Tag Archives: Tibetan Buddhism

Ringu Tulku Rinpoche’s Talks in Thailand

Talks and video excerpts can be downloaded from these links. The Foundation is preparing manuscripts for the two events that we organized as dharma gifts: Art of Happiness and Green Tara Retreat.

These videos can be accessed by clicking through to their own YouTube viewer page:
1) http://www.youtube.com/watch?v=cw7OxhkdA2w – Dying Gracefully (plus remarks on Thailand visit)
2) http://www.youtube.com/watch?v=82jDGpDCXu8 – Buddhas and Arahats
3) http://www.youtube.com/watch?v=3poA0rlgenI – Following the Path is Like Learning to Drive a Car

Or by going directly to the Bangkok Shambhala YouTube channel at:
http://www.youtube.com/BangkokShambhala
and clicking the UPLOAD or PLAYLISTS buttons.

A playlist for these three videos is at:
http://www.youtube.com/view_play_list?p=BD269C82F861CD9C

All the talks can be downloaded at http://www.mongkol.org/talk/#Ringu%20Tulku%20Rinpoche%20visit%20to%20Thailand%20in%20February%202011.

Introduction to the Practice of Dzogchen

Excerpt from “Introduction to the Practice of Dzogchen” by Lopon Tenzin Namdak, edited by John Myurdhin Reynolds (from the book “Bonpo Dzogchen Teaching”)

“It is necessary for us to know what Dzogchen is, how to practice it, and the result of this practice. Even in Tibet it was not easy to get these teachings. They have been kept very secret since the eighth century. Even before that there were twenty-four masters of Dzogchen in the Zhang-zhung Nyan-gyud lineage (สายการปฏิบัติชางชุง เญียนจุด), all of whom realized Jalu (‘ja’-lus), or the Rainbow Body (กายรุ้ง/กายประภัสสร).

However, each of them only gave the transmission to a single disciple. Furthermore, from the eighth century until today this Dzogchen lineage has remained unbroken. It was kept very secret, but now in the second half of the twentieth century because of the circumstances have changed, both the Dakinis (พระฑากินีผู้ปกป้องคำสอน) and the Guardians (พระธรรมบาล ผู้คุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม) have given permission to teach Dzogchen much more openly.

The Dzogchen teachings are the same in both Bonpo (นิกายเพินโป/ยุงตรุงเพิน)) and Nyingmapa (นิกายญิงมาปะ), but the lineages are different. This is the principal difference. Historically speaking, the Zhang-zhung Nyan-gyud is the most important lineage for Dzogchen. It came not from Tibet, but from the ancient kingdom of Zhang-zhung (อาณาจักรชางชุง) to the west, centered in the Mt. Kailas region. Dzogchen was the highest teaching in the religious culture of Zhang-zhung and from there the Dzogchen tradition was transmitted to Tibet…

Both the Bonpo and the Nyingmapas have a system of Thegpa Rimgu, or nine successive vehicles (ลำดับการปฏิบัติ 9 ขั้น) to enlightenment, and in both cases the ninth and highest vehicle is Dzogchen…

When we begin as practitioners on the path of Dzogchen, we first need a direct introduction to the Natural State (สภาวะธรรมชาติของจิต/สภาวะจิตเดิมแท้) from someone who has directly experienced the Natural State personally. But just meeting it for one time, like meeting a new acquaintance, is not enough. We must discover the Natural State within ourselves over and over again, so that we have no doubt about it.

For this reason we do practice and look back at our thoughts, observing them arise, stay and then pass away again. We look to find from where they arise, where they stay, and where they go. In this way we discover that thoughts are insubstantial; they just arise and disappear again, leaving no trace behind. If we do not interfere with them or try to modify them, they will liberate and dissolve in themselves. And so we must learn how to keep ourselves in this Nature and how to remain without modifications. There is nothing to change or modify or correct (ma bcos-pa). Thoughts just arise and then they liberate…

On Tibetan Buddhism

การปฏิบัติในสายยุงตรุงเพิน (Yungdrung Bon) และญิงมาปะ (Nyingmapa) แบ่งเป็น 3 แบบคือ แบบพระสูตร (Sutra) ตันตระ (Tantra) และซกเช็น (Dzogchen)

แบบพระสูตรเน้นการสะสมบุญบารมี ค่อยๆปฏิบัติธรรมจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน หัวใจหลักของสายนี้การสละโลก (renunciation path)

แบบตันตระและซกเช็นจะเน้นการเข้าถึงโดยฉับพลัน โดยตันตระ เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าจากภายใน เน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ เปลี่ยนโลก (transformation path) และซกเช็นเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงภาวะจิตกระจ่างโดยตรง เป็นวิถีแบบการปล่อยให้ทุกอย่างสลายไปด้วยตัวเอง (self libaration path)

ในสายซกเช็น ปัจจัยสำคัญในการตรัสรู้ธรรม ได้แก่
1. การได้รับพรจากครู ปราศจากครูโอกาสที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก
ข้อนี้เป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พรของพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ ครู มีอยู่จริง แม้ว่าเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนลมที่มีอยู่หนทุกแห่งแต่เราไม่สามารถจับต้องได้
2. บุญบารมีที่สั่งสมมาในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน
3. การเข้าถึงภาวะดั้งเดิมของจิตตนเอง โดยไม่มีการปรุงแต่ง

เรียบเรียงจากคำสอนของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช

Six Ways to Meditate on Impermanence

ที่ระลึกจากการบรรยายในวันที่ 18 มกราคม 2553

หกวิธีในการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง

ในคัมภีร์เรื่อง มหาสมุทรแห่งพระวัจนะ (กาลุง เกียมโซ) พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชอธิบายเรื่องวิธีการภาวนาถึงความเป็นอนิจจัง สรุปได้ย่อๆ ดังนี้

1. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและจักรวาล

โลกอาจจะดูแข็ง ทนทาน แต่เปลี่ยนทุกๆวินาที เมื่อพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในแต่ละภัทรกัลป์ (กัลป์ที่มีพระพุทธเจ้า) ได้เสด็จมาแล้ว จะเกิดไฟประลัยกัลป์ 7 ครั้ง ตามด้วยน้ำท่วมโลก เป็นเช่นนี้อยู่ 7 ครั้ง กัลป์ที่เราอาศัยอยู่นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว 8 พระองค์ จะยังคงมีