Tag Archives: พุทธวัชรยาน

Kongbo Pilgrimage on Air

เทปออกอากาศเรื่องจริงผ่านจอ  วันที่ 1 กันยายน 2554

 

 

Prayer to Dispel Earthquake & Other Disasters

สวดมนตร์สะเดาะเคราะห์จากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ

รจนาโดยพระอาจารย์เตรเช็น ซังงัก ลิงปะ

พระชินพุทธเจ้าห้าตระกูลแห่งทะเลสาบและแดนหิมะ
พระผู้คุ้มครองสัตว์โลกในกลียุค ได้แก่ พระคุรุเทรมปา พระมารดา และบุตร
พระคุรุริมโปเช พระผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวแห่งทิเบต
พระวิทยาธรแห่งอินเดีย ชางชุง ทิเบต
สาวก ๒๕ ท่านและเตรเช็นทั้ง ๑๐๘
ข้าพเจ้าขอสวดถึงเหล่าพระอาจารย์ผู้มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ
ขอทรงโปรดป้องกันภัยทั้ง ๘ ภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม
จากโรค หายนะ จากบ่วงของพญามัจจุราช
ขอพระบารมีของท่านทำให้มารและพญามัจจุราชพ่ายแพ้
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเหตุแห่งการตายอันไม่สมควร
ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาวและมีโชคลาภเพิ่มพูน
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากอันตรายทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีวันพลัดพรากจากแดนสุขาวดี
ขอให้ความปรารถนาทั้งหลายสมประสงค์ด้วยเทอญ
วันที่ ๙ เดือน ๙ ปีกุนธาตุน้ำ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว พระอาจารย์ได้เขียนคำว่า “มารและพญามัจจุราช” และ “การตายอันไม่สมควร” หลังจากนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ผู้คนไม่เป็นอันตราย ท่านฑากินีวังโม, ชกทรู ยุงตรุง, ยุงตรุง ยีชี, ต้าชี่ นัมเกียล, กาทา ลามะ โลเตรอ และยุงตรุง ปาซัง จึงขอให้พระอาจารย์ซังงัก ลิงปะเขียนบทสวดมนตร์นี้ให้จบ พระอาจารย์แห่งสัจธรรมทั้งสองจึงเขียนบทนี้ บุญกุศลที่ได้รจนาบทนี้ขอให้สัตว์โลกได้รอดพ้นจากภัยพิบัติด้วยเทอญ บุญกุศลและสุขสวัสดี
แปลจากภาษาทิเบตโดยกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
***
ซังงัก ลิงปะ เป็นพระอาจารย์ชั้นสูงของทิเบต ท่านเป็น “เตรเช็น” พระอาจารย์ผู้เข้าถึงการตระหนักรู้ มีญาณวิเศษ ท่านมีจิตเป็น “รีเม” ไม่แบ่งแยกนิกาย สายการปฏิบัติหลักของท่านคือ เพินซามา (เพินใหม่) ซึ่งอยู่ในนิกายยุงตรุงเพิน ผู้ปฏิบัติเพินซามาเน้นการบูชาพระคุรุสามองค์ ได้แก่ คุรุเทรมปา นัมคา, คุรุเซวัง ริกซิน และคุรุเปมา จุงเน (คุรุริมโปเช) และคู่ปฏิบัติของพระองค์ ในบทนี้เรียก “พระมารดา”
ในขณะนี้ชาวจีนได้เริ่มมาสวดบทนี้กันเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ตามการเผยแพร่ของลามะสำคัญท่านหนึ่งคือ ท่านเซ็งเก ทุลกุ ที่พำนักในประเทศจีน
ขอเชิญชวนคนไทยสวดบทนี้เพื่อช่วยกันป้องกันแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอื่นๆโดยเฉพาะอุทกภัยในประเทศไทย เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดศีลธรรม ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดร้ายต่อกัน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น เมื่อกรรมเก่าของผู้คนสุกงอมพร้อมกัน จะทำให้ได้รับผลจากภัยพิบัติร่วมกัน
การสวดมนตร์เป็นวิธีหนึ่งในการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติเนื่องจากภาษาในบทสวดมนตร์เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่ได้บรรลุธรรม โดยการสวดมนตร์ควรทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราเอง เปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำต่อผู้อื่น ไม่ดำรงชีวิตเพียงแค่ประโยชน์สุขของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่มีจิตเมตตากรุณาต่อผู้อื่น และเชื่อในกฎแห่งกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า “ชาตินี้เป็นอย่างไร คือ ผลของอดีตชาติ ชาติหน้าเป็นอย่างไร ให้ดูการกระทำในชาตินี้”

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

Praising Tara

ขอนอบน้อมแด่องค์อารยาตาราเทวี!

ความมืดมนของสังสาระอันยากที่จะกำจัด

พระองค์ทรงเอาชนะได้ดุจแสงแห่งตะวัน

ข้าฯขอกราบองค์ตาราไปตลอดกาลนาน ผู้ซึ่งพระหทัยเปี่ยมไปด้วยความกรุณา

องค์พระเทวี ด้วยพรของพระองค์ สิงห์ อันดุร้าย

ซึ่งสามารถฆ่าได้แม้คชาธารอันใหญ่ยิ่ง

และเฉลียวฉลาดเป็นอันมาก

ก็ยังตื่นกลัวและเตลิดหนีออกไป

พญาช้างสาร ซึ่งสามารถแยกหินออกจากกัน

และถอนต้นไม้ออกมาได้ด้วยงาอันแหลมคม

แต่เมื่อข้าฯท่องมนตร์ของพระองค์

ช้างนั้นก็วิ่งหนีไปด้วยความตกใจกลัว

เปลวเพลิง ที่เผาผลาญทุกสถานที่

ด้วยกำลังอันแรงกล้า และที่ทนได้ยากยิ่ง

เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงโหมไหม้นิเวศสถาน

แต่สายฝนอันได้แก่พรของพระองค์ก็ดับไฟนั้นลง

งู ที่ส่งเสียงแหลมสูง ซึ่งเปล่งออกมาจาก

ลำคออันเต็มไปด้วยพิษร้าย

งูนั้นกลับเกรงกลัวคำสรรเสริญองค์พระเทวี

ดุจดังเกรงกลัวกำลังของพญาครุฑ

แม้เหล่าโจรร้าย จะตัดผู้เดินทางเป็นชิ้นๆ

และแขนขาของโจรเหล่านั้นจะเปื้อนเลือด

แต่เมื่อโจรเหล่านั้นได้ยินพระนามของพระองค์

ก็สูญสิ้นซึ่งกำลังใดๆ

เมื่อใครคนหนึ่งถูกราชมันซึ่งรับใช้พระราชา

ดึงผม และ ล่ามด้วยโซ่

แต่หากใครคนนั้นสรรเสริญพระเทวี

ผู้ทรงช่วยให้รอดจากคุกตาราง ก็จะปราศจากความกลัว

เมื่อคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจากทั้งสิบทิศ

และจากท้องฟ้าอีกด้วย ผู้ที่เป็นข้าของพระองค์

ซึ่งลอยคออยู่ในท้องทะเล หลังจากที่เรืออับปาง

ก็จะปลอดภัยถึงฝั่ง

เหล่าปิศาจ ซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดและคราบสมอง

ซึ่งปิศาจนั้นชอบกินเป็นอาหาร

โอพระเทวี! ปิศาจนั้นก็เตลิดหนีไป

เพียงเมื่อได้ยินบทมนตราของพระองค์

ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมจากโรคเรื้อน แขนขาขาด

มีหยดเลือดและหนองไหลออกมาจากจมูก

แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมาร่วมตัวอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์

พวกเขาก็เปรียบเสมือนเทพบุตรเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

ขอทาน ซึ่งซูบผอมดุจเปรต

ร่างเปลือยเปล่า ทนทรมานด้วยความหิวกระหาย

แต่เมื่อเขากราบกรานพระองค์

เขาก็กลายเป็นจักรพรรดิ

ด้วยอำนาจแห่งบุญบารมีที่ข้าฯ

ได้สั่งสมมาด้วยการสรรเสริญพระองค์ ผู้บริสุทธิ์สะอาด

ผู้ทรงทำให้ความกลัวทั้งหลายต้องมลายไป

ขอให้โลกได้ประสบซึ่งความสุขเถิด

บทสรรเสริญองค์อารยาตาราเทวี รจนาโดยพระอาจารย์จันทรโคมินจบบริบูรณ์

กล่าว กันว่าด้วยการท่องบ่นบทสรรเสริญนี้ พระอาจารย์จันทรโคมินได้ทำให้พระรูปไม้ขององค์ตาราเทวี ยกนิ้วชี้ขึ้น เมื่ออาจารย์ทูลถามพระองค์ว่า “เหตุใดจึงทรงทำเช่นนี้” องค์เทวีดำรัสตอบว่า “ก็เพราะเจ้าแต่งบทสรรเสริญนี้ได้ดี!” หลังจากนั้น องค์ตารานี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนามว่า “ตาราผู้ทรงยกน้ิวชี้ขึ้น”

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปล

มนตรา เครื่องมือฝึกสติและสมาธิ

สวดมนตราเป็นเรื่องน่าเบื่อ?

