยู่กับเรา ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือ ความฝัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตในตอนกลางคืนที่สัมพันธ์กับลม โดยเนื้อแท้แล้ว การเคลื่อนไหวของจิตเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากในตอนกลางวัน หากเราไม่ได้ใส่ใจต่อจิตในตอนกลางวัน โอกาสที่เราจะตื่นรู้ในความฝันและชีวิตหลังตายแทบไม่เกิดขึ้น
จุดมุ่งหมายของการบรรยายในครั้งนี้คือ แนะนำให้รู้จักธรรมชาติของจิตจากมุมมองของพุทธวัชรยานโดยเฉพาะในมรรควิถีซกเช็นซึ่งเน้นการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับปัญญาญาณแห่งการตื่นรู้ (ริกปะ) อันเป็นสภาวะโดยเนื้อแท้ของจิต และชี้ให้เห็นการทำงานของจิตที่ปรากฏในความฝันและความตาย (หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงคือ ชีวิตหลังตาย) โดยจะอ้างอิงคัมภีร์เตเนิด เซอ หรือขุมทรัพย์แห่งมรรควิถีสามอันเป็นไปตามจริตของสัตว์โลก ว่าด้วยคำสอนและการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันและความตายที่ถ่ายทอดโดยพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช ที่ผู้บรรยายได้รับมอบคำสอนและใช้เป็นหลักในการฝึกฝนตน
การเดินทางของจิตในสภาวะทั้งสองซึ่งเราทั้งหลายประสบในชีวิตนี้และจะประสบในบาร์โดซึ่งเป็นช่วงต่อระหว่างการตายกับการเกิดใหม่มีความน่าสนใจและสำคัญอย่างยิ่งทั้งในเชิงวิชาการและในการปฏิบัติเพื่อให้เราหลุดพ้นจากภาพลวงที่จิตสร้าง เพื่อให้เราใช้เวลาในชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ปล่อยเวลาให้หมดสิ้นไปกับการทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจิต รวมทั้งให้เรามีความระมัดระวังต่อช่วงเวลาที่เรียกว่า การพักผ่อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ช่วงเวลานั้นสามารถใช้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเผชิญกับความตาย ความจริงที่เราแต่ละคนไม่อาจปฏิเสธได้เลย…

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

27/05/18

บางส่วนของเนื้อหาที่จะบรรยายในเสวนาเรื่อง “The Mind’s Journey จิต กาย และการภาวนา”ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของมูลนิธิพันดาราร่วมกับศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2561 ณ ห้องประชุมคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณลักษณะของคุรุและคุณลักษณะของศิษย์

คุณลักษณะของคุรุ
มรรควิถีแห่งการละโลก การเปลี่ยนโลก และการปล่อยให้ทุกสิ่งสลายไปด้วยตนเอง (มรรควิถีแห่งพระสูตร ตันตระ และซกเช็น) กล่าวถึงผู้ที่มีคุณลักษณะของคุรุทางจิตวิญญาณแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้เป็นคุรุจะมีลักษณะดังท่ีท่านเจ ญัมเม ริมโปเชได้พูดไว้ กล่าวคือ ต้องมีปัญญาจากการเรียนรู้ มีทัศนคติบริสุทธิ์ และมีความเชี่ยวชาญแห่งอุบายในการสอนให้ผู้อื่นได้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตนเอง คุรุที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นผู้ควรค่าแห่งการสักการะบูชาและควรค่าแห่งการแสดงความเคารพด้วยกาย วาจา ใจ

คุรุต้องได้รับการฝึกฝนด้วยการฟัง คิดใคร่ครวญ และภาวนา ด้วยศีล สมาธิและปัญญา ต้องมีความรู้ในนิกายอย่างชัดแจ้งและมีความรู้ในคัมภีร์ที่ใช้สอน คุรุต้องมีทัศนคติที่บริสุทธิ์ที่จะทำประโยชน์ต่อพระธรรมคำสอนและสรรพสัตว์ และต่อการพัฒนาจิตใจของศิษย์

นอกจากนี้ คุรุต้องคำนึงถึงความสนใจของศิษย์ จะต้องมีความเชี่ยวชาญในวิธีการและสิ่งที่สอน และในขณะที่สอนศิษย์ คุรุจะต้องไม่เหน็ดเหนื่อยแต่มีความสามารถที่จะสอนตลอดเวลา เมื่อศิษย์ถามคำถามเกี่ยวกับประเด็นยากๆ หลายข้อ ต้องไม่แสดงความเหนื่อยหน่ายหรือไม่พอใจ นอกจากนี้ คุรุต้องสามารถอธิบายอย่างชัดเจนถึงหลักตรรกะทั้งสาม ได้แก่ พระวจนะของพระพุทธเจ้า คำอธิบายของเหล่าพระโพธิสัตว์ และหลักการเหตุผลจากการไตร่ตรองของตนเอง โดยสรุป คุรุต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในคำสอน รู้ว่าประเด็นไหนในข้อธรรมที่เหมาะสมกับจริตและความสามารถของศิษย์ เหมือนหมอที่รู้จักให้ยาให้ถูกโรคแก่คนไข้

IMG_7142

คุณสมบัติของศิษย์
ตามี่ท่านเจ ญัมเมกล่าวไว้ “ผู้ฟังธรรมต้องมีจิตใจเข้มแข็ง เข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน และมีศรัทธาสูง ถ้าศิษย์ใดมีคุณสมบัติเหล่านี้ ก็เหมือนกับเจ้าชายที่ควรค่าแก่การได้รับทรัพย์สมบัติของพระราชา” นั่นคือ ประการแรก ศิษย์ต้องไม่รู้สึกท้อแท้ต่อการบำเพ็ญบุญกุศล สามารถควบคุมจิตใจของตนเองให้ไม่วอกแวก ประการที่สอง ศิษย์ต้องมีสติปัญญา คิดเป็น รู้ว่าสิ่งใดควรรับไว้ สิ่งใดควรละวาง ประการที่สาม ศิษย์ต้องมีศรัทธาสูง มีวิริยะอุตสาหะ และไม่พึงพอใจเพียงแค่การฟังหรือคิดใคร่ครวญข้อคิดทางธรรมเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น

การปฏิบัติตามคุรุ
ในหัวข้อนี้มีประเด็นย่อยสองข้อซึ่งเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรม สำหรับทัศนคติ ศิษย์ต้องมีศรัทธาสูงและมีความนับถือคุรุอาจารย์ผู้ที่ศิษย์ระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ความสุข ปีติยินดี และทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้และในโลกหน้าล้วนแต่ขึ้นกับพระคุณของคุรุทั้งสิ้น พระวจนะและคัมภีร์ต่างๆ ทั้งในวิถีพุทธเพินและพุทธนิกายอื่นๆ ก็ล้วนแต่เห็นคล้องต้องกันในประเด็นนี้ แต่ในการที่จะได้รับความสุขเช่นนี้ ผู้เป็นศิษย์จำเป็นต้องมีศรัทธาในระดับที่ว่าสามารถมองเห็นคุรุเป็นพระพุทธเจ้าได้
ศิษย์เอกของพระอาจารย์เจปุงผู้ยิ่งใหญ่ (เทรนปา นัมคา) ถามพระอาจารย์ของเขาว่า “อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้รับความรู้”
พระอาจารย์ตอบว่า “พรของคุรุ”
ศิษย์ถามต่อว่า “แล้วอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศิษย์ได้รับพร”
พระอาจารย์ตอบว่า “การเห็นคุรุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่จะทำให้ศิษย์ได้รับพร”

ในทำนองเดียวกัน ท่านลามา ลากล่าวไว้ว่า “คุรุผู้เข้าถึงการตื่นรู้เป็นดังแก้วสารพัดนึก เมื่อเราสวดมนต์ถึงท่านเหล่านั้น ความปรารถนาทั้งหลายของเราจะสมฤทธิ์ผล” ดังนั้น ระดับของพรที่เราจะได้รับจึงขึ้นอยู่กับระดับของศรัทธาที่เรามีต่อคุรุอาจารย์ว่าเป็นแบบดีเลิศ ปานกลาง หรือพอใช้ หากปราศจากศรัทธา ก็ไม่มีพรใดๆ เกิดขึ้น
มหาสิทธาชุงกมกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราเห็นคุรุเป็นพระพุทธเจ้า คำสอนที่เราได้รับก็เป็นดังน้ำอมฤต ถ้าเราเห็นคุรุเป็นปุถุชนธรรมดา คำสอนที่ได้รับก็เป็นดังอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าเราเห็นคุรุเป็นสุนัขแก่ๆ ตัวหนึ่ง คำสอนที่ได้รับก็เป็นดังน้ำล้างจาน” ในทำนองเดียวกัน ท่านลามา ลากล่าวว่า “ปราศจากศรัทธาและความเคารพนับถือ เป็นไปไม่ได้เลยที่พรจะเข้ามาสู่จิตใจของเรา พรของคุรุอาจารย์เป็นเหมือนน้ำ เฉพาะศิษย์ที่มีศรัทธาและแสดงความเคารพยกย่องต่อคุรุเท่านั้นที่จะได้รับพรนั้น”

