Skip to content

Posts tagged ‘Buddhism’

จิตในความฝันและความตาย

การปฏิบัติเกี่ยวกับความฝันจึงป็นเรื่องของจิตโดยตรง ถ้าเราจะเข้าใจจิตอย่างถ่องแท้ เราจึงต้องรู้ว่าจิตทำงานอย่างไร มีอะไรปรากฏต่อจิตบ้าง เพียงศึกษาเฉพาะการทำงานหรือการปรากฏต่อจิตในตอนกลางวันไม่เพียงพอ เพราะเวลาจำนวนมากของชีวิต ประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เราใช้ไปในการนอนหลับ ในช่วงเวลานี้เรายังคงหายใจอยู่ ไม่ได้ไม่รับรู้สิ่งใด ไม่ใช่ซากศพ จิตยังคงอยู่กับเรา ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือ ความฝัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตในตอนกลางคืนที่สัมพันธ์กับลม โดยเนื้อแท้แล้ว การเคลื่อนไหวของจิตเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากในตอนกลางวัน หากเราไม่ได้ใส่ใจต่อจิตในตอนกลางวัน โอกาสที่เราจะตื่นรู้ในความฝันและชีวิตหลังตายแทบไม่เกิดขึ้น

Read more

พระรัตนตรัยและพระยีตัม

พระยีตัม คือ พระที่เราฝึกปฏิบัติในสมาธิ เป็น meditation deity ที่มีการฝึกปฏิบัติตามคัมภีร์ตันตระต่างๆ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า deity เพื่อครอบคลุมพระพุทธเจ้าในลักษณะสันติ กึ่งพิโรธ และพิโรธ ซึ่งมีจำนวนมากมาย คนไทยเมื่อเห็นรูปบูชาหรือภาพวาดของพระพุทธเจ้าในลักษณะเหล่านี้ มักจะเรียกพระองค์ว่าพระโพธิสัตว์ ดังเช่น พระอวโลกิเตศวร เรียกว่า พระแม่กวนอิม, พระอารยาตารา เรียกว่า พระโพธิสัตว์ตารา, พระมัญชุศรี เรียกว่า พระโพธิสัตว์มัญชุศรี เป็นต้น

Read more

ยานเก้าแห่งพุทธเพิน สายธรรมสมบัติกลาง

The Nine Ways of Yungdrung Bon: The Central Treasures Tradition
ยานแห่งเหตุ ๔ และยานแห่งผล ๕ โดยมียานที่ ๙ คือ วิถีแห่งซกเช็น ความหมายโดยรูปศัพท์ของชื่อยานคือ "ซกเช็นแต่โบราณกาล ยานอันประเสริฐอย่างไม่มียานใดเทียบเทียมได้" ตรงกับ อติโยคะ ในญิงมาปะ ยานนี้เน้นคำสอนว่าด้วยความว่าง ความกระจ่าง และวิธีการประสานความว่างกับความกระจ่างเพื่อให้บรรลุตรีกายของพระพุทธเจ้า

Read more

บทสวดมนต์เงินโดร รถม้าบรรทุกอัญมณีแห่งการฝึกฝนทั้งสาม

Ngondro Prayers
The Chariot Pulling the Gems of the Three Trainings

รจนาจากคำขอของท่านซังงัก ลิงปะ ผู้ถือครองพระสัทธรรมทั้งสอง

ในวันที่รุ้งกินน้ำปราฏเป็นสายใยและมีเสียงอันไพเราะของเทพธิดาเปล่งออกมา
ท่านฑากินีวังโมได้มอบม้วนผ้าและกระดาษสีขาวให้และขอให้เขียนบทสวดมนต์นี้

เช่นเดียวกัน สหายธรรมชั้นเลิศบางท่านก็ได้ขอให้เขียนบทสวดนี้
ข้าพเจ้า ผู้ปฏิบัติตามวิถีแห่งเชน นามว่า “มังกา” (มงคล) จึงเขียนบทนี้
ขอให้บุญกุศลเพิ่มทวีคูณ

รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น
คัมภีร์ “คู่มือฝึกฝนเงินโดร มหาสมุทรแห่งพระวจนะ”

Read more

The Life and Works of Tsulchen Rinpoche

The detail of his life and teachings are shared on the occasion of Tsulchen Rinpoche’s upcoming visit to Thailand during December 13-23, 2017 to give teachings, and oral transmissions as well as chair the Phapa offering ceremony for the World Peace Great Stupa under construction at Kundrol Ling, Thailand.

This biography of Tsulchen Rinpoche is compiled from a collection of teachings by Tsulchen Rinpoche as well as an interview with Ajarn Meu Yonten, who spent 27 years at Tokden Monastery under guidances of Tsulchen Rinpoche and the late Triwa Rinpoche.

Read more

Three Kayas

མདོ་ལས།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་སྐུ་ནི་མཁའ་བཞིན་དུ་སྟོང་།།
ལོངས་སྤྱོད་རྫོགས་པའི་སྐུ་ནི་ཉི་ཟླ་བཞིན་དུ་གསལ།།
ཅིར་ཡང་སྤྲུལ་བའི་སྐུ་ནི་གཞའ་ཚོན་བཞིན་དུ་བཀྲ།།

ཞེས་པས་སོ།།

 

13938468_1064315870318873_2405257056702851564_n.jpg

The Nature Body is empty like the sky.
The Perfection Body is radiantly clear like the sun and the moon.
The Emanation Body is colorful like rainbows.

Buddha Tonpa Shenrab

กายธรรม ว่าง ไพศาลดุจท้องฟ้า
สัมโภคกาย กระจ่าง ชัดใสดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์
นิรมาณกาย หลากหลายสีสันดุจรุ้งกินน้ำ

พระพุทธเจ้า เติมปา เชนรับ

 

 

Many thanks to Boe Norbu Dawa for the lovely poster.

Tonglen Prayer by Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche

ขอมอบบทนี้แด่ทุกท่าน บทภาวนาต่อไปนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์และสุขของเรา โดยเฉพาะผู้มีความทุกข์ทั้งหลาย เมื่อสวดและใคร่ครวญความหมายของบทนี้ซึ่งรจนาด้วยโพธิจิต ความทุกข์ที่ประสบนั้นจะเป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นและจะผ่านพ้นไป

บทสวดภาวนาทงเลน

དཀོན་མཆོག་གསུམ་གྱི་བདེན་པ་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡིས།།

འགྲོ་བའི་བདེ་སྡུག་ཅི་ཡང་རུང་།།

དེ་ཀུན་བདག་ལ་སྨིན་གྱུར་ཅིག།

โกนชก ซุมจี เต็นบา ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

โตรเว เตตุก จิยัง รุง

เทกูน ตักลา มินจูร์ จิก

ด้วยสภาวะธรรมแห่งพระรัตนตรัย

และความเป็นธรรมดา

ไม่ว่าสรรพสัตว์จะทุกข์สุขเพียงไร

ขอให้ข้าพเจ้าได้ร่วมทุกข์และสุขนั้น

བདག་གཞན་ཉོན་མོང་སྦྱང་བར་ཤོག།

སྡིག་པ་ཐམས་ཅད་དག་པར་ཤོག།

ལས་ཀྱི་རྣམ་སྨིན་གསོབ་པར་ཤོག།

བུ་ལོན་ལན་ཆགས་འཁེལ་པར་ཤོག།

གནོད་བྱེད་གདུག་རྩུབ་ཞི་བར་ཤོག།

ตักแฉน เญินมง ชังวา โช

ตกปา ทัมเจ ตักปา โช

แลจิ นัมมิน ซบปา โช

ผูเลิน แลนชัก เคปา โช

เนิดเช ตุกซุบ ฉีวา โช

ขอให้กิเลสของข้าพเจ้าและผู้อื่นได้รับการขจัดออกไป

ขอให้บาปกรรมได้รับการสลายจนหมดสิ้น

ขอให้ผลกรรมสุกงอม

ขอให้หนี้กรรมได้รับการชำระล้าง

ขอให้การทำลายล้างและความรุนแรงหมดสิ้นไป

གང་ཞིག་བདག་ལ་དད་གྱུར་ཏམ།།

སྨོད་དང་ཚིག་རྩུབ་སྨྲས་ནའང་རུང་།།

བཟང་ངན་ལས་ཀྱིས་འབྲེལ་བ་རྣམས།།

བདག་གིས་ཐར་པར་འདྲོངས་པར་ཤོག།

กังฉิก ตักลา เตจูร์ ตัม

เมิดตัง ซิกซุบ เมนา รุง

ซังแงน แลจี เทรวา นัม

ตักกี ทาบา ธงบา โช

ผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาในข้าพเจ้า

หรือดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงกับกรรมดีหรือกรรมชั่ว

ขอให้ข้าพเจ้าได้นำพาพวกเขาไปบนวิถีแห่งการหลุดพ้น

བདག་གི་སྐྱེ་བ་གཞན་བརྒྱུད་ཚེ།།

སེམས་ཅན་གཞན་ལ་གནོད་པ་ནི།།

བ་སྤུའི་ཚིག་ཙམ་མི་བྱེད་པར།།

ཕན་བདེ་མ་ལུས་བསྒྲུབ་ནུས་ཤོག།

ตักกิ เจวา แฉนจุด เซ

เซ็มแจน แฉนลา เนิดบา นิ

วาปู ซิกซัม มิเช ปา

แพนเต มาลู ดรุบนู โช

เมื่อข้าพเจ้าได้ถือกำเนิดในภพชาติอื่น

ขออย่าได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเจ็บปวด

แม้เท่าเสี้ยวแห่งรูขุมขน

ขอให้ได้อำนวยสุขและยังประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ཡུལ་མཆོག་གནས་བཞིའི་བྱིན་རླབས་དང་།།

བོན་ཉིད་བདེན་པའི་བདེན་པ་ཡི།།

བདག་གི་བསམ་སྦྱོར་དགེ་བས་མཐུས།།

སྨོན་ལམ་མཐར་ཕྱིན་བསྒྲུབ་པར་ཤོག།

ยุลชก เนฉี ชินรับ ตัง

เพินญิด เต็มเบ เต็มบา ยี

ตักกิ ซัมจอร์ เกเว ทู

เมินลัม ทาชิน ดรุบปา โช

ขออานุภาพแห่งจตุรัตนะ

สภาวะแห่งความเป็นธรรมดา

ผลบุญและการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้า

จงดลบันดาลให้บทสวดอธิษฐานสมฤทธิ์ผล

ད་ནས་འཁོར་བ་འདི་ལ་མི་ཆགས་པར།།

ཐམས་ཅད་རང་རྩལ་རང་སྣང་ངོ་ཤེས་ནས།།

ཀ་དག་དང་པོའི་གཞི་དབྱིངས་གྲོལ་ནས་སུ།།

སླར་ཡང་འགྲོ་དོན་མ་ལུས་མཐར་ཕྱིན་ཤོག།

ทาเน คอวา ติลา มิชัก บา

ทัมเจ รังซัล รังนัง โงเช เน

กาตัก ทังเบอ ฉียิง เตรอเน ซู

ลายัง โตรเติน มาลู ทาชิน โช

ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้

ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน

ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม

ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ

 ***

รจนาโดย พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช

แปลโดย กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

Pilgrimage and Faith

Pilgrimage and Faith: Buddhism, Christianity and Islam explores pilgrimage as experienced in Buddhist, Christian and muslim faith communities. It addresses shared goals of personal development and communal solidarity as deep human needs. Unique in scope, this richly illustrated catalogue addresses religious diversity in a global perspective.

Edited by Virginia C. Raguin and Dina Bangdel with F.E.Peters
Serindia Publications, 2010
http://www.serindia.com
There is an article “Journey of the Heart: Prostrating on the Roof of the World” by Dr. Krisadawan Hongladarom in this volume. This is the first time her experience as a prostrating yogini is shared in an international circle. The Foundation thanks the editors and the publications for taking part in preserving the world’s ancient traditions of pilgrimage. We are grateful to the publisher Shane Suvikapakornkul for supporting the foundation’s activities by presenting us 50 copies of the volume.

การจาริกแสวงบุญมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดหมายปลายทาง เน้นการละวาง ทั้งความผูกพันกับครอบครัวและมิตรสหาย การยึดติดในความสุขสบาย และภาระหน้าที่การงาน เป็นการเดินทางกลับไปหาความเรียบง่ายของชีวิตโดยมีธรรมะและธรรมชาติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

การจาริกแสวงบุญเน้นการขัดเกลา จิตใจภายในให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการเดินรอบภูเขา การธุดงค์ การปีนบันได การกราบอัษฎางคประดิษฐ์… เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ว่าในทั้ง สามประเพณีศาสนามีความคล้ายคลึง กันหลายอย่างโดยเฉพาะ การเน้น “พร” ที่ได้รับจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ว่าที่นั้นจะเป็นเมกกะของอิสลาม แม่น้ำคงคาของฮินดู หรือภูเขาไกรลาศของพุทธ เพิน ฮินดู หรือเชน

หนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์เซริน เดีย (พฤษภาคม 2553) “จาริกแสวงบุญและศรัทธา : พุทธ คริสต์ และอิสลาม” เรียบเรียงโดย เวอร์จิเนีย ซี รากุน และดีนา บังเดล รวบรวมข้อเขียน งานวิจัย บทครุ่นคำนึง และบทบันทึกประสบการณ์ของนักวิชาการและผู้ปฏิบัติธรรมจากสามประเพณีทางศาสนา ประกอบด้วยภาพงดงามที่บันทึก ศรัทธาของผู้คนทั่วโลกที่ครั้ง หนึ่งในชีวิตเลือกฝ่าพัน ความยากลำบากเพื่อความสุขยั่ง ยืนภายใน

ในหนังสือนี้มีบทความของอ. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ที่บันทึกเรื่องราวการเดินกราบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบต เป็นการนำเสนอประสบการณ์ตรงของผู้กราบเป็นครั้งแรกในระดับนานาชาติ ต้องขอขอบคุณผู้เรียบเรียงและคุณเชน สุวิกปกรณ์กุล เจ้าของสำนักพิมพ์ ที่เห็นคุณค่าของการจาริกแสวงบุญและเป็นส่วนสำคัญในการธำรงให้ประเพณีนี้สืบต่อไปชั่วกาลนาน

มูลนิธิพันดาราขอขอบพระคุณสำ นักพิมพ์เซรินเดียที่ได้มอบ หนังสือล้ำค่านี้ 50 เล่มให้มูลนิธิได้จำหน่ายเพื่อหารายได้สนับสนุนการงานของมูลนิธิ

“Tashi Lhunpo Monastic University”

=========================
THE TASHI LHUNPO MONASTIC UNIVERSITY by Ruth Hayward, PhD
at Serindia Gallery, O.P. Garden, Soi Charoenkrung 36
Saturday 20 February 4 –6 pm
(Talk is in ENGLISH)
————————————————
Free of Charge, Refreshments served
Seats limited. Please RSVP
RSVP serindiagallery@gmail.com
Tel: 02 238 6410
Mobile: 081 428 5453

The history of Tashi Lhunpo Monastic University in Tibet intersects with that of the relationship over the centuries of the Dalai Lama and the Panchen Lama. Gendun Drup, who posthumously was recognized as the first Dalai Lama, founded Tashi Lhunpo in 1447 in Shigatse, Tibet’s second largest city. He was an outstanding but wandering teacher who was inspired by Jey Tsong Khapa, founder of the Gelukpa or “Yellow Hat” sect and of the first Gelukpa monastic university, Ganden, in Lhasa, to build his own “Ganden” in Shigatse. Both he and the second Dalai Lama resided there. The Great Fifth Dalai Lama, who built the Potala in Lhasa, gave Tashi Lhunpo in appreciation to his teacher, Lobsang Choyki Gyaltsen, (1570–1662) as his seat, along with support from some nearby villages, freed from paying tax to Lhasa. The Great Fifth named him the “Panchen Lama,” or “Great Scholar”; reserved the title “Panchen” only for him and his reincarnates and declared him to be the incarnation of Amitabha Buddha. Since then, Tashi Lhunpo Monastic University has been intended as the seat of the successive Panchen Lamas. They and the Dalai Lamas have played important roles in recognizing each other’s reincarnations and as each other’s teachers where possible. Together they are generally considered the two highest religious leaders for Tibet, the “sun and moon.”

The historic link of the Dalai Lama and the Panchen Lama to Tashi Lhunpo makes it an important institution. And it specializes in teaching logic. In addition, its geographic location nearer to the border with India and further west than Lhasa, put it into contact as early as the 17th century with European explorers and foreign powers seeking influence in Tibet , but who were not always welcome in Lhasa. There were apparent attempts from many quarters to manipulate the Panchen Lama and disrupt ties with and influence of the Dalai Lama, for the advantage of foreign powers as well as some insiders.

Ruth Hayward will discuss and show a DVD about the history of Tashi Lhunpo Monastic University in Tibet and the Tashi Lhunpo in exile in India, and its relevance in contemporary history as well as for the future of Tibetan Buddhism. She is a Social Anthropologist (PhD Harvard, ’70), with both an academic and United Nations career, and is the President and Executive Director of the Panchen Lama-Tashi Lhunpo Project . She has published on topics ranging from child to international development, including lessons from South Asia on how to end violence against women and girls, and contributed to Serindia Publications’ “Wooden Wonders: Tibetan Furniture in Secular and Religious Life” (2004).

Madman Story

เช้าตรู่วันหนึ่ง คนบ้าถือตะเกียงเข้าไปในตลาด เขาตะโกนหาพระเจ้าท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ผู้คนในตลาดมองหน้ากันและกัน ตะโกนกลับไปว่า “เอ็งเป็นบ้าไปแล้วหรือ” “เอ็งหลงทางหรือเปล่า” “เอ็งกำลังจะไปไหน”

คนบ้าวิ่งเข้าหาผู้คน จ้องมองเข้าไปในดวงตาของพวกเขา “ฉันจะบอกพวกแก” “พระเจ้าตายแล้ว” “คนฆ่าเป็นใครหรือ พวกเรายังไง” ‘เราทั้งหมดเป็นฆาตกร” “พวกแกไม่ได้ยินเสียงขุดหลุมฝังหรือ” “แกไม่ได้กล่ินศพท่านเน่าหรือ” “ไม่รู้สึกถึงลมหายใจบนพื้่นที่ที่ว่างเปล่าหรือ” “ไม่รู้สึกถึงความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาหรือ” คนบ้าถาม “เราจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อตัวเราเองเป็นผู้นำพระอาทิตย์ออกไปจากโลก”

แล้วคนบ้าก็นิ่งเงียบไป ทุกคนตลึงงัน ตกอยู่ในภวังค์ มองตาเขาอย่างสำนึกผิด เขาบอกว่า เขามาถึงเร็วเกินไป ผู้คนยังไม่รู้ว่าพระเจ้าตายแล้ว ในวันเดียวกัน เขาเดินทางไปหลายวัด ตะโกนบอกทุกคนว่า “วัดเป็นแค่สุสานของพระเจ้า”

***

เราเรียนรู้อะไรจากนิทานของนิตเช่ เราจะปล่อยชีวิตไปวันๆ ทำบุญเพียงแค่เปลือกนอก เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธแต่ไม่สนใจแก่นความเป็นพุทธอย่างนั้นหรือ เราจะรอวันที่คนบ้ามาบอกเราว่าเราสังหารพระศาสดาของเราอย่างนั้นหรือ เพราะศรัทธาที่เราพูดว่าเรามี มันแฝงไปด้วยความอยากได้อยากมี ในดินแดนพุทธ เรายังข่มเหงกัน ด้วยโลภะ ผู้ชายข่มชืนผู้หญิง ผู้ใหญ่ข่มขืนเด็ก ด้วยแรงริษยา เราขัดแข้งขัดขากัน เมื่อเพื่อนได้ดี หัวใจเราสั่นไปด้วยความรุ่มร้อน เมื่อคนชั้นต่ำได้ดี คนชั้นสูงไม่ชอบ ด้วยโทสะบันดาล เราด่าว่ากันและกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย ชกต่อยอย่างไม่ปราณี เราทำร้ายกันและกัน ฆ่าสัตว์อย่างเลือดเย็นเพียงเพราะอยากกินเนื้อที่แสนอร่อยของมัน หลายคนเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ แต่พวกเขานับถือเพียง “เงา” ของพระพุทธเจ้า พวกเขาไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม แต่เชื่อในกฎไสยศาสตร์ พวกเขาบูชาก้อนหินที่พวกเขาบรรจงสร้างให้เหมือนพระองค์

อย่ารอให้มีวันที่คนบ้าถือตะเกียงวิ่งเข้ามาบอกเรา จ้องเข้ามาในดวงตาของเรา ขอพวกเรากลับมาสร้างศรัทธาที่บริสุทธิ์ที่ไม่แปดเปื้อนไปด้วยโลภะ ขอพวกเราอย่ามองศาสนาเป็นเพียงแค่พิธีกรรม ขอเรามองข้ามร่างกายที่หวงแหนที่วันหนึ่งก็จะเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นไม่ต่างจากซากศพทั้งหลาย วัดจะไม่เป็นสุสาน ถ้าเราเข้าใจความหมายของการไปวัด ความหมายของการทำบุญที่ไม่ใช่การให้เพื่อขอสิ่งตอบแทน แต่เป็นการชำระล้างจิตใจภายในให้สะอาด ขอเรื่องราวของคนบ้าเป็นอุทธาหรณ์สอนใจพวกเรา ศาสนาจะรอดก็เพราะพวกเราเป็นคนทำให้รอด

***

นิตเช่เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันในศตวรรตที่ 19 เขาเขียนงานเขียนหลายเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์คริสต์ศาสนาที่ได้กลายเป็นเพียงรูปแบบภายนอก