Skip to content

Posts tagged ‘พุทธวัชรยาน’

โพธิจิตอะไร

ในโลกที่เราอยู่นี้ โพธิจิตสวนทางกับกระแสหลักที่ผู้คนคำนึงถึงแต่ประโยชน์และความสุขของตนเอง เราอาจถามคำถามว่า ในขณะที่โลกยังวุ่นวาย สังคมยังเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการเอารัดเอาเปรียบ การเจริญโพธิจิตจะมีประโยชน์อันใดเล่า

Read more

รู้จักพุทธวัชรยาน (1)

ในพุทธทิเบตที่เราเรียกว่า "พุทธวัชรยาน" ไม่ได้ประกอบด้วยหนทางการปฏิบัติธรรมเดียว มีหลายวิธีการและหลายมรรควิถีในยานใหญ่นี้ ซึ่งแม้จะมีพื้นฐานอุดมคติเดียวกัน นั่นคือ การเข้าถึงโพธิญาณเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แต่รูปแบบและการมองโลกอันนำไปสู่การอุทิศตนเพื่อสัตว์โลกแตกต่างกัน

Read more

Tibetan Masters of the Major Traditions

รูปประวัติศาสตร์ พระอาจารย์ใหญ่ของทิเบต…
สมเด็จองค์ดาไลลามะประทับยืนอยู่ตรงกลาง ทางขวาของพระองค์คือสมเด็จสาเกีย ทริซิน ริมโปเช (ประมุขนิกายสาเกียปะ) และสมเด็จซูชิกริมโปเช (อดีตประมุขนิกายญิงมาปะ) ทางซ้ายของพระองค์คือสมเด็จแมนรี ทริซิน ริม

โปเช (ประมุขนิกายพุทธเพิน/ยุงตรุงเพิน) และสมเด็จองค์การ์มาปะ (ประมุขนิกายกาจูร์ปะ) พระอาจารย์อาวุโสสุดในขณะนี้คือแมนรี ริมโปเช และสาเกีย ริมโปเช สำหรับท่านสาเกีย ริมโปเช ท่านไว้ผมยาว นุ่งสบงสีขาว สัญลักษณ์ของผู้ปฏิบัติตนเป็นโยคี (ไม่ใช่พระภิกษุ) พระอาจารย์ทั้งหลายมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน มีใจเปิดกว้าง และภาวนาด้วยกันไม่ว่าท่านจะได้รับการฝึกฝนในนิกายใด

Reflection on Buttered Tea & Tibetan Wisdom

เมื่อสองปีก่อนศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญฉันไปบรรยายเรื่องภูมิปัญญาทิเบตที่โยงกับชีวิตและการเมือง โดยคำว่าการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องจีน-ทิเบต แต่เป็นความขัดแย้งโดยทั่วไปในสังคมรวมไปถึงความขัดแย้งในทางศาสนาด้วย

ในช่วงท้ายเรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จำได้ว่าเป็นการสนทนาที่สนุกมากเมื่อฉันพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบต คือ ชาที่ไม่ได้มีรสหวานแบบที่คนไทยเรารู้จักกัน หรือรสจืดออกขมแบบชาดำทั่วไป แต่กลับเป็นชาที่มีรสเค็ม มัน จนออกเลี่ยน ที่เราเรียกกันว่า ชาเนย เพราะมีการนำเนยมาตำกับน้ำชาต้มเดือดในกระบอกไม้ตามด้วยการเหยาะเกลือเล็กน้อยแบบที่อาจารย์เยินเต็นได้สาธิตให้ดูในเทศกาลชาอาทิตย์ที่แล้ว

ชาเนยนี้ชาวทิเบตถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุด ถ้าวันไหนพวกเขาไม่ได้ดื่มชาแบบนี้ พวกเขาจะรู้สึกชีวิตขาดอะไรไป นักศึกษาชาวทิเบตคนหนึ่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าที่อเมริกา ทุกวันเขาจะทำชาเนยแบบนี้แล้วเทใส่กระติกน้ำร้อนหอบไปดื่มขณะท่องหนังสือแถวห้องสมุด จนเราล้อแกว่าแกเหมือน “โป้ลา” พ่อเฒ่า ใครที่เคยเดินทางไปในทิเบตและมีโอกาสได้แวะกุฏิพระหรือเยี่ยมเยียนชาวทิเบตที่บ้าน จะต้องได้ล้ิมชิมรสชามันๆเลี่ยนๆแบบนี้แน่นอน ยิ่งเนยที่เอามาตำเป็นเนยเก่า จะเห็นเนยลอยเป็นไข กลิ่นขึ้นจมูก จนต้องเอามือมาปิดปากถ้วยไว้ถ้าได้รับการเสริฟเป็นครั้งที่สอง

ในการบรรยายวันนั้นเราได้คุยกันเรื่องความสำคัญของภูมิปัญญาทิเบตต่อมนุษยชาติ ความสำคัญของจิตวิญญาณที่เน้นความรักความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข ความสุขที่เกิดจากความพึงพอใจอย่างแท้จริง ศรัทธาอันมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงไร และความอดทนอดกลั้นอันเป็นเลิศจนทั่วโลกต้องจับตาดู แม้แต่พระอาจารย์ชั้นสูงของไทยท่านหนึ่งยังเคยปรารภว่าชาวทิเบตเป็นชนชาติที่อดทนมากที่สุดในโลก

แม้ภูมิปัญญาทิเบตจะมีสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชม แต่เราต้องแยกภูมิปัญญาออกจากประเพณีซึ่งได้รับอิทธิพลจากภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมตลอดจนความเชื่อพื้นบ้าน เหมือนกับการจะทำให้ชาทิเบตเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยในเขตเมืองร้อนแบบบ้านเรา เราจำเป็นต้องทำให้ชานี้ละลายจากไขมัน เอารสเลี่ยนออกไป และอาจต้องเอารสเค็มออกไปด้วย เหลือแต่ตัวเนื้อชาล้วนๆที่ยังคงความเป็นชาทิเบตเอาไว้ พระพุทธศาสนาวัชรยานก็เช่นกันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเมื่อเราไม่ยึดติดที่รูปแบบประเพณี แต่ดูที่แก่นธรรมและจิตวิญญาณภายในที่มีความเป็นสากลและเป็นอกาลิโก

เมื่อเราดูที่แก่นธรรมเช่นนี้ ไม่ว่าภายนอกเราจะแต่งตัวอย่างไร จะสวมใส่ลูกประคำหรือไม่ ไม่สำคัญ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะช่วยกันรักษาภูมิปัญญาของทิเบตให้ไม่หายสูญไปและจะมีส่วนช่วยให้ภูมิปัญญานี้เติบโตเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการทำความดี

ภาพประกอบ : ไม่ทราบแหล่ง แต่เพื่อนทิเบตคนหนึ่งชื่อเท็นซินเป็นผู้ส่งมาให้
Attached photo was sent to me from our friend Tenzin.

Kongbo Pilgrimage on Air

เทปออกอากาศเรื่องจริงผ่านจอ  วันที่ 1 กันยายน 2554
http://www.thairealtv.com/main/index.php/2009-02-16-06-59-41/905-2011-08-31-03-42-41

 

 

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

Praising Tara

ขอนอบน้อมแด่องค์อารยาตาราเทวี!