คนไทยเรายังไม่คุ้น กับการสวดมนตราหรือคาถาแบบชาวทิเบต เมื่อให้สวดมากๆ บางครั้งเราเหนื่อย เบื่อ หรือง่วงนอน แต่จริงๆ การสวดมนตราเป็นเครื่องมือในการฝึกสติและสมาธิเป็นอย่างดี ทำให้เราไม่คิดฟุ้งซ่าน และทำให้ได้ใช้เวลาแต่ละนาทีเป็นไปอย่างมีความหมาย

วิธีสวดมนตรา

1. สวดเบาๆ ให้เสียงมนตราไม่ขาดสายเหมือนสายน้ำ

2. ร้องเป็นเพลง วิธีนี้มีประโยชน์มากเมื่อเราทำเป็นกลุ่มและเมื่อเรามีเสียงที่ไพเราะ แต่ละพยางค์ที่เปล่งออกมาเป็นจังหวะจะทำให้จิตใจเบิกบาน และคลื่นเสียงที่แผ่ออกมาจะทำให้เกิดพลังสามัคคี และพลังทางบวกที่นำความปีติยินดีให้แก่ผู้ได้ยิน

3. สวดในใจด้วยการตั้งจิตเป็นสมาธิ และตั้งนิมิตว่ามนตราหมุนเวียนอยู่ที่กลางหัวใจล้อมรอบพยางค์หลัก (พีชพยางค์) ซึ่งแทนพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ องค์ที่ปฏิบัติบูชา

จะสวดมนตราเวลาไหน

การ สวดมนตราสามารถทำได้ทุกขณะ ไม่จำเป็นต้องทำในห้องพระ เช่น เมื่อเราล้างจาน เราสามารถร้องเพลงมนตรา หรือบริกรรมมนตราเบาๆ เวลาเดิน เราก็บริกรรมมนตราไป พร้อมๆกับการก้าวเท้าอย่างมีสติ หรือแม้แต่เวลาขับรถ เราก็สามารถสวดมนตราไปด้วย นอกจากจะทำให้ไม่หงุดหงิดเมื่อรถติดแล้ว ยังทำให้จิตใจแจ่มใส

สวดมนตราบทไหนดี

มน ตรามีหลายบท บทที่รู้จักกันแพร่หลายน่าจะเป็น “โอม มณี เปเม ฮุง” มณีในดอกบัว ซึ่งเป็นคาถาประจำพระอวโลกิเตศวร (กวนอิม) มนตราบทนี้เน้นความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย

อีกบทหนึ่ง ของมนตราแห่งความกรุณา คือ “โอม ตาเร ตุตตาเร ตุเร โซฮา” มนตราสิบพยางค์ประจำพระแม่ตารา พระโพธิส้ตว์สตรี ผู้ปวารณาพระองค์จะช่วยพระอวโลกิเตศวรอีกแรงหนึ่งในการรื้อขนสัตว์โลก

ไม่ ว่าเราจะสวดบทใด หัวใจหลัก เราต้องมีโพธิจิต จิตที่ปรารถนาจะยังประโยชน์ต่อสัตว์โลก เมื่อนั้น มนตราที่เราเปล่งออกมาจะมีความหมายอย่างสมบูรณ์ เมื่อปากของเราทำงาน และใจต้องการหลุดพ้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

16 กุมภาพันธ์ 2554

Summary of Teachings from Green Tara Retreat (2)

งานเยียวยาจิตใจบนวิถีตารา (Green Tara Retreat)

5-6 กุมภาพันธ์ 2554

บรรยายและนำภาวนาโดยพระอาจารย์ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช (Ringu Tulku Rinpoche)

เรียบเรียงโดย รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

ความไม่มีประมาณสี่ประการ (Four Limitless)

หัวใจของการฝึกปฏิบัติตาราคือการปฏิบัติความเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งจำเป็นต้องฝึกฝนความไม่มีประมาณ 4 ประการได้แก่

1. ความปรารถนาอย่างไม่มีประมาณที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข

2. ความปรารถนาอย่างไม่มีประมาณที่จะทำให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นมิตรหรือศัตรู

3. ความปรารถนาอย่างไม่มีประมาณที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าถึงความสุขอันเป็นบรมสุข

4. ความปรารถนาอย่างไม่มีประมาณที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าถึงสันติสุขอันยั่งยืนโดยปฏิบัติต่อทุกคนด้วยจิตอุเบกขา

ใคร ก็ตามที่ฝึกฝนทั้งสี่ข้อ เขาจะอยู่บนวิถีพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ครูบาอาจารย์ได้เคยปฏิบัติมาแล้วและได้ผลจากการปฏิบัตินั้น

บทปฏิบัติตารา/ตาราสาธนะ (Tara Sadhana)

เป็น ชื่อคัมภีร์ที่เน้นให้เราไม่เพียงทำสมาธิเพื่อเปลี่ยนจิตของเราให้เป็นดัง จิตของพระพุทธองค์ แต่ยังยึดพระองค์เป็นสรณะ เจริญโพธิจิต รักษาศีล หลีกเลี่ยงการประกอบอกุศลกรรม บำเพ็ญบุญ และอุทิศบุญกุศล การปฏิบัตินี้จึงเป็นการปฏิบัติโดยสมบูรณ์ที่เน้นปัญญา สมาธิ และการกระทำแห่งความกรุณาในเวลาเดียวกัน บทปฏิบัติมีทั้งขนาดสั้นเป็นพิเศษ สั้น ยาว และยาวเป็นพิเศษ จะใช้บทใดขึ้นอยู่กับเวลาสำหรับการปฏิบัติและสถานการณ์ โดยจะต้องได้รับการรับมอบคำสอนจากคุรุผู้มีคุณสมบัติที่จะสามารถมอบคำสอนได้ ได้รับมนตราภิเษก (empowerment/initiation) ซึ่งเป็นการขอพรจากคุรุและสายการปฏิบัติธรรมของท่าน ได้รับอนุญาตให้นั่งสมาธิถึงพระแม่ตาราและบริกรรมมนตราหัวใจประจำพระองค์

ปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง (Practice to Transform Oneself)

แต่ การฝึกปฏิบัติไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่เรายังต้องฝึกเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราให้ดีขึ้น ดูแลอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง สังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบที่เรามักทำเมื่อมีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้น โดยมีจุดหมายหลักเพื่อรู้จักตัวตน ถ้าปฏิบัติตารา แต่ไม่พยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น การปฏิบัตินอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังอาจเป็นอันตรายด้วย ทำให้อัตตาเพิ่มพูน และสมาธิที่ฝึกฝนก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีในการทำสมาธิ หากเข้าใจเช่นนี้ การปฏิบัติตาราแม้ว่าจะสืบทอดจากทิเบต แต่เป็นสิ่งสากล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชาวทิเบตเท่านั้น

ตารามนตราภิเษก (Tara Empowerment)

1. Purification

ทำความสะอาดอวมงคลในตัวเรา ในชีวิต และอกุศลกรรมที่ได้เคยทำมา ด้วยการอมน้ำมนตร์และบ้วนออกมา

2. Torma Offering

นำ ตอร์มา (เครื่องบูชา/พลี) ที่อุทิศให้แก่ดวงวิญญาณที่ไม่พึงพอใจ ออกไปจากมณฑลพิธี (หิ้งพระที่ตั้งจิตให้เป็นสถานจำลองพุทธเกษตร) การทำขั้นตอนนี้เพื่อขจัดอุปสรรคในการทำพิธีออกไปและทำให้เรารู้สึกว่าได้ รับการคุ้มครอง

3. Tara Story

ริมโปเชเล่าเรื่องพระแม่ตาราใน ขณะเสวยชาติเป็นเจ้าหญิงพระนามว่า “พระจันทร์แห่งปัญญา” ในกัลปะของพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย ทรงบำเพ็ญบุญกุศล และตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะบำเพ็ญบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ในร่างของสตรีทุกภพทุก ชาติเนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นเชื่อว่าบุรุษเท่านั้นที่จะเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อพระภิกษุในพระราชวังขอให้ทรงตั้งจิตอธิษฐานให้ได้กำเนิดเป็นชาย ทรงกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบุรุษ หรือสตรี เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน ชื่อบุรุษ และสตรีเป็นสิ่งปรุงแต่งจากจิตเปี่ยมด้วยอวิชชาของมนุษย์ เพราะพวกเขาปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความจริงในระดับปรมัติถ์”

4. Sadhana Lineage

บท ตาราสาธนะ บทปฏิบัติมีแบบใดบ้าง สายการปฏิบัติที่ริมโปเชทำพิธีมาจากสมเด็จองค์การ์มาปะที่สาม ผู้รับมนตราภิเษกได้รับพรจากสายการปฏิบัตินี้

5. Preliminary Practice

การปฏิบัติเบื้องต้น

-สวดยึดพระรัตนตรัยและพระอาจารย์ (จตุสรณคมน์) เป็นสิ่งเริ่มต้นสำหรับการปฏิบัติทุกอย่าง

-สวดเจริญโพธิจิต การปฏิบัตินี้ไม่ใช่ประโยชน์ของเราคนเดียว แต่เพื่อสัตว์ทั้งหลายได้รับการหลุดพ้น

-สวดสลายบาปกรรม

-แสดงความปีติยินดีต่อบุญกุศลของพระโพธิส้ตว์ทั้งหลาย

-ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขที่ยั่งยืนและอุทิศบุญกุศล

6. Actual Empowerment

การทำมนตราภิเษก

ถ้า เราเป็นนักเรียนแพทย์ เราเห็นอาจารย์แพทย์เป็นแบบอย่าง ในทำนองเดียวกัน เราเปลี่ยนตัวเราให้เป็นดังพระแม่ตารา เรามองพระองค์เป็นแบบอย่างและเราปฏิบัติอย่างเดียวกับพระองค์