ท่านโจดุงมักสวดภาวนาว่า ”ข้าพเจ้าขอกราบประณตน้อมคุรุด้วยศรัทธาและความเคารพยกย่อง ผู้นำพรเข้ามาสู่จิตใจของข้าพเจ้า” และท่านเจซูน ตัมปาได้ให้ข้อคิดสำคัญว่า “ด้วยเป้าแห่งศรัทธาและความเคารพยกย่อง ก็ไม่มีคำว่าใกล้หรือไกลสำหรับธนูแห่งพร”
ท่านวาทัง ฉังเตินกล่าวว่า “ผู้ที่มีศรัทธาและความเคารพนับถือไม่จำเป็นต้องเรียนวิธีทำสมาธิ ประสบการณ์แห่งธรรมจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยเขาไม่ต้องขวนขวายหรือพยายาม” ในคัมภีร์ทรังเตินระบุไว้ว่า “เรารับพรจากสายการปฏิบัติและจากพระพุทธเจ้าผ่านศรัทธาเท่านั้น”…

little rainbow

จาก บทที่ 1 การปฏิบัติตามคุรุ ต้นกำเนิดแห่งความดีงามทั้งหลาย โดยมีหกประเด็นย่อย ได้แก่ (1) คุณลักษณะของคุรุ (2) คุณลักษณะของศิษย์ (3) การปฏิบัติตามคุรุ (4) อานิสงส์ของการปฏิบัติตามคุรุ (5) ข้อเสียของการไม่ปฏิบัติตามคุรุ และ (6) สรุปประเด็นสำคัญ

คัมภีร์ลัมริม หนทางแห่งการบรรลุธรรมอย่างเป็นลำดับขั้น ดวงประทีปแห่งธรรมอันชัดใส รจนาโดยพระอาจารย์มหาบัณฑิต เจซูน ซูทริม เต็มเบ เกียลเซ็น ริมโปเช

แปลจากภาษาทิเบตโดย กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล, 23 พฤษภาคม 2561

*คำอธิบายเพิ่มเติม : วิธีการเขียนในคัมภีร์ประเภทที่เรียกว่า “ลัมริม” คือสอนธรรมะทีละประเด็นจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลัมริมเป็นอรรถาธิบายที่สำคัญในสายพระสูตร มีในนิกายต่างๆ มิได้มีในนิกายเกลุกปะเพียงนิกายเดียวอย่างเป็นที่เข้าใจกัน คัมภีร์ที่ยกมานี้เน้นคำสอนในวิถีพุทธเพิน (ยุงตรุงเพิน) จะเน้นการอ้างอิงมาก จึงมีการยกชื่อคุรุอาจารย์หลายท่านและคัมภีร์ต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญและความน่าเชื่อถือในประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ

Krisadawan’s Retreat Diary

แม้จะอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ และไม่ได้ออกนอกบริเวณ แต่จิตใจกลับกว้างใหญ่ ได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศที่อบอวลด้วยความสุขที่ธรรมชาติมอบให้อีกครั้ง ได้สัมผัสพลังของธาตุในแต่ละช่วงของวัน จากความมืดแห่งราตรีกาลสู่แสงอรุณยามเช้าที่สาดส่องภูเขา จากความหนาวต้องกายสู่ความอุ่นของแสงอาทิตย์ในยามที่เขียนหนังสือนี้ เสียงนานาชนิดขับกล่อมโยคีผู้กลับมาสู่อ้อมอกของธรรมชาติและความเป็นตัวตนเดิมแท้อันล่อนจ้อน
ยามบ่ายหลังการปฏิบัติอันหนักหน่วงใน 4 ช่วงได้ผ่านไป เสียงกลองประโคมสรรเสริญเหล่าพระผู้ปกป้องพระธรรมและประกาศชัยชนะแห่งพระธรรม นอกหน้าต่าง ควันที่นำกลิ่นหอมของกำยานและแป้งข้าวบาร์เลย์กระจายไปทั่ว นำความหวังและความเบิกบานมาสู่โลก ด้วยยุคสมัยของเราจะไม่มีวันขาดมารดาผู้ปกป้องจากอวิชชา ที่ทำให้เห็นศัตรูเป็นศัตรู
ใกล้ตะวันตกดิน โยคีผ่อนกายบนหญ้านุ่ม ตามมองท้องฟ้า ความกว้างใหญ่อันไม่มีประมาณ ตาลืมอยู่เช่นนั้น ไม่ตามความคิด ไม่เพ่งพินิจสิ่งใด นี่คือการฝึกฝนหนึ่งสำหรับการ “ดู” ธรรมะจากแสง ที่จะน้อมนำให้เราได้สัมผัสปัญญาญาญาณ “พระพุทธเจ้าเดิมแท้” ดวงประทีปแห่งตัวตน ที่ดำรงอยู่กลางพระราชวังแห่งมหาสุขที่กลางใจ เมื่อแสงอาทิตย์จากไป ความมืดดำปกคลุมผืนป่าจนบดบังภูเขาที่สูงตระหง่าน เตือนใจให้นึกถึงความไม่เที่ยง การแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่ง
ในยามค่ำนั้น เราเป่าปี่ เปล่งเสียงแห่งความกรุณา แล้วเชื้อเชิญผู้หิวโหยทั้งหลายมารับทานและผลบุญจากการปฏิบัติ ในคืนอันแสนสุขของแต่ละวันจบด้วยบทมนตราแห่งความกรุณาและบทสวดทงเลน น้อมนำความทุกข์ของสัตว์โลกเข้ามาและมอบความสุขให้แก่พวกเขา

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล
17 กุมภาพันธ์ 2560

พระภิกษุสาโค

การจากไปอันงดงามของพระภิกษุชาวทิเบต 
Remembering the great spiritual life of Ven. Sakho, a monk at Tokden, Bonpo monastery in Aba (Amdo). Ven. Sakho was in solitary retreat for 23 years (1990-2013). He gracefully passed away in the meditation posture in the morning of 14 December 2013 uniting his mind with the great expanse of Bonku (Dharmakaya).

ขณะที่พวกเราวางแผนว่าแต่ละปีจะทำการงานอะไรดี จะไปเที่ยวที่ไหนดี มีบุคคลในโลกที่วางแผนแตกต่างจากเรา เช่น พระภิกษุรูปนี้ที่จะเล่าให้ฟัง

หลายปีที่ผ่านมานี้ ครูมีโอกาสไปเยือนวัดตกเต็นที่เมืองอาบาในแคว้นอัมโดบ่อยๆ วัดนี้เป็นวัดที่ให้การศึกษาและชีวิตทางธรรมแก่อ.เยินเต็น

ทุกครั้งที่ไปวัด จะเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งซึ่งภายในมีพระภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ ท่านชื่อว่า “สาโค” หลังออกจากจำศีล 3 ปี 3 วัน 3 เดือน ท่านตัดสินใจอยู่จำศีลตลอดชีวิต ขณะที่มองมาที่บ้านท่าน ซึ่งจะเห็นหน้าต่างปิดหมด เห็นเพียงลานหน้าบ้านที่ไม่มีดอกไม้ เห็นหลังคากับรั้วที่เป็นกำแพงดิน ครูนึกถึงบุคคลที่อยู่ข้างใน ท่านผู้นั้นเราไม่รู้ว่ามีหน้าตาอย่างไร มีบุคลิกลักษณะอย่างไร ปฏิบัติภาวนาอะไร เรารู้แต่ว่าท่านได้กลายเป็นผู้อยู่จำศีลตลอดชีวิต ครูรู้สึกอนุโมทนาในบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ในการกล้าที่จะทิ้งทุกสิ่งเพื่อให้ชีวิตนี้ได้เป็นการภาวนาอย่างเต็บรูปแบบ

มีเพียงบุคคล 3 คนที่สามารถเข้าไปในเรือนจำศีลของท่านและเห็นหน้าท่านได้ คือ พระปฐมอาจารย์ของท่าน (ท่านซูเช็น ริมโปเชและทรีปะ ริมโปเช) และผู้ดูแลท่านหนึ่งคนซึ่งนานๆ ที่จะนำอาหารแห้งมาให้

วันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่านหยุดฉันอาหาร

วันที่ 14 ธันวาคม ท่านได้เรียกพระภิกษุ 2-3 รูปให้เข้าไปพบ ท่านกล่าวว่า เวลาแห่งความตายได้มาถึงแล้ว ท่านต้องทำความสะอาดร่างกาย ท่านจึงเข้าไปอาบน้ำ แล้วเข้าไปในห้องพระ ก่อนเข้า ท่านพูดว่า แม้ว่าพระปฐมอาจารย์จะไม่ได้อยู่ใกล้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพรของท่านอยู่ใกล้เราเสมอ

จากนั้น ท่านให้พระภิกษุที่มาสวดบท “เพินกู เมินลัม” (บทภาวนาถึงกายธรรมของพระพุทธเจ้า) เมื่อพระภิกษุสวดจบ ท่านก็สิ้นลมในท่านั่งทำสมาธิ ประสานจิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระสมันตภัทร พระอาทิพุทธผู้มีสภาวะเดียวกับความไพศาลกระจ่างใส
ช่างเป็นการจากไปที่งดงาม แม้จะเพิ่งแยกจากกาย จิตของท่านได้เข้าถึงอิสรภาพนานแล้ว..

17/12/2013