ความมืดมนของสังสาระอันยากที่จะกำจัด

พระองค์ทรงเอาชนะได้ดุจแสงแห่งตะวัน

ข้าฯขอกราบองค์ตาราไปตลอดกาลนาน ผู้ซึ่งพระหทัยเปี่ยมไปด้วยความกรุณา

องค์พระเทวี ด้วยพรของพระองค์ สิงห์ อันดุร้าย

ซึ่งสามารถฆ่าได้แม้คชาธารอันใหญ่ยิ่ง

และเฉลียวฉลาดเป็นอันมาก

ก็ยังตื่นกลัวและเตลิดหนีออกไป

พญาช้างสาร ซึ่งสามารถแยกหินออกจากกัน

และถอนต้นไม้ออกมาได้ด้วยงาอันแหลมคม

แต่เมื่อข้าฯท่องมนตร์ของพระองค์

ช้างนั้นก็วิ่งหนีไปด้วยความตกใจกลัว

เปลวเพลิง ที่เผาผลาญทุกสถานที่

ด้วยกำลังอันแรงกล้า และที่ทนได้ยากยิ่ง

เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงโหมไหม้นิเวศสถาน

แต่สายฝนอันได้แก่พรของพระองค์ก็ดับไฟนั้นลง

งู ที่ส่งเสียงแหลมสูง ซึ่งเปล่งออกมาจาก

ลำคออันเต็มไปด้วยพิษร้าย

งูนั้นกลับเกรงกลัวคำสรรเสริญองค์พระเทวี

ดุจดังเกรงกลัวกำลังของพญาครุฑ

แม้เหล่าโจรร้าย จะตัดผู้เดินทางเป็นชิ้นๆ

และแขนขาของโจรเหล่านั้นจะเปื้อนเลือด

แต่เมื่อโจรเหล่านั้นได้ยินพระนามของพระองค์

ก็สูญสิ้นซึ่งกำลังใดๆ

เมื่อใครคนหนึ่งถูกราชมันซึ่งรับใช้พระราชา

ดึงผม และ ล่ามด้วยโซ่

แต่หากใครคนนั้นสรรเสริญพระเทวี

ผู้ทรงช่วยให้รอดจากคุกตาราง ก็จะปราศจากความกลัว

เมื่อคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจากทั้งสิบทิศ

และจากท้องฟ้าอีกด้วย ผู้ที่เป็นข้าของพระองค์

ซึ่งลอยคออยู่ในท้องทะเล หลังจากที่เรืออับปาง

ก็จะปลอดภัยถึงฝั่ง

เหล่าปิศาจ ซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดและคราบสมอง

ซึ่งปิศาจนั้นชอบกินเป็นอาหาร

โอพระเทวี! ปิศาจนั้นก็เตลิดหนีไป

เพียงเมื่อได้ยินบทมนตราของพระองค์

ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมจากโรคเรื้อน แขนขาขาด

มีหยดเลือดและหนองไหลออกมาจากจมูก

แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมาร่วมตัวอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์

พวกเขาก็เปรียบเสมือนเทพบุตรเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

ขอทาน ซึ่งซูบผอมดุจเปรต

ร่างเปลือยเปล่า ทนทรมานด้วยความหิวกระหาย

แต่เมื่อเขากราบกรานพระองค์

เขาก็กลายเป็นจักรพรรดิ

ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมีที่ข้าฯ

ได้สั่งสมมาด้วยการสรรเสริญพระองค์ ผู้บริสุทธิ์สะอาด

ผู้ทรงทำให้ความกลัวทั้งหลายต้องมลายไป

ขอให้โลกได้ประสบซึ่งความสุขเถิด

บทสรรเสริญองค์อารยาตาราเทวี รจนาโดยพระอาจารย์จันทรโคมินจบบริบูรณ์

กล่าว กันว่าด้วยการท่องบ่นบทสรรเสริญนี้ พระอาจารย์จันทรโคมินได้ทำให้พระรูปไม้ขององค์ตาราเทวี ยกนิ้วชี้ขึ้น เมื่ออาจารย์ทูลถามพระองค์ว่า “เหตุใดจึงทรงทำเช่นนี้” องค์เทวีดำรัสตอบว่า “ก็เพราะเจ้าแต่งบทสรรเสริญนี้ได้ดี!” หลังจากนั้น องค์ตารานี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนามว่า “ตาราผู้ทรงยกน้ิวชี้ขึ้น”

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปล

Seminar on Tibetan Medicine

การแพทย์ทิเบตเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่า “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา” พระพุทธเจ้าองค์สีน้ำเงินผู้ทรงถือบาตรอโรคยา  คำสอนนี้มีความกรุณาเป็นตัวขับเคลื่อน คนไข้คือพ่อแม่ในอดีตชาติ ยาคือโอสถทิพย์ที่จะทำให้คนไข้พ้นทุกข์ ด้วยเหตุนี้ ยาจึงต้องบริสุทธิ์ ปราศจากสารเคมี ประกอบด้วยสมุนไพรที่ผ่านขั้นตอนการเก็บตามคัมภีร์ทุกประการเพื่อให้คงความบริสุทธิ์ให้ได้มากที่สุด…กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

มูลนิธิพันดาราขอเชิญผู้สนใจร่วมเสวนา “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการแพทย์ทิเบต”

สถานที่ : บ้านมูลนิธิพันดารา ลาดพร้าว ซอย 11

วันเวลา : วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2554 เวลา 9.30-12 น.

วิทยากร:

นพ. เซดอร์ ญารงชา จากสถาบันการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของนครลาซา (บรรยายทิเบต แปลไทย)

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธวัชรยานและทิเบตศึกษา

หัวข้อเสวนา :

การแพทย์ทิเบตกับการบำบัดรักษา ความรู้เรื่องธาตุ อาหารกับการป้องกันโรค และการแพทย์กับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา

รูปแบบกิจกรรม :

เสวนาอย่างไม่เป็นกันเอง มีชาและอาหารทิเบตเพื่อสุขภาพบริการ

ลงทะเบียน :

ไม่เก็บค่าลงทะเบียน กรุณาแจ้งชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในวันที่ 20 มีนาคม

สอบถาม/ลงทะเบียนกิจกรรมได้ที่ 1000tara@gmail.com โทร 084 5355 433; 087 8299 387

Being Compassionate to Others Brings Joy and Happiness

Maghapuja Retreat in Manager Online

ภาวนามนตรา เสริมพลังกลุ่ม ตามความเชื่อของชาวทิเบตในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
รศ.ดร.กฤษดาวรรณ ประธานมูลนิธิพันดารา
อาจารย์กฤษดาวรรณ ขณะแสวงบุญที่เนปาล
กราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ยิ่งกราบเยอะยิ่งดี
ออกนอกเมือง ตั้งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ
ภาวนามนตราด้วยก้อนหิน ความเชื่อแบบทิเบต
ปัจจุบันมูลนิธิพันดารา นำโยคะมาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมะด้วย
ทำอย่างไรจึงจะรวย? เราจะเจ็บไข้ได้ป่วยไหม? แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า? ลองนับดูว่าในหนึ่งวัน คุณคิดถึงเรื่องตัวเองกี่ครั้ง และมีสักกี่หนที่คุณคิดถึงเรื่องของคนอื่นบ้าง ถ้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่รู้สึกเห็นใจและอยากช่วยเหลือ คนอื่นๆ คือเมื่อไหร่กัน วันนี้ M-Light มีวิธีการขัดเกลาจิตใจตามวิถีชาวทิเบตมาให้ลองปฏิบัติดู 

ชาวทิเบตและชาว ไทยเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน ต่างกันเพียงแค่วิถีปฏิบัติเท่านั้นเอง คือทิเบตนับถือนิกายมหายาน ส่วนประเทศไทยนับถือแบบเถรวาทเป็นหลัก รศ.ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ประธานมูลนิธิพันดารา คือบุคคลที่เข้าใจความแตกต่างของทั้งสองรูปแบบเป็นอย่างดี และวันนี้ท่านมีวิถีปฏิบัติตามแบบชาวทิเบตมาแนะนำให้เราลองนำไปปรับใช้

เมตตาคนอื่น ตนเองเป็นสุข
สังคมในยุคปัจจุบัน แค่ให้เข้าวัดทำบุญยังหาเวลาแทบไม่ได้ เมื่อเราบอกว่าจะชักชวนให้ลองมาปฏิบัติธรรมตามแบบทิเบต หลายคนคงนึกปฏิเสธทันที เพราะรู้สึกเสียเวลาเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วแนวคิดแบบทิเบตไม่ต่างไปจากพุทธศาสนาในแบบที่ เรารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก และยังสามารถเริ่มต้นปฏิบัติได้ง่ายๆ เพียงแค่หัดยึดความสุขของตนเองเป็นรอง และรู้จักถือเอาความสุขของผู้อื่นมาก่อนเท่านั้นเอง

“โดย หลักการแล้วพุทธศาสนาแบบทิเบตกับที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรกันมาก จะเน้นเรื่องไตรลักษณ์ การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนๆ กัน เพียงแต่ทางทิเบตจะเน้นว่าการปฏิบัติธรรมต้องเป็น ไปเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย คือถือตัวเองเป็นรองและนึกถึงสัตว์ทั้งหลายมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ฝ่ายเถรวาทจะเน้นให้แต่ละคนปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงการหลุดพ้น เน้นความสุขของผู้ปฏิบัติมาก่อน ดังนั้นการเริ่มต้นปฏิบัติตามวิถีของทิเบตง่ายๆ ก็คือให้ตั้งจิตแผ่เมตตา แผ่ความรักความกรุณาให้แก่ผู้อื่น” อาจารย์กฤษดาวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมทิเบต อธิบาย

การแผ่เมตตาให้แก่สรรพชี วิตอื่นๆ นอกจากจะช่วยให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับอานิสงส์แห่งผลบุญแล้ว ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจที่เป็นสุขไปพร้อมกันด้วย เพราะคนส่วน ใหญ่ที่เป็นทุกข์ในชีวิต มักคิดเวียนวนอยู่กับปัญหาของตนเอง การส่งจิตภาวนาให้แก่สัตว์อื่นจึงช่วยให้เราได้รับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้จักละจากปัญหาของตนเอง ท้ายที่สุดจึงทำให้จิตใจเป็นสุข อย่างที่อาจารย์กฤษดาวรรณกล่าวไว้ว่า “เมื่อ เราเอาความกรุณามาเป็นอุบาย ได้รับรู้ถึงชีวิตที่เป็นทุกข์กว่า ชี้ให้เห็นว่ายังมีปัญหาของผู้อื่นที่หนักหนากว่าเราอีกมาก ก็สามารถที่จะช่วยได้ เมื่อได้ช่วยผู้อื่น เราก็จะเห็นคุณค่าของตัวเอง ความทุกข์ทั้งหมดที่มีก็จะค่อยๆ หมดไป

“มนตรา” ช่วยชีวิต
ทางทิเบตจะมีการสวดที่เรียกว่า “มนตรา” คือคาถาเพื่อทำความเคารพพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ซึ่งมีมากมายหลายคาถาตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน สำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติในระยะเริ่มต้น อาจารย์กฤษดาวรรณแนะนำให้เริ่มจากบูชา “พระแม่ตารา” หรือพระพุทธเจ้าในภาคที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเกิดความทุกข์ใจจากเรื่องใด สามารถขจัดออกไปได้ด้วยการนึกถึงความรักของพระองค์

“เมื่อ เรานึกถึงความรักของแม่จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและช่วยให้หายเศร้าได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าในองค์ที่เป็นผู้หญิงก็สามารถช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ เช่นกัน วิธีปฏิบัติคือให้นึกว่าพระองค์อยู่ที่หัวใจของเรา เป็นเหมือนแสงสว่างอยู่ที่กลางใจ แล้วเราสัมผัสถึงความรักของพระองค์ได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็จะทำให้หายเศร้า สำหรับคนที่เริ่มปฏิบัติอาจจะยังไม่ต้องสวดคาถาไปด้วยก็ได้ แค่นึกถึงก่อนก็พอ” ประธานมูลนิธิพันดารา มูลนิธิเพื่อการปฏิบัติธรรมตามวิถีชาวทิเบต แนะนำวิธีปฏิบัติ ก่อนขยายความให้ฟังต่อ

“เคยมีคนมาหาอาจารย์เหมือน กัน บอกว่านอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำยังไง เราก็แนะนำให้เขาสวดมนตรา นึกถึงพระแม่ตารา คิดว่าพระองค์อยู่กับเราก่อนที่เขาจะหลับ ให้ นึกถึงว่าพระองค์มีขนาดเล็ก เล็กเท่าขนาดเมล็ดข้าว แล้วเราก็หลับไปพร้อมกับความรู้สึกนั้น หลายคนที่ลองทำดูบอกว่าได้ผลนะคะ เขานอนหลับได้จริงๆ ก็ถือเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ค่ะ”

“หรือ อย่างผู้ป่วยท่านหนึ่งเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้วเขาเพิ่งทราบ ไม่เหลือวิธีรักษาอย่างอื่นแล้วนอกจากต้องทำคีโม เขาก็มาปรึกษาเราว่าเขาเครียดมากทุกครั้งที่ทำคีโม เราก็บอกเขาไปว่าเขาสามารถจะนึกถึงพระแม่ตาราได้ในขณะที่คุณหมอ กำลังให้การรักษาอยู่ได้ ให้ท่านช่วยขจัดความกลัว ให้นึกว่าเรามีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียว เขาก็ลองปฏิบัติดูแล้วเขาก็บอกว่ารู้สึกดีขึ้นนะคะ จากที่เคยเครียดเคยกังวลว่าจะเจ็บอย่างเดียว” อาจารย์กฤษดาวรรณยกตัวอย่างให้ฟัง

ทุกข์หมดไปด้วยท่ากราบแบบทิเบต
มนุษย์เงินเดือนที่ต้องกรำงานหนักทุกวัน อาจารย์แนะนำให้ลองหันมาทำสมาธิตามแบบทิเบตดู โดย เริ่มต้นจากการภาวนามนตรา ปลดเปลื้องความทุกข์ด้วยการกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ และทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน รับรองว่าจิตใจจะเป็นสุขอย่างแน่นอน

“คนที่เครียดนี่ ถ้าเราให้เขานั่งหลับตาทำสมาธิ ความเครียดจะไม่หมดไป แต่จะยิ่งพอกพูนฟุ้งซ่านมากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องให้เขาได้ทำกิจกรรม ได้ร่วมภาวนามนตรากับผู้อื่น จะทำให้เขารับรู้ได้ถึงพลังกลุ่ม เวลาเราอยู่ด้วยกัน เราสวดเป็นเพลง เสียงเพลงจะช่วยเยียวยาจิตใจ ทำให้เขาลืมความทุกข์ได้ ให้เขาได้ลองกราบพระแบบอัษฎางคประดิษฐ์ คือให้ร่างกายทั้ง 8 ส่วนได้สัมผัสพื้น มือทั้ง 2 หัวเข่าทั้ง 2 เท้าทั้ง 2 หน้าผากแล้วก็ลำตัวจรดพื้นดินเพื่อเป็นการทำสมาธิ เมื่อ ทุกส่วนของร่างกายสัมผัสกับพื้นดิน เราจะได้สลายบาปกรรมไปด้วย ชาวทิเบตเชื่อกันว่ายิ่งกราบเยอะ อกุศลกรรมต่างๆ ที่ได้เคยทำก็จะหมดไป และช่วยให้ใจมีสมาธิค่ะ

“ระหว่างที่ปฏิบัติจะช่วย ให้ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ จากก่อนหน้านี้ที่บางคนอาจคิดพะวงเรื่องงานตลอดเวลา เป็นทุกข์จากการคิดวางแผนและกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติจะช่วยให้เราปล่อยวาง ทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ รู้จักปล่อยวางจากอนาคตและอดีต อยู่กับปัจจุบัน และถ้ายิ่งได้เดินทางมาปฏิบัติท่ามกลางธรรมชาติและป่าเขา การ อยู่ที่โล่งๆ ที่กว้างๆ ออกมาจากคอนโด หรือเมืองแคบๆ บ้าง จะช่วยให้จิตใจได้เปิดกว้างมากขึ้น ใจกว้างมากขึ้น มองเห็นผู้อื่นมากขึ้น รู้จักเผื่อแผ่แก่คนอื่น ท้ายที่สุดจิตใจของเราก็จะเป็นสุข

รายงานโดย ทีมข่าว M-Lite / ASTV สุดสัปดาห์