Tag Archives: พุทธวัชรยาน

รู้จักพุทธวัชรยาน (1)

 

 

photo-97

รู้จักพุทธวัชรยาน

ในพุทธทิเบตที่เราเรียกว่า “พุทธวัชรยาน” ไม่ได้ประกอบด้วยหนทางการปฏิบัติธรรมเดียว มีหลายวิธีการและหลายมรรควิถีในยานใหญ่นี้ ซึ่งแม้จะมีพื้นฐานอุดมคติเดียวกัน นั่นคือ การเข้าถึงโพธิญาณเพื่อกลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แต่รูปแบบและการมองโลกอันนำไปสู่การอุทิศตนเพื่อสัตว์โลกแตกต่างกัน

วิถีแห่งการละโลก (Renunciation Way)

ผู้ดำรงอยู่บนหนทางของการละโลก ดังเช่นนักบวชมุ่งเน้นขัดเกลาจิตใจให้ผ่องแผ้ว ละวางจากเรือนและการงาน ทุ่มเทชีวิตเพื่อค้นหาสัจธรรมและทำงานทางธรรม โดยในทิเบตเน้นการศึกษาพระสูตร พุทธปรัชญา โต้วาทีธรรม สร้างเครื่องรองรับกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า (หล่อพระ ชำระคัมภีร์ สร้างวิหาร สถูปเจดีย์) และจำศีลภาวนา จนได้รับการสลายบาปกรรมและจิตเกิดปัญญารู้ธรรม

ดังเช่นโอวาทของพระอาจารย์ซูเชน ริมโปเชที่ให้แก่พระภิกษุที่วัดของท่านว่า

“ท่านทั้งหลายมาบวชในวัดขอให้จำใส่ใจว่ามีเพียงจุดหมายหลักสองประการ คือเพื่อขัดเกลาตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้มีเวลาและความเพียรในการทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการปฏิบัติธรรม และเพื่อศึกษาเล่าเรียนพระพุทธธรรมจนสามารถสืบพระวจนะของพระพุทธองค์ไปยังผู้คนในสังคมและในรุ่นอายุต่อไป หากมีเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ก็ขอให้ทราบว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของวัด”

พระในวัดจึงได้รับการสอนให้ศึกษาพระสูตร พระอรรถกถา และวิชาความรู้อันเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของทิเบต เรียกว่า ศาสตร์ใหญ่ห้า ได้แก่ หัตถศิลป์ (รวมการหล่อพระ ทำงานพุทธศิลป์) ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา (การแพทย์) ภาษาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และพุทธศาสตร์

แม้ว่าในหมู่พระภิกษุผู้มีสติปัญญาดีและมีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้อย่างรวดเร็วจะมีโอกาสได้รับคำสอนเพิ่มเติมในสายตันตระและ/หรือซกเช็นซึ่งเน้นการมองโลกในอีกลักษณะและเน้นการทำสมาธิในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การรู้แจ้งที่รวดเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ทำประโยชน์แก่สัตว์โลกได้เร็วขึ้น พระภิกษุโดยทั่วไปใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาพระสูตรเป็นสำคัญ

พระภิกษุมีศีลที่กำหนดรูปแบบพฤติกรรมและการตั้งจิต จำนวนศีลมีตั้งแต่ 25 ข้อ (สำหรับสามเณร) ไปจนถึง 250 ข้อ อย่างไรก็ตาม พระภิกษุของทิเบตส่วนใหญ่ยังถือศีลมากกว่านี้ ได้แก่ ศีลโพธิสัตว์ซึ่งเป็นหัวใจของความเป็นพุทธมหายานและศีลตันตระซึ่งเน้นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์อีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า คัมภีร์ตันตระ

หลังพระอาจารย์อตีศะ Atisha (ค.ศ. 980-1054) เข้ามาในทิเบต ท่านได้สังคายนาพระธรรมวินัย ได้สร้างระบบการปฏิบัติเพื่อเน้นวิถีของพระสูตรให้เข้มแข้ง ก่อนหน้านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทิเบตเป็นโยคีและโยคินีเป็นหลัก วิถีนี้ได้รับการสืบต่อและมีความรุ่งเรืองอย่างมาในสมัยพระอาจารย์ซงคาปา Tsongkhapa (ค.ศ. 1357-1419) จนกลายมาเป็นนิกายเกลุกปา ซึ่งได้กลายมามีอำนาจทางการเมืองในสังคมพุทธทิเบต

หากดูตามเป้าหมายของสายการปฏิบัติแห่งการละโลก ผู้ปฏิบัติได้รับการฝึกให้ปล่อยวางจากกระแสโลก มิได้เพื่อให้เห็นแก่ตัว ให้ดูดายต่อความทุกข์ยากของผู้คนในสังคม แต่เพื่อให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อการหลุดพ้นอันจะนำมาสู่การช่วยเหลือสรรพสัตว์ในหลายภพหลายชาติและได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า นักบวชจะเอาแต่โต้วาทีธรรม หรือสวดมนต์ทำสมาธิ ในยามที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เกิดภัยพิบัติ เรากลับเห็นเหล่านักบวชทั้งหญิงและชายผนึกกำลังกัน ออกมาเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยบำบัดความทุกข์ของผู้คน และในสังคมทิเบตเอง เราก็เห็นพระออกมาประท้วง แม้แต่จนเผาตัวเองตาย

เราได้พูดถึงพระภิกษุ แต่ไม่ได้พูดถึงภิกษุณีและสามเณรีซึ่งในทิเบตยังขาดความเข้มแข็ง เพราะโอกาสที่ผู้หญิงจะได้ปฏิบัติธรรรมด้วยการเกื้อกูลจากสถาบันหรือองค์กรมีน้อยมาก นักบวชต้องสร้างเรือนภาวนาเอง ต้องหาอาหารรับประทานเอง (ไม่มีระบบการออกบิณฑบาตรเหมือนในไทย) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน เริ่มมีการสร้างสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิงมากขึ้น วันหนึ่ง เราคงเห็นนักบวชหญิงได้โต้วาทีธรรมและศึกษาพระธรรมอย่างเต็มที่ดังเช่น โอกาสที่นักบวชชายได้รับ

ยังมีมรรควิถีตันตระและซกเช็น (อื่นๆ) ซึ่งหล่อหลอมความเป็นพุทธทิเบตเอาไว้ หากใครปรารถนาจะเข้าใจทิเบต จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิกเฉยต่อการศึกษามรรควิถีเหล่านี้ และในสายทิเบตไม่ได้เน้นว่าเฉพาะผู้ออกบวชเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและสามารถเข้าถึงการรู้แจ้ง

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

Tibetan Masters of the Major Traditions

รูปประวัติศาสตร์ พระอาจารย์ใหญ่ของทิเบต…
สมเด็จองค์ดาไลลามะประทับยืนอยู่ตรงกลาง ทางขวาของพระองค์คือสมเด็จสาเกีย ทริซิน ริมโปเช (ประมุขนิกายสาเกียปะ) และสมเด็จซูชิกริมโปเช (อดีตประมุขนิกายญิงมาปะ) ทางซ้ายของพระองค์คือสมเด็จแมนรี ทริซิน ริม

โปเช (ประมุขนิกายพุทธเพิน/ยุงตรุงเพิน) และสมเด็จองค์การ์มาปะ (ประมุขนิกายกาจูร์ปะ) พระอาจารย์อาวุโสสุดในขณะนี้คือแมนรี ริมโปเช และสาเกีย ริมโปเช สำหรับท่านสาเกีย ริมโปเช ท่านไว้ผมยาว นุ่งสบงสีขาว สัญลักษณ์ของผู้ปฏิบัติตนเป็นโยคี (ไม่ใช่พระภิกษุ) พระอาจารย์ทั้งหลายมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน มีใจเปิดกว้าง และภาวนาด้วยกันไม่ว่าท่านจะได้รับการฝึกฝนในนิกายใด

Reflection on Buttered Tea & Tibetan Wisdom

เมื่อสองปีก่อนศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเชิญฉันไปบรรยายเรื่องภูมิปัญญาทิเบตที่โยงกับชีวิตและการเมือง โดยคำว่าการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องจีน-ทิเบต แต่เป็นความขัดแย้งโดยทั่วไปในสังคมรวมไปถึงความขัดแย้งในทางศาสนาด้วย

