Tag Archives: pilgrimage

Journey of the Mind at Mt. Bonri (1)

I pay homage to Mother Chamma and all the enlightened ones…

On 7 June 2011 Yonten and I left Bangkok for Chengdu. Superficially, the trip looked like other trips we have taken over the past ten years the period of which we traveled together to do linguistic fieldwork, receive transmission from our teachers, pay homage to sacred sites, and visit foundation projects, friends and relatives. But this time it’s different, as we are heading to a holy mountain of which we know very little and I’m supposed to do prostrations there.

It has been my aspiration to visit a site blessed by Buddha Tonpa Shenrab, and to pay respect to the Kongbo Tonpa image built and consecrated by my root teacher Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche. In addition, my other Bonpo Dzogchen teacher Latri Khenpo Geshe Nyima Dakpa Rinpoche asked me to do pilgrimage at Mt. Bonri, upon hearing my plan to write a book on pilgrimage. But most of all, I wanted to make great merit while building the Tara Great Stupa for Peace and Harmony (Yungdrung Kolek Choten) back home in Thailand.

On 7 June Yonten and I were late boarding the plane. It was a hectic morning in Bangkok and busy day in Chengdu. That evening we managed to visit Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche at his resident. Rinpoche rejoiced in my aspiration to prostrate around Mt. Bonri.

Mt. Bonri is associated with Buddha Tonpa Shenrab. It is the most important site in Tibet he visited more than a ten thousand years ago to collect his seven horses back from the Mara – Demon Chabpa (Khyabpa) Lagring. Going there is to remember his noble deed in transforming the Mara’s mind into compassionate mind like that of Buddha.

On 8 June we were joined by Namdrol, Yonten’s long time friend from Tokden Monastery in Amdo and two Thai friends from Saradee who came to film my prostrations.

We prostrated at Jokhang Temple and visited many holy sites in Lhasa. One of them is Nyethang Tara Temple, the starting point of my pilgrimage in 2007. I received a red silk, which used to cover the image of Speaking Tara, from the temple. In Lhasa we were fortunate to meet a Bonpo expert Geshe Drachung (Dbra khyung) Kesang Norbu, who just returned from Kongbo. He has been doing research on the mountain and has written a map and a book as a passport to the holy mountain.

Having met Geshe Kesang Norbu and heard stories of Mt. Bonri, we were confident in traveling there. Unlike my previous prostrating pilgrimage between Nyethang and Samye, Yonten was relaxed and prepared little for this trip. He said it was my second time, so he had no worries. Geshe Kesang Norbu took us to see Shensay Rinpoche, a master and prince from the lineage of Buddha Tonpa Shenrab. He kindly blessed my pilgrimage and the Stupa project. He also gave me and Yonten a short transmission of Sridpe Gyalmo practice.

“There is no other merit than building a great stupa. I congratulate you in doing this wonderful work. There will be obstacles but with determination and unfailing faith, the project will be a success,” Shensay Rinpoche, Lhasa.

On 10 June we left Lhasa for Pa-I, a once military basis that has bloomed into a bustling city in Nyingtri Prefecture. It took 7 hours to get there. The next day we visited a juniper tree which according to scientific research is supposed to be the tallest one in the world. It is called “King of Cypress,” aged 2800 years. For Bonpo practitioners, this tree is associated with the deity Taklha.

We continued our journey to Kongbo, or another name Nyingtri, where Mt. Bonri is situated. We first interviewed the head monk of Kushug Monastery. The name of this monastery is given after the kushug, sacred juniper tree believed to be planted by Buddha Tonpa Shenrab. The tree is protected by a wall with a tiny door. In general, it is not open for pilgrims, so we cannot tell from outside how large the trunk is and how old it is. But the guardian monk opened this door for me at the end of my journey. So I could prostrate around the tree as well as dedicate the merit of my pilgrimage there, making the end point exactly at the same spot I began.

After talking to the monk, we went to Nyingtri to see an Amdo family who opened a hotel for pilgrims in town. It turned out that the son of the family Dondrup would join us as our pilgrimage assistant. His willingness to help at the instant he knew that I would do prostrations around the mountain is adorable. After having a Chinese lunch at a local restaurant, we went back to Kushug Monastery. I would do my first prostrations at the Kushug. The route of my prostrating circuit was advised by Latri Nyima Dakpa Rinpoche, who told me to be satisfied with the limited period of time I have. It was the most blessed spot to start my prostrations. And indeed it is the blessed spot. As soon as I started reciting a Chamma mandala text, a rainbow halo appeared around the sun and at one point stayed above the sacred juniper. A child cried out: “Rainbow”. I made several mandala offerings with heart filled with joy.

Pilgrimage story to continue…

Pilgrimage at Mt. Bonri

When we understand the meaning of life, when our mind is full of faith and trust in the Triple Gems, we want to make best use of this body for the benefits of ourselves and others. This June (Tibetan Saka Dawa) a story of mind’s transformation originates at this sacred mountain – Kongbo Bonri.

เมื่อเข้าใจความหมายของชีวิต เมื่อจิตเปี่ยมไปด้วยศรัทธา กายนี้ก็ขอใช้เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดทั้งของตนเองและผู้อื่น ในเดือนมิถุนายน (วิสาขบูชาทิเบต) เรื่องราวการเดินทางแห่งจิตใจได้เริ่มต้นขึ้นที่ภูเขาลูกนี้…กงโบ้ เพินรี

I pay homage to Buddha Tonpa Shenrab and all the enlightened ones.

Link for pictures from the pilgrimage:


Pilgrimage and Faith

ศรัทธานำพาชีวิต Pilgrimage that is drawn by faith (May 2007)

ལུས་གུས་པའི་སྒོ་ནས་ཕྱག་འཚལ་ལོ།། སེམས་དངས་བའི་སྒོ་ནས་ཡིད་ཀྱིས་སྐྱབས་སུ་མཆི།

With body I prostrate to the Triple Gems; with steady mind I take refuge in them.


จาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ

The foundation is organizing a conference and seminar (in Thai) on “Pilgrimage and Journey of the Mind” at Chulalongkorn University, Bangkok on July 17, 2010. The talks will cover various spiritual traditions and sacred places in Europe and Asia, including Mt. Kailash. Please contact 1000tara@gmail.com for detail.


“การจาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ”

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเคลื่อนไหวกับการเดินทางเป็นอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันจะทำ มนุษย์อยากจะสำรวจโลกของตัวเองทันทีที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ เรามีความปรารถนาอยู่เสมอที่จะไปยังที่นั่นที่นี่ เพื่อรู้ว่าที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร และดีกว่าที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เด็กทารกมีความสุขกับการใช้เสรีภาพที่เกิดขึ้นจากการรู้จักการใช้มือและเท้าคลานไปมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นต้องเอาแต่นอนอยู่เฉยๆอย่างเดียว การเคลื่อนที่ได้นี้เป็นการเปิดโลกใหม่ของเด็ก ทำให้รู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่และมีสิ่งต่างๆที่น่าตื่นเต้นรอการค้นพบอยู่มากมาย

เมื่อเราเติบโตขึ้นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆก็ยิ่งกว้างไกลมากขึ้น การเดินทางของเรามีทั้งที่จำเป็น เช่นการไปทำงาน และที่เป็นเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ เช่นการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เป้าหมายของการเดินทางของคนในโลกสมัยใหม่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสองประการนี้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำถามที่กองตรวจคนเข้าเมืองบางประเทศถามแก่คนที่เดินทางเข้ายังประเทศของตน ว่าจะเดินทางมาด้วยเหตุผลทางธุรกิจ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม มิติที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของการเดินทาง ได้แก่การเดินทางอันเนื่องจากจิตวิญญาณและศาสนา การเดินทางเช่นนี้เรียกว่า “การจาริกแสวงบุญ” (pilgrimage) เป็นการเดินทางเพื่อสั่งสมบุญบารมี หรือเพื่อปฏิบัติกิจตามคำสอนของศาสนาต่างๆ การเดินทางเช่นนี้นับว่าต่างจากการเดินทางเกี่ยวกับการงาน หรือการเดินทางเพียงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือว่าศาสนาต่างๆล้วนแล้วแต่มีเรื่องการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น
ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าวิธีการหนึ่งในการปฏิบัติตนของชาวพุทธ คือการเดินทางไปยังสังเวชนียสถานต่างๆ ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ตรัสธรรมเทศนาครั้งแรก และสถานที่ปรินิพพานของพระองค์ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ให้ชาวพุทธได้รำลึกถึงพระกรณียกิจต่างๆของพระพุทธเจ้า
ในศาสนาอิสลามก็มีคำสั่งสอนให้ชาวมุสลิมหาโอกาสเดินทางไปยังเมืองเมกกะในประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติศาสนกิจให้สมบูรณ์ด้วยการเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า

ในทำนองเดียวกัน ชาวพุทธในวิถีเพินและวัชรยาน ฮินดู และเชนก็ล้วนใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปเขาไกรลาศซึ่งเปรียบเป็นเขาพระสุเมรุบนโลกมนุษย์ การเดินทางไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรหล่อเลี้ยงจิตใจของพวกเขาและทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับความจริงสูงสุด

การเดินทางด้วยเหตุผลทางจิตวิญญาณและศาสนาเช่นนี้นับวันล้วนแต่จะสูญหายไปจากจิตสำนึกของคนสมัยใหม่ ซึ่งแม้คนสมัยใหม่จะเดินทางกันมากมายด้วยความสะดวกรวดเร็วมากกว่าคนสมัยก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังขาดออกจากมิติของการเดินทางเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่ทั้งการเดินทางเพื่อการงานอาชีพ และก็ไม่ใช่เพียงแค่ความเพลิดเพลินบันเทิงใจเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางยังมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบหมายถึง “การเดินทางของจิตใจ” อีกด้วย

เรามักจะเปรียบเทียบชีวิตว่าเหมือนกับการเดินทาง โดยวัยเด็กเป็นการเริ่มต้นเดินทาง วัยผู้ใหญ่เป็นช่วงเวลาที่กำลังเดินทาง และวัยชราเป็นการเข้าสู้จุดจบของการเดินทาง แต่คำสั่งสอนของศาสนาต่างๆมีตรงกันว่า การเดินทางของเรานั้นมิได้จบสิ้นแค่การตายหรือการแตกดับของร่างกายของเราในปัจจุบันนี้ แต่ยังมีการเดินทางหลังจากร่างกายแตกดับอีกด้วย ซึ่งมิติอันสำคัญยิ่งของชีวิตตรงนี้ เป็นสิ่งที่โลกสมัยใหม่รวมทั้งวิทยาศาสตร์มองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้จัดจึงได้จัดการประชุมและเสวนา “การจาริกแสวงบุญกับการเดินทางของจิตใจ” ขึ้น โดยมีนักวิชาการและผู้ปฏิบัติธรรมในศาสนาต่างๆมาร่วมกันเสนอความคิดเห็น เพื่อนำเอามิติทางความหมายและจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่สังคม และเพื่อให้ผู้คนได้เห็นคุณธรรมและมิติทางจิตวิญญาณที่เกิดจากการจาริกแสวงบุญ อันได้แก่ ศรัทธาในศาสนา ความอ่อนน้อมถ่อมตน การดำรงอยู่อย่างปรองดองกับธรรมชาติ และคุณค่าของจิตใจ

1. เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้คนให้ได้แรงบันดาลใจจากการจาริกแสวงบุญ
2. เพืื่อนำมิติทางจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่กระแสสำนึกของสังคม
4. เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างศาสนาต่างๆอันจะนำไปสู่สันติภาพและความปรองดอง

วิทยากร นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จำนวนประมาณ 120 คน

บรรยาย 45 นาที พร้อมฉายสไลด์หรือภาพยนตร์แสดงเรื่องราวของสถานศักดิ์สิทธิ์ และเสวนากับผู้เข้าร่วมประชุม 15 นาที

ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มร้อน/เย็นบริการ ส่วนอาหารกลางวัน ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับประทานได้ที่โรงอาหาร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าที่
Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770 โทรสาร 025285308 ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553

1. สังคมได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจอันจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันและการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง

กำหนดการประชุมและเสวนาเรื่อง “การจาริกแสวงบุญ กับ การเดินทางของจิตใจ”
วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2553
8.45-9.15 น.     ลงทะเบียน
9.30-9.45 น.     พิธีเปิดโดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
9.45-10.00 น.     การเดินทางของพระศานติตารามหาสถูป ปีที่ 4
10.00-11.00 น.   “ตามรอยพระพุทธศาสนาในอินเดียและปากีสถาน”
พระอาจารย์ ดร. อนิล ศากยะ (ผู้ช่วยเลขานุการในสมเด็จ
พระสังฆราชสกลมหาปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร และ
11.00-12.00 น.   “จาริกแสวงบุญจากมุมมองของคริสต์ศาสนา”
ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล (คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัย             อัสสัมชัญ)
12.00-13.00 น.    พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00 น.   “การพาฆราวาสเดินธุดงค์”
พระถนอมสิงห์ สุโกสโล (วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ประธานมูลนิธิหยดธรรม)
14.00-15.00 น.    “วิถีแห่งศรัทธากับการยาตราในศาสนาฮินดู”
อ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
15.00-15.30 น.    พักรับประทานอาหารว่าง
15.30-16.30 น.    “เมกกะ : การประกอบพิธีฮัจย์ของชาวมุสลิม”
ผศ. ดร. ปราณี ฬาพานิช (ผู้เดินทางไปเมกกะและผู้เชี่ยวชาญภาษาและวรรณกรรม
16.30-17.30 น.    “จากกรุงเทพสู่ไกรลาศ : การเดินทางเพื่อเปลี่ยนจิตใจในทิเบต”
รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบต

Kailash Diary (2)

เรื่องราวของคนสามคนที่ชีวิตมาบรรจบพบกันโดยมีไกรลาศ พระสถูปธรรมชาติ ผูกพันหัวใจของพวกเขาไว้ด้วยกัน…ชายหนุ่มผู้ผิดหวังกับโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยมายาและบริโภคนิยม เขาโหยหาภูมิปัญญาโบราณ โดยเชื่อว่าตำนานกับความจริงเป็นหนึ่งเดียวกัน…พระทิเบต ผู้ตัดสินใจออกจากสภาพความเป็นพระ ด้วยเห็นว่าตัวเองน่าที่จะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกมากมายหลายทาง เขาได้ออกจากดินแดนหลังคาโลกมาที่พื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตร สู่เมืองแห่งรอยยิ้ม ด้วยปรีชาญาณและความหวังในโลกสมัยใหม่…อดีตนักวิชการประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ลาออกจากงานหันมาเสาะแสวงหาความสงบ พร้อมกับก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาหิมาลัย สู่พื้นที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้ติดตามความฝันของตัวเอง ในการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเต็มเวลาที่ยังคงข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก…

ติดตาม “ไดอารี่ ไกรลาศ” เร็วๆนี้ ผู้ใดมีความประสงค์จะสนับสนุนโครงการตัดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ โปรดติดต่อ 1000tara@gmail.com

Kailash Diary

Teaser by Kuhn Sucharitakul can be viewed at http://www.youtube.com/watch?v=m0r-0Tw2YGA

In the landscape where mystical legends and reality are one, our human mind can become an integrated force towards a world where ancient wisdom and modern mentality harmonizes. “A Kailash Diary” is a journey …

เมื่อตำนานกับความจริงกลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อปัญญาโบราณกับจิตวิญญาณสมัยใหม่หล่อหลอมเข้าด้วยกัน “ไดอารี่ไกรลาศ “