7. Emptiness Mantra

สวดมนตราเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นความว่างที่เป็นสภาวะเดิมแท้

8. Arising of Tara Emblem

ในความว่าง มีดอกบัว บนดอกบัวมีอักขระแทนตาราและจิตวิญญาณของเรา

9. Radiating of Lights

จากอักขระ มีแสงนับพันส่องไปทั่วทั้งสิบทิศ

10. Requesting Buddhas’ Blessings

แสงออกไปสัมผัสพระพุทธเจ้าและพระอริยสัตว์ทั้งหลาย เราได้รับปัญญา กรุณา และพรของพระองค์

11. Consciousness Totally Blessed

แสงแห่งพรย้อนกลับมาที่อักขระ จิตวิญญาณของเราได้รับพรเต็มเปี่ยม

12. Healing Sentient Beings

แสง อีกชุดส่องไปสัมผัสสรรพชีวิต เยียวยาจิตใจของพวกเขา ขจัดอกุศลกรรมของพวกเขา ทำให้กาย วาจา ใจของพวกเขาสะอาดบริสุทธิ์ ทำให้โรคภัยไข้เจ็บของพวกเขาหมดสิ้นไป ทำให้พวกเขามีความปรีเปรมดิ์และมีความสุข

13. Achievement of Two Benefits

เมื่อแสงทำหน้าที่ทั้งสองแล้ว แสงกลับมาอยู่ที่อักขระ นั่นคือ แสงได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของเราเองและผู้อื่น

14. Visualization

ตั้ง นิมิตถึงตารา ซึ่งในที่นี้คือ ตาราองค์สีเขียว ผู้ประทับบนดอกบัว มีหนึ่งพักตร์ สองหัตถ์ หัตถ์ขวาอยู่ในท่าประทานพร หัตถ์ซ้ายถือดอกอุบล (ดอกบัวสีน้ำเงิน) ที่บานอยู่ที่พระกรรณ ทรงอาภรณ์และเครื่องประดับในลักษณะสัมโภคกายของพระพุทธเจ้า พระบาทขวายื่นออก พระบาทซ้ายพับเข้า รอบพระองค์มีพระแม่ตาราในลักษณะเดียวกันอีก 4 องค์

15. Receiving Body, Speech and Mind Blessings

ให้คิดว่าผู้ร่วมพิธีได้รับพรจากพระแม่ตารา ทั้งกาย วาจา ใจ

16. Body Empowerment

ริม โปเชประกอบมนตราภิเษก เพื่อสลายอกุศลกรรมทางกายของเรา และเปลี่ยนกายของเราให้เป็นดังพระวรกายของพระโพธิสัตว์ ผู้ร่วมพิธีรับน้ำมนตร์จากโถมงคล

17. Speech Empowerment

ริม โปเชประกอบมนตราภิเษก เพื่อสลายอกุศลกรรมทางวาจาของเรา และเปลี่ยนวาจาของเราให้เป็นดังพระวจนะของพระโพธิสัตว์ ผู้ร่วมพิธีบริกรรมตารามนตรา

18. Mind Empowerment

ริมโปเช ประกอบมนตราภิเษก เพื่อสลายอกุศลกรรมทางวาจาของเรา และเปลี่ยนใจของเราให้เป็นดังพระหทัยของพระโพธิสัตว์ ผู้ร่วมพิธีทำสมาธิถึงพระแม่ตารา

20. Quality Empowerment

ริมโปเชประกอบมนตราภิเษก เพื่อเปลี่ยนคุณลักษณะของเราให้เป็นดังคุณลักษณะของพระโพธิสัตว์

21. Activity Empowerment

ริม โปเชประกอบมนตราภิเษก เพื่อเปลี่ยนการกระทำของเราให้เป็นดังพระกรณียกิจของพระโพธิสัตว์ ผู้ร่วมพิธีได้รับการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำงานสานต่อพระกรณียกิจของ พระพุทธเจ้าอย่างไม่มีวันจบสิ้น

22.Receiving Torma Blessings

ผู้ ร่วมพิธีรับพรจากองค์ตอร์มาซึ่งเปรียบเสมือนมันดาลา (มณฑล) แห่งพระแม่ตาราและเหล่าบริวารและทำความเคา รพพระอาจารย์ ให้คิดว่าตัวเราและมันดาลาเป็นหนึ่งเดียวกัน

23. Dedication of Merits

อุทิศบุญกุศล ขอให้สัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียวได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ

Summary of Teachings from Green Tara Retreat (1)

งานเยียวยาจิตใจบนวิถีตารา (Green Tara Retreat)

5-6 กุมภาพันธ์ 2554

บรรยายและนำภาวนาโดยพระอาจารย์ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช (Ringu Tulku Rinpoche)


สถานที่จัดงาน (About Khadiravana)

งาน ภาวนาจัดขึ้นที่ “ขทิรวัน” ซึ่งประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ “ขทิระ” และ “วนะ” หมายถึง ต้นสีเสียด และ ป่า คำนี้จีงหมายถึงป่าขทิระหรือป่าสีเสียด มูลนิธิพันดาราตั้งชื่อสถานปฏิบัติธรรมนี้ว่าขทิรวันเพื่อเป็นเครื่องเตือน ใจถึงพระโพธิสัตว์สตรีในฝ่ายวัชรยาน ผู้ตั้งมหาปณิธานที่จะไม่เสด็จไปนิพพาน แต่จะดำรงอยู่ในโลกทุกภพทุกชาติจนกว่าสัตว์ชีวิตสุดท้ายจะได้รับการหลุดพ้น พระองค์ได้รับการขนานนามว่า “ตารา” หมายถึง ผู้นำไปสู่การหลุดพ้น ป่าขทิระคือสถานที่ที่พระอาจารย์ชาวอินเดียชื่อนาคารชุนได้เห็นนิมิตของพระองค์

พระอาจารย์ผู้นำภาวนา (about Ringu Tulku Rinpoche)


ท่าน ชื่อ ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช เป็นพระอาจารย์สำคัญของพุทธวัชรยาน ท่านสืบคำสอนของนิกายกาจูร์ปะ ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนสมเด็จองค์การ์มาปะในยุโรป ริงกุ เป็นชื่อ ชุมชนชนเผ่าเร่ร่อนที่เป็นบ้านเกิดของท่านในแคว้นคาม ทิเบตตะวันออก ทุลกุ เป็นฉายาสำหรับพระอาจารย์ผู้ได้รับการประกาศว่าเป็นผู้กลับชาติมาเกิด ริมโปเช เป็นคำเรียกพระอาจารย์ (ลามะ) โดยความหมายตรงตัวคือ ผู้ประเสริฐ เมื่ออายุได้ 4-5 ปี ทิเบตเสียเอกราชและริมโปเชต้องลี้ภัยไปสิกขิม

คำสอนของพระอาจารย์ (Rinpoche’s Teachings and Work)

ท่าน เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับคำสอนในสามยานของพระพุทธศาสนา การฝึกจิต และปรัชญาแบบรีเม (ไม่แบ่งแยกนิกาย) ท่านตั้งองค์กรการกุศลชื่อ โพธิจริยา (Bodhicharya) ในเบลเยี่ยม เน้นการทำงาน 3 ด้าน คือ การให้ความช่วยเหลือ การเยียวยาจิตใจ และการประสานความสัมพันธ์ ท่านพูดเสมอว่า เราต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ผู้อื่นและประเพณีทางจิตวิญญาณอื่นๆ เราจึงจะฉลาดขึ้นและมีความเข้าใจอย่างแท้จริง ท่านยังให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

การงานของพันดารา (1000 Stars Work)

นอกจากสร้างสถานปฏิบัติธรรมและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมทิเบต/หิมาลัยแล้ว มูลนิธิยังดำเนินการก่อสร้างพระมหาสถูปเพื่อสันติภาพของโลกซึ่งอุทิศแด่พระ โพธิส้ตว์ตารา ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของมูลนิธิ ริงกุ ทุลกุ ริมโปเชกล่าวชื่นชมการงานของมูลนิธิ ชมขทิรวันว่ามีความงดงาม และท่านมีความปีติยินดีที่ได้กลับมาสถานที่ที่กำลังก่อสร้างพระมหาสถูปตารา  ท่านบอกว่าขทิรวันมีความก้าวหน้าหลายอย่าง ท่านแสดงความยินดีและอนุโมทนากับอาจารย์กฤษดาวรรณและสังฆะพันดาราทุกคน

พระแม่ตารา (Bodhisattva Tara)

เรื่องราวของพระองค์เกี่ยวโยงกับการบำเพ็ญเพียรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่ ยังทรงเป็นพระโพธิส้ตว์ดังที่เราเคยอ่านหรือได้ยินจากนิทานชาดก ก่อนที่จะทรงเข้าถึงการตรัสรู้ ทรงบำเพ็ญบารมีหกของพระโพธิสัตว์ และตั้งปณิธานว่าจะเกิดเป็นสตรีในทุกภพทุกชาติเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกทั้ง หลาย ด้วยความรักและกรุณาอันไม่มีขีดจำกัดของพระองค์ ทรงได้รับการขนานนามว่า “พระโพธิสัตว์ผู้ทรงเป็นนิรันดร์” พระองค์ทรงเข้าถึงการตรัสรู้ด้วยวิริยะอุตสาหะในการสั่งสมบุญบารมี ช่วยเหลือสัตว์โลก และเข้าถึงปัญญาญานอันยิ่งใหญ่ แต่ทรงขอดำรงอยู่ จึงได้รับพระนามว่า พระโพธิสัตว์

การภาวนาถึงตารา (Tara Practice)

ปณิธาน ของพระแม่ตารา : ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ เอ่ยพระนามของพระองค์ บูชาพระองค์ ขอให้เขาเป็นอิสระจากความกลัวและภัยอันตรายทั้งหลาย ขอให้เขาได้รับการปกป้องและขอให้คำอธิษฐานของเขาสมประสงค์ กล่าวกันว่า พรของพระองค์รวดเร็ว ดุจดังแม่ที่ตอบสนองต่อลูกทันทีที่ลูกเรียกหา

ผู้ภาวนาถึงตารา (Tara Great Devotees)

ครูบาอาจารย์หลายท่านผูกพันกับพระองค์และสวดบูชาพระองค์เป็นนิจสิน เช่น ท่านนาคารชุน อตีศะทีปังกร องค์การ์มาปะที่สาม องค์ดาไลลามะที่หนึ่ง และพระอาจารย์หลายท่านสืบจนปัจจุบัน ในจำนวนท่านทั้งหลาย ท่านอตีศะ (ต้นศตวรรษที่ 11) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

อตีศะไปทิเบต (Atisha)

ใน สมัยนั้นพุทธวัชรยานเสื่อมลงเนื่องจากเกิดการปลงพระชนม์กษัตริย์ ทำให้ขาดผู้นำทางการปกครองและทางจิตวิญญาณ ท่านยีชี เออ มีความประสงค์จะนิมนต์พระอาจารย์อตีศะมาทิเบต แต่ระหว่างทางถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ โจรต้องการทองเท่าตัวของท่านจึงจะปล่อยตัว หลานชายของท่านหาทองให้ท่านได้จนเกือบเท่าตัวแล้ว แต่โจรบอกว่ายังไม่พอเพราะเอาตัวไปได้แต่เอามือไปไม่ได้ ท่านมีหนังสือลับถึงหลานว่า ไม่ต้องไปหาทองมาอีก ท่านแก่แล้ว ขอให้นำทองนั้นไปถวายพระอาจารย์เพื่อนิมนต์ท่านมาทิเบตดีกว่า จะเป็นประโยชน์มากกว่า หลานของท่านจึงเดินทางไปเชิญท่านอตีศะมาทิเบต

อตีศะภาวนาถึงตารา (Atisha’s Praying to Tara)

เพราะ ท่านอตีศะผูกพันกับพระแม่ตารามาก ท่านจึงภาวนาถึงพระองค์ขอให้ทรงดลใจให้ท่านตัดสินใจได้ถูกต้องว่าจะไปทิเบต ดีหรือไม่ เหล่าสาวกของท่านล้วนแต่กังวลใจ เพราะทิเบตดูเป็นดินแดนป่าเถื่อน เต็มไปด้วยคนกินคน สูงและหนาวเย็น ท่านอตีศะเดินทางไปสวดภาวนาที่โพธิคยา ซึ่งมีพระรูปพระแม่ตาราอยู่ ที่นั่นท่านได้นิมิตพระแม่ตารา พระองค์บอกท่านว่า ถ้าท่านไปทิเบต ท่านจะทำประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ชีวิตท่านจะสั้น ท่านจะไม่ได้กลับมาอินเดียอีก ท่านอตีศะตัดสินใจไปทิเบตเพื่อไปทำประโยชน์ในการเผยแผ่พระธรรม และมรณภาพในทิเบตในเวลาต่อมา ท่านเป็นต้นกำเนิดของสายกาดัมปะ (Kadampa) ซึ่งได้กลายมาเป็นนิกายสาเกียปะ (Sakyapa) และนิกายเกลุกปะ (Gelugpa)

โพธิจิตกับการปฏิบัติบูชาตารา (Bodhicitta & Tara Practice)

หัวใจหลัก คือ โพธิจิต เป็นการบ่มเพาะความกรุณาด้วยปัญญา เป็นความกรุณาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู เราปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ การปฏิบัตินี้จึงเน้นที่ผู้อื่นเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้เน้นที่ตัวเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าการคิดเกี่ยวกับความทุกข์ของผู้อื่นจะทำให้เราเป็น ทุกข์ หรือท้อแท้ ตรงกันข้าม กลับทำให้เรามีพลังทางบวกมากขึ้น มีแรงบันดาลใจในการดำรงชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น ในการปฏิบัตินี้ เราให้พระแม่ตาราเป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้เราเข้าถึงปัญญาและกรุณาเช่นเดียวกับของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ภายในตัวเรา

อานิสงส์ของการกราบ

บทสวดบันดาลใจ

อานิสงส์ของการกราบ

ข้าพเจ้าขอประณตน้อมด้วยศรัทธาและด้วยการบูชาสูงสุด
ขอให้บาปกรรมและเครื่องเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายสูญสลายไป

ด้วยมือขวาและซ้ายประสานกัน ขอให้อุบายกับปัญญาอยู่คู่กันเสมอ

เมื่อมือพนมไว้เหนือศรีษะ ขอให้พวกเราได้เข้าถึงพุทธเกษตรและแดนแห่งพระฑากินี

เมื่อมือพนมไว้ที่หน้าผาก ขอให้บาปกรรมทางกายได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เมื่อมือพนมไว้ที่คอ ขอให้บาปกรรมทางวาจาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เมื่อมือพนมไว้ที่หัวใจ ขอให้บาปกรรมทางความคิดได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เมื่อสลายมือออกจากกัน ขอให้ข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือสัตว์โลกด้วยกายทั้งสอง

เมื่อหัวเข่าอยู่บนพื้น ขอให้การเกิดในอบายภูมิหมดสิ้นไป

เมื่อนิ้วทั้งสิบอยู่บนพื้น ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงภูมิสิบและมรรคห้าอย่างเป็นลำดับ

เมื่อหน้าผากแตะพื้น ขอให้ข้าพเจ้าได้พุทธภูมิที่สิบเอ็ดแห่งพระสมันตภัทรพุทธเจ้า

เมือยืดแขนขาออกและหดเข้า ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงพระกรณียกิจทั้งสี่

เมื่อยืดเส้นเอ็นออกและหดเข้า ขอให้เส้นขัดทั้งหลายคลายออก

เมื่อยืดกระดูกสันหลังส่วนกลางออกและค้อมเข้า ขอให้เส้นทั้งหลายประชุมที่ช่องลมปราณกลางกาย

เมื่อสัมผัสพื้นแล้วลุกขึ้นมาอีกครั้ง ขอให้ข้าพเจ้าไม่ต้องดำรงอยู่ในสังสารวัฏอีกต่อไป ขอให้ได้เข้าถึงอริยมรรค

เมื่อก้มลงกราบอีกครั้ง ขอให้ข้าพเจ้าไม่ดำรงอยู่ในสันติสุขอันเป็นนิรันดร์ แต่ได้เป็นผู้นำพาสัตว์ทั้งหลาย

ด้วยบุญกุศลของการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ ขอให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้ชีวิตในภายภาคหน้าได้เกิดในดอกบัวแห่งแดนสุขาวดี และได้เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยเทอญ

รจนาโดยฤษีซกทรุก รังเดรอ กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์แปล

ขอขอบคุณดร. แดน มาร์ติน (Dr. Dan Martin) ที่เขียนบล็อกเกี่ยวกับการกราบและอ้างถึงบทสวดบันดาลใจนี้ http://tibeto-logic.blogspot.com/

ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติในวัชรยาน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกที่มีจริตและความต้องการแตกต่างกันและเพื่อให้สัตว์โลกได้สั่งสมบุญบารมีและสลายบาปกรรม พระพุทธเจ้าจึงแสดงออกในหลายลักษณะแห่งสัมโภคกาย เมื่อประทานพรแห่งปัญญา ก็ทรงปรากฏเป็นพระมัญชุศรี เมื่อประทานพรแห่งกรุณา ก็ทรงปรากฏเป็นพระอวโลกิเตศวรและพระตารา เมื่อประทานพรแห่งพลังในการต้านภัยพิบัติ ทรงเป็นพระวัชรปาณี เมื่อประทานพรให้มีอายุยืนยาว ทรงเป็นพระอมิตายุส เพื่อช่วยให้สัตว์โลกได้เกิดในแดนสุขาวดี ทรงเป็นพระอมิตาภะ…แต่ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดและไม่ว่าเราจะเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์มีสภาวะเดียว คือ “พุทธะ” อันเป็นนิรันดร์ ว่างแต่กระจ่างแจ้งและเปี่ยมไปด้วยปัญญา สภาวะนี้ไม่ได้อยู่ภายนอกดุจเทพที่อุบัติจากสวรรค์ แต่กำเนิดในดวงจิตของเราเอง ตราบที่เรายังเข้าไม่ถึงความเป็นนิรันดร์ หน้าที่ของเราคือพากเพียรปฏิบัติด้วยศรัทธา ด้วยโพธิจิต และใช้วันเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตประกอบกุศลกรรม สั่งสมบุญบารมี และภาวนาจนเกิดการตระหนักรู้ เข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ด้วยการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์

เพื่อให้เข้าถึงการหลุดพ้นอันเป็นเป้าหมายสูงสุด พุทธวัชรยานมีอุบายอันแยบยลด้วยบทปฏิบัติจำนวนมากเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ฝึกฝนตนจนจิตของเขากับจิตของพระอาจารย์ซึ่งไม่แบ่งแยกจากพระหทัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน