Skip to content

Posts tagged ‘พุทธทิเบต’

รู้จักพุทธวัชรยาน (1)

ในพุทธทิเบตที่เราเรียกว่า "พุทธวัชรยาน" ไม่ได้ประกอบด้วยหนทางการปฏิบัติธรรมเดียว มีหลายวิธีการและหลายมรรควิถีในยานใหญ่นี้ ซึ่งแม้จะมีพื้นฐานอุดมคติเดียวกัน นั่นคือ การเข้าถึงโพธิญาณเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แต่รูปแบบและการมองโลกอันนำไปสู่การอุทิศตนเพื่อสัตว์โลกแตกต่างกัน

Read more

Tonglen Prayer by Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche

ขอมอบบทนี้แด่ทุกท่าน บทภาวนาต่อไปนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์และสุขของเรา โดยเฉพาะผู้มีความทุกข์ทั้งหลาย เมื่อสวดและใคร่ครวญความหมายของบทนี้ซึ่งรจนาด้วยโพธิจิต ความทุกข์ที่ประสบนั้นจะเป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นและจะผ่านพ้นไป

บทสวดภาวนาทงเลน

དཀོན་མཆོག་གསུམ་གྱི་བདེན་པ་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡིས།།

འགྲོ་བའི་བདེ་སྡུག་ཅི་ཡང་རུང་།།

དེ་ཀུན་བདག་ལ་སྨིན་གྱུར་ཅིག།

โกนชก ซุมจี เต็นบา ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

โตรเว เตตุก จิยัง รุง

เทกูน ตักลา มินจูร์ จิก

ด้วยสภาวะธรรมแห่งพระรัตนตรัย

และความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร

ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

བདག་གཞན་ཉོན་མོང་སྦྱང་བར་ཤོག།

སྡིག་པ་ཐམས་ཅད་དག་པར་ཤོག།

ལས་ཀྱི་རྣམ་སྨིན་གསོབ་པར་ཤོག།

བུ་ལོན་ལན་ཆགས་འཁེལ་པར་ཤོག།

གནོད་བྱེད་གདུག་རྩུབ་ཞི་བར་ཤོག།

ตักแฉน เญินมง ชังวา โช

ตกปา ทัมเจ ตักปา โช

แลจิ นัมมิน ซบปา โช

ผูเลิน แลนชัก เคปา โช

เนิดเช ตุกซุบ ฉีวา โช

ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป

ขอให้บาปกรรมได้รับการสลายจนหมดสิ้น

ขอให้ผลกรรมสุกงอม

ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง

ขอให้การทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป

གང་ཞིག་བདག་ལ་དད་གྱུར་ཏམ།།

སྨོད་དང་ཚིག་རྩུབ་སྨྲས་ནའང་རུང་།།

བཟང་ངན་ལས་ཀྱིས་འབྲེལ་བ་རྣམས།།

བདག་གིས་ཐར་པར་འདྲོངས་པར་ཤོག།

กังฉิก ตักลา เตจูร์ ตัม

เมิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง

ซังแงน แลจี เทรวา นัม

ตักกี ทาบา ธงบา โช

ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า

หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว

ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น

བདག་གི་སྐྱེ་བ་གཞན་བརྒྱུད་ཚེ།།

སེམས་ཅན་གཞན་ལ་གནོད་པ་ནི།།

བ་སྤུའི་ཚིག་ཙམ་མི་བྱེད་པར།།

ཕན་བདེ་མ་ལུས་བསྒྲུབ་ནུས་ཤོག།

ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ

เซ็มแจน แฉนลา เนิดบา นิ

วาปู ซิกซัม มิเช ปา

แพนเต มาลู ดรุบนู โช

เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น

ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด

แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน

ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ཡུལ་མཆོག་གནས་བཞིའི་བྱིན་རླབས་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡི།།

བདག་གི་བསམ་སྦྱོར་དགེ་བས་མཐུས།།

སྨོན་ལམ་མཐར་ཕྱིན་བསྒྲུབ་པར་ཤོག།

ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

ตักกิ ซัมจอร์ เกเว ทู

เมินลัม ทาชิน ดรุบปา โช

ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ

สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา

ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า

จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล

ད་ནས་འཁོར་བ་འདི་ལ་མི་ཆགས་པར།།

ཐམས་ཅད་རང་རྩལ་རང་སྣང་ངོ་ཤེས་ནས།།

ཀ་དག་དང་པོའི་གཞི་དབྱིངས་གྲོལ་ནས་སུ།།

སླར་ཡང་འགྲོ་དོན་མ་ལུས་མཐར་ཕྱིན་ཤོག།

ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา

ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน

กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู

ลายัง โตรเติน มาลู ทาชิน โช

ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้

ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน

ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม

ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ

 ***

รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช

แปลโดย กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

Accumulations of Merits & Wisdom

 

SONY DSC

การสั่งสมบุญบารมีไม่ใช่เรื่องศรัทธางมงาย แต่คือการเพียรพยายามทำความดีอันเกิดจากความเข้าใจยิ่งใหญ่ แม้สวดมนตราหนึ่งบท กราบหนึ่งครั้ง เดินเวียนเทียนหนึ่งรอบ ถวายดวงประทีปหนึ่งดวง หรือการให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นการสั่งสมบุญบารมีที่สำคัญ แต่เราต้องทำด้วยความเข้าใจ ด้วยคุณภาพของการปฏิบีัติ และยิ่งเป็นบุญใหญ่ หากเราทำโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่หวังประโยชน์กลับมาสู่ตัวเรา ด้วยจิตอันเปี่ยมไปด้วยความกรุณาต่อผู้อื่น

เมื่อหมั่นบำเพ็ญบุญบารมี จิตจะผ่องใสเพราะเราได้สลายกิเลสอันเป็นสนิมแห่งอัตตาตัวตน หากเราสังเกต จะเห็นว่าจิตใจที่เคยกระด้างอ่อนโยนขึ้น เรามีความอ่อนน้อมกับผู้อื่นมากขึ้น จิตใจของเราเกิดการยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากขึ้น สีหน้าแววตาของเราจะฉายแสงแห่งความพึงพอใจตลอดเวลา

การเปลี่ยนแปลงของจิตและบุคลิกลักษณะของเรามีผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพและการทำสมาธิ เพราะเมื่อจิตผ่องใส สุขภาพจะดีและสมาธิจะเกิด นี่เองที่คุรุอาจารย์สอนว่าการบำเพ็ญบุญบารมีคือการสลายบาปกรรมอันเป็นการดับความมืดบอดในจิตใจ เมื่อความมืดบอดออกไป ก็เหลือเพียงความผ่องใส ผ่องแผ้ว กระจ่าง ดุจดังฟ้าหลังฝน ดังพระจันทร์ในคืนเดือนมืด

ความกระจ่างแห่งจิตนี้คือตัวรู้ ในฝ่ายซกเช็นเรียกว่า “ริกปะ” คือความชัดใส ที่นำเราไปสู่ปัญญาญาณในระดับลึก เมื่อเข้าถึงสภาวะนั้น จิตของเราจะเชื่อมโยงกับสภาวะธรรม หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอวกาศ เราเข้าถึงสภาวะนี้ด้วยสมาธิซึ่งให้โอกาสเราได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของจิตและทำให้เราได้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

Conference on Yungdrung Bon in Amdo

75334_394685110615289_966640549_n

 

Tokden Monastery in Amdo, where Yonten got ordained as a young novice. The picture was taken in November 2012 where a great conference for Yungdrung Bon was held. May the Buddha’s teachings spread far and wide!

481377_394685357281931_1451303482_n

Art of Love & Compassion

ภาวนาศิลปะแห่งความรักความกรุณา (8-10 ธันวาคม 2555)

ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน

ร่วมเรียนรู้วิธีปฏิบัติบูชาพระอารยาตาราตามบทสาธนะของท่านสุรยคุปต์ ซึ่งรจนาโดยพระอาจารย์จัมยัง เคียนเซ วังโป สวดมนต์และตั้งจิตแบบโยคี/โยคินี เรียนรู้ปรัชญาของการฝึกปฏิบัติเพื่อละอัตตา ฝึกหา

ยใจแบบทงเลน และสนทนาธรรมเกี่ยวกับรูปแบบการปฏิบัติธรรมในทิเบตที่ได้กลายเป็นวิถีแห่งจิตวิญญาณในโลกสมัยใหม่ที่เราดำรงอยู่ ภาวนามนตรา อบรมและฝึกจิตให้เปี่ยมไปด้วยความรัก ความกรุณา ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ทะเลสาบ และป่าอันรื่นรมย์แห่งศูนย์ขทิรวัน ธรรมาศรมแบบทิเบต ของมูลนิธิพันดารา ตั้งอยู่ที่ถนนหัวหิน-ป่าละอู ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

รายละเอียดและโปรแกรมการอบรม:
http://www.facebook.com/events/506214626070339/

การลงทะเบียน:
กรุณาส่งใบสมัครให้มูลนิธิทางอีเมล์ 1000tara@gmail.com ภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555

On Meditation (2)

บางครั้งเมฆสีดำปกคลุมท้องฟ้า เมฆมีสีอะไรไม่สำคัญ

สิ่งสำคัญคือเรารู้จักสภาวะดั้งเดิมของท้องฟ้าหรือไม่

ในทำนองเดียวกัน ความคิดมีทั้งดีและไม่ดี

ความคิดเป็นอย่างไรไม่สำคัญ

สิ่งสำคัญคือเรารู้จักสภาวะเดิมแท้ของจิตหรือไม่

ผู้ที่เข้าถึงความเป็นสมถะในสมาธิจะประสบความสงบนิ่งเหมือนทะเลที่ปราศจากคลื่น

แม้ความคิดเกิดขึ้น ก็ไม่ถูกรบกวนเพราะจิตไม่ตามความคิดไป

ช่วงแห่งสมถะเป็นช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสความว่างแห่งจิต

ได้ตระหนักรู้ว่าความคิดแต่ละครั้งเกิดขึ้นและดับไป

เป็นช่วงแห่งความสงบสุข ปีติ เบิกบาน

แต่สมถะไม่สามารถนำเราไปสู่การบรรลุธรรมได้

สมถะเป็นเพียงการเตรียมจิตให้พร้อมสำหรับการลงไปสู่ก้นบึ้งของทะเล

ซึ่งมีหลากหลายประสบการณ์ที่จะสอนให้เรารู้จักสภาวะที่แท้ของจิต

Life Reflections : Journey to Inner Wisdom

มีผู้ถามว่าทำอย่างไรเราจึงจะสลายกำแพงแห่งความแตกต่างที่กั้นขวางความเป็นมนุษย์ที่สากลของเราไว้ ที่ทำให้เราเห็นผู้อื่นแตกต่างจากเรา ที่ทำให้เราไม่อยากคุยกับผู้ที่นับถือศาสนาที่ไม่ใช่วิถีแห่งจิตวิญญาณของเรา คำตอบที่ได้ให้คือ เราต้องเกิดการตระหนักรู้หรือตกผลึกภายใน การตระหนักรู้นี้จะทำให้เราไม่เห็นความแตกต่างของกันและกัน จะทำให้เราไปไกลกว่าขีดจำกัดแห่งตัวตนที่เราและสังคมร่วมกันสร้าง สังคมจะเกิดสันติสุขเมื่อเราไม่ให้วิถีภายนอกมาเป็นทางเลือกเดียวของชีวิต แต่เราอนุญาตให้ชีวิตภายในของเรา เติบโต เมื่อวิถีภายในงอกงาม การตระหนักรู้จะเกิดขึ้น และเมื่อนั้น เราจะไปไกลกว่าคำว่า พุทธ คริสต์ ฮินดูอิสลาม หรือแม้แต่คำว่า เถรวาท มหายาน วัชรยาน

เมื่อเราศรัทธาภักดีในมนุษย์คนหนึ่งที่เราเรียกว่า “ครู” มีหลายอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราเคยสังเกตบ้างไหมว่าบางครั้งเราเย่อหยิ่ง เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษเพราะมีครู เพราะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม บางครั้งเรากลับรู้สึกขาดความมั่นใจ ตัวตนที่เราหวงแหนหายไป กลายเป็นตัวตนผสมระหว่างครูกับศิษย์ เราเฝ้าระวังการกระทำที่เคยทำอย่างเป็นธรรมชาติด้วยเกรงว่าครูจะไม่ชอบ เราเฝ้าดูผู้อื่นกลัวว่าเขาจะมาเอาความรักจากครูไป กลายเป็นว่าเมื่อมีครู เรากลับกลายเป็นผู้หลอกลวงตัวเองและความกรุณาที่แท้กลับสูญหายไป…การมีครูไม่ได้แปลว่าคุณจะยโสโอหังได้ ไม่ได้แปลว่าคุณจะริษยาได้ การมีครูเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกล้าถอดหน้ากากที่คุณสวมมาหลายภพหลายชาติ เพราะครูที่แท้คือตัวตนของคุณเอง
ขอความรักบริสุทธิ์ปราศจากมลทินแห่งการปรุงแต่ง ปราศจากเงื่อนไข ปราศจากความผูกพันเพราะใกล้ชิด หรืออคติเพราะแตกต่าง แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกายของเรา ขอความรักนี้หล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเราให้เติบใหญ่ จนพลังแห่งรักท่วมท้นออกมาจากหัวใจ จากเส้นเลือด กระดูก น้ำเหลือง รูขุมขน หยาดเหงื่อ ตั้งแต่ศรีษะถึงฝ่าเท้า แล้วแผ่ออกไปทั่วทุกทิศ สัมผัสทุกชีวิตอย่างไม่มีข้อยกเว้นอย่างเท่าเทียมกัน

ด้วยการดำเนินชีวิตภายนอก จากเล็กจนโต เราค่อยๆพัฒนาการนึกคิดแบบออกห่างจากวิถีธรรมชาติ จนวันหนึ่งความอหังการก่อกำเนิดในจิตใจของเรา จนเรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกต่อไป แต่ธรรมชาติคือเบื้ยล่างของเรา คือผู้รับฟังคำสั่งของเรา เราภูมิใจกับตัวเองเมื่อเห็นภูเขาสยบกลายเป็นฝุ่นผง เห็นป่าถูกเผาจนควันดำคลอบคลุมไปทั่วอากาศ เราไม่สะทกสะท้านเมื่อเห็นปลานอนตายเป็นแพเพราะสำลักสารเคมีในน้ำ ชีวิตภายนอกบดบังชีวิตภายใน อัตตาอยู่เหนือการพึ่งพากันของสรรพสิ่ง…ที่มุมหนึ่งของโลก ผู้คนกลุ่มหนึ่งดำรงชีวิตโดยให้ธรรมชาติเป็นใหญ่ นักวิทยาศาสตร์หัวเราะประเพณีปฏิบัติของพวกเขา แล้วตั้งชื่อความเชื่อของพวกเขาว่า ลัทธิบูชาธรรมชาติ แต่ควันหอมของผู้ปฏิบัติ “ลัทธิ” นี้กลับแผ่ไปทั่วจักรวาล เข้าไปในจิตวิญญาณของพระแม่ธรณี ไปเช็ดน้ำตาให้พระแม่คงคา และไปขอขมาแทนมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวสำหรับความโง่เขลาที่เขากำลังทำร้ายตัวของเขาเองและกำลังเอาสมบัติของลูกหลานของเขาไป

ธรรมชาติที่แท้คือความไม่เสแสร้ง ในแต่ละวัน เรามักแต่งเติมสีสันให้กับตัวเองโดยลืมว่าสิ่งสำคัญกว่ากายคือจิตและความงามของจิตคือการไร้การปรุงแต่ง

ความสุขภายในคือการไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด

บางครั้งเราควรจะมองอีกด้านหนึ่งของชีวิตเพื่อเรียนรู้ในส่วนที่เราไม่เคยเห็น แล้วเราจะเห็นว่าการมองกลับด้านสามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป

Pilgrimage at Mt. Bonri

When we understand the meaning of life, when our mind is full of faith and trust in the Triple Gems, we want to make best use of this body for the benefits of ourselves and others. This June (Tibetan Saka Dawa) a story of mind’s transformation originates at this sacred mountain – Kongbo Bonri.

เมื่อเข้าใจความหมายของชีวิต เมื่อจิตเปี่ยมไปด้วยศรัทธา กายนี้ก็ขอใช้เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดทั้งของตนเองและผู้อื่น ในเดือนมิถุนายน (วิสาขบูชาทิเบต) เรื่องราวการเดินทางแห่งจิตใจได้เริ่มต้นขึ้นที่ภูเขาลูกนี้…กงโบ้ เพินรี

I pay homage to Buddha Tonpa Shenrab and all the enlightened ones.

Link for pictures from the pilgrimage:

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.184037818317793.60532.100001347273588

Body & Mind Conference

ประชุม/เสวนาเรื่อง “กายกับใจ : วิถีธรรมชาติและจิตวิญญาณ”

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2554

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

กำหนดการ (แก้ไขล่าสุด)

8.30 น. ลงทะเบียน

9.00 น. พิธีเปิด

9.05 น. รายงานกิจกรรมของมูลนิธิพันดารา

9.10 น. กายกับใจในมุมมองของพระพุทธศาสนาเซ็นแบบจีน อ. เศรษฐพงษ์ จงสงวน (นักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนามหายาน)

10.10 น. การดูแลเด็กป่วยระยะสุดท้าย รศ. นพ. อิศรางค์ นุชประยูร (คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง)

11.00 น. พัก

11.15 น. วิถีธรรมชาติในการบาบัดรักษาและดูแลตนเอง อ. นิดดา หงษ์วิวัฒน์ (สานักพิมพ์แสงแดด)

12.15 น. พักอาหารกลางวัน

13.15 น. เยียวยากายกับใจจากมุมมองของทิเบต รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (มูลนิธิพันดารา)

14.00 น. เรื่องของกายกับใจ โดยผ่านกระบวนการไดอะล็อค ผศ.ดร. ปาริชาด สุวรรณบุบผา (รองผู้อานวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล )

15.00 น. พักดื่มชากาแฟ

15.30 น. ประสบการณ์จริง การดูแลกายกับใจ อ. ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม (อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

16.15 น. โยคะกับการทาความเข้าใจชีวิต อ. ธนวัชร์ เกตน์วิมุต (ชีวิตสิกขา : เครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต)

17.00 น. จบการประชุม

 

สนใจ ติดต่อ 1000tara@gmail.com โทร 0878299387

การฝึกปฏิบัติซกเช็น

ข้อคิดเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติซกเช็น (จากอ.กฤษดาวรรณ)

ซกเช็นเป็นคำสอนชั้น สูงในพุทธวัชรยาน ได้รับการถ่ายทอดในนิกายเพินโป/ยุงตรุงเพิน และนิกายญิงมาปะ โดย ทั้งสองนิกายมีคำสอน 9 ขั้นไปสู่การตรัสรู้ ซก เช็นเป็นคำสอนขั้นที่ 9  ในอดีตการสอนซกเช็นในที่สาธารณะหรือให้แก่ลูกศิษย์มากกว่าหนึ่งคนแทบจะเป็น ไปไม่ได้เลย แต่ในยุคสมัยนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ด้วยการอนุญาตของพระฑากินีและพระธรรมบาล ผู้ปกป้องพระธรรม พวกเราจึงมีโอกาสได้ฟังธรรมนี้ เพื่อน้อมนำจิตใจของเราให้กลับไปอยู่สภาวะเดิมแท้ที่ใสบริสุทธิ์ กระจ่างปราศจากกิเลส

แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองชั่ววัน ชั่วสัปดาห์ แต่การฟังธรรมจะทำให้เกิดปัญญา การฝึกภาวนาจะทำให้ทำให้เรารู้เท่าทันจิตที่ไม่เคยหยุดพัก จิตที่มีคลื่นแห่งความคิดและอารมณ์กระทบอยู่ตลอดเวลา และผลที่ได้รับคือเราจะมีทัศนคติที่ไม่เหมือนเดิในการทำงาน ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ในการมองโลก และในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

ขอให้ผู้ฝึกตนบนวิถีนี้ ได้เห็นคุณค่าของช่วงเวลาที่เราจะได้มาอยู่ด้วยกัน มาเรียนรู้ด้วยกัน ขอเราก้าวข้ามพ้นบุคลิกนิสัยของเราแต่ละคน ก้าวพ้นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น การเสแสร้ง หยิ่งยะโส อิจฉากันและกัน ให้ช่วงเวลาที่เราอยู่กรรมฐานนี้เป็นศุภฤกษ์ของชีวิต