ในช่วงท้ายเรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จำได้ว่าเป็นการสนทนาที่สนุกมากเมื่อฉันพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทิเบต คือ ชาที่ไม่ได้มีรสหวานแบบที่คนไทยเรารู้จักกัน หรือรสจืดออกขมแบบชาดำทั่วไป แต่กลับเป็นชาที่มีรสเค็ม มัน จนออกเลี่ยน ที่เราเรียกกันว่า ชาเนย เพราะมีการนำเนยมาตำกับน้ำชาต้มเดือดในกระบอกไม้ตามด้วยการเหยาะเกลือเล็กน้อยแบบที่อาจารย์เยินเต็นได้สาธิตให้ดูในเทศกาลชาอาทิตย์ที่แล้ว

ชาเนยนี้ชาวทิเบตถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุด ถ้าวันไหนพวกเขาไม่ได้ดื่มชาแบบนี้ พวกเขาจะรู้สึกชีวิตขาดอะไรไป นักศึกษาชาวทิเบตคนหนึ่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าที่อเมริกา ทุกวันเขาจะทำชาเนยแบบนี้แล้วเทใส่กระติกน้ำร้อนหอบไปดื่มขณะท่องหนังสือแถวห้องสมุด จนเราล้อแกว่าแกเหมือน “โป้ลา” พ่อเฒ่า ใครที่เคยเดินทางไปในทิเบตและมีโอกาสได้แวะกุฏิพระหรือเยี่ยมเยียนชาวทิเบตที่บ้าน จะต้องได้ล้ิมชิมรสชามันๆเลี่ยนๆแบบนี้แน่นอน ยิ่งเนยที่เอามาตำเป็นเนยเก่า จะเห็นเนยลอยเป็นไข กลิ่นขึ้นจมูก จนต้องเอามือมาปิดปากถ้วยไว้ถ้าได้รับการเสริฟเป็นครั้งที่สอง

ในการบรรยายวันนั้นเราได้คุยกันเรื่องความสำคัญของภูมิปัญญาทิเบตต่อมนุษยชาติ ความสำคัญของจิตวิญญาณที่เน้นความรักความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข ความสุขที่เกิดจากความพึงพอใจอย่างแท้จริง ศรัทธาอันมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงไร และความอดทนอดกลั้นอันเป็นเลิศจนทั่วโลกต้องจับตาดู แม้แต่พระอาจารย์ชั้นสูงของไทยท่านหนึ่งยังเคยปรารภว่าชาวทิเบตเป็นชนชาติที่อดทนมากที่สุดในโลก

แม้ภูมิปัญญาทิเบตจะมีสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชม แต่เราต้องแยกภูมิปัญญาออกจากประเพณีซึ่งได้รับอิทธิพลจากภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมตลอดจนความเชื่อพื้นบ้าน เหมือนกับการจะทำให้ชาทิเบตเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยในเขตเมืองร้อนแบบบ้านเรา เราจำเป็นต้องทำให้ชานี้ละลายจากไขมัน เอารสเลี่ยนออกไป และอาจต้องเอารสเค็มออกไปด้วย เหลือแต่ตัวเนื้อชาล้วนๆที่ยังคงความเป็นชาทิเบตเอาไว้ พระพุทธศาสนาวัชรยานก็เช่นกันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยเมื่อเราไม่ยึดติดที่รูปแบบประเพณี แต่ดูที่แก่นธรรมและจิตวิญญาณภายในที่มีความเป็นสากลและเป็นอกาลิโก

เมื่อเราดูที่แก่นธรรมเช่นนี้ ไม่ว่าภายนอกเราจะแต่งตัวอย่างไร จะสวมใส่ลูกประคำหรือไม่ ไม่สำคัญ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะช่วยกันรักษาภูมิปัญญาของทิเบตให้ไม่หายสูญไปและจะมีส่วนช่วยให้ภูมิปัญญานี้เติบโตเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการทำความดี

ภาพประกอบ : ไม่ทราบแหล่ง แต่เพื่อนทิเบตคนหนึ่งชื่อเท็นซินเป็นผู้ส่งมาให้
Attached photo was sent to me from our friend Tenzin.

Kongbo Pilgrimage on Air

เทปออกอากาศเรื่องจริงผ่านจอ  วันที่ 1 กันยายน 2554

 

 

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

Praising Tara

ขอนอบน้อมแด่องค์อารยาตาราเทวี!

ความมืดมนของสังสาระอันยากที่จะกำจัด

พระองค์ทรงเอาชนะได้ดุจแสงแห่งตะวัน

ข้าฯขอกราบองค์ตาราไปตลอดกาลนาน ผู้ซึ่งพระหทัยเปี่ยมไปด้วยความกรุณา

องค์พระเทวี ด้วยพรของพระองค์ สิงห์ อันดุร้าย

ซึ่งสามารถฆ่าได้แม้คชาธารอันใหญ่ยิ่ง

และเฉลียวฉลาดเป็นอันมาก

ก็ยังตื่นกลัวและเตลิดหนีออกไป

พญาช้างสาร ซึ่งสามารถแยกหินออกจากกัน

และถอนต้นไม้ออกมาได้ด้วยงาอันแหลมคม

แต่เมื่อข้าฯท่องมนตร์ของพระองค์

ช้างนั้นก็วิ่งหนีไปด้วยความตกใจกลัว

เปลวเพลิง ที่เผาผลาญทุกสถานที่

ด้วยกำลังอันแรงกล้า และที่ทนได้ยากยิ่ง

เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงโหมไหม้นิเวศสถาน

แต่สายฝนอันได้แก่พรของพระองค์ก็ดับไฟนั้นลง

งู ที่ส่งเสียงแหลมสูง ซึ่งเปล่งออกมาจาก

ลำคออันเต็มไปด้วยพิษร้าย

งูนั้นกลับเกรงกลัวคำสรรเสริญองค์พระเทวี

ดุจดังเกรงกลัวกำลังของพญาครุฑ

แม้เหล่าโจรร้าย จะตัดผู้เดินทางเป็นชิ้นๆ

และแขนขาของโจรเหล่านั้นจะเปื้อนเลือด

แต่เมื่อโจรเหล่านั้นได้ยินพระนามของพระองค์

ก็สูญสิ้นซึ่งกำลังใดๆ

เมื่อใครคนหนึ่งถูกราชมันซึ่งรับใช้พระราชา

ดึงผม และ ล่ามด้วยโซ่

แต่หากใครคนนั้นสรรเสริญพระเทวี

ผู้ทรงช่วยให้รอดจากคุกตาราง ก็จะปราศจากความกลัว

เมื่อคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจากทั้งสิบทิศ

และจากท้องฟ้าอีกด้วย ผู้ที่เป็นข้าของพระองค์

ซึ่งลอยคออยู่ในท้องทะเล หลังจากที่เรืออับปาง

ก็จะปลอดภัยถึงฝั่ง

เหล่าปิศาจ ซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดและคราบสมอง

ซึ่งปิศาจนั้นชอบกินเป็นอาหาร

โอพระเทวี! ปิศาจนั้นก็เตลิดหนีไป

เพียงเมื่อได้ยินบทมนตราของพระองค์

ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมจากโรคเรื้อน แขนขาขาด

มีหยดเลือดและหนองไหลออกมาจากจมูก

แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมาร่วมตัวอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์

พวกเขาก็เปรียบเสมือนเทพบุตรเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

ขอทาน ซึ่งซูบผอมดุจเปรต

ร่างเปลือยเปล่า ทนทรมานด้วยความหิวกระหาย

แต่เมื่อเขากราบกรานพระองค์

เขาก็กลายเป็นจักรพรรดิ

ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมีที่ข้าฯ

ได้สั่งสมมาด้วยการสรรเสริญพระองค์ ผู้บริสุทธิ์สะอาด

ผู้ทรงทำให้ความกลัวทั้งหลายต้องมลายไป

ขอให้โลกได้ประสบซึ่งความสุขเถิด

บทสรรเสริญองค์อารยาตาราเทวี รจนาโดยพระอาจารย์จันทรโคมินจบบริบูรณ์

กล่าว กันว่าด้วยการท่องบ่นบทสรรเสริญนี้ พระอาจารย์จันทรโคมินได้ทำให้พระรูปไม้ขององค์ตาราเทวี ยกนิ้วชี้ขึ้น เมื่ออาจารย์ทูลถามพระองค์ว่า “เหตุใดจึงทรงทำเช่นนี้” องค์เทวีดำรัสตอบว่า “ก็เพราะเจ้าแต่งบทสรรเสริญนี้ได้ดี!” หลังจากนั้น องค์ตารานี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนามว่า “ตาราผู้ทรงยกน้ิวชี้ขึ้น”

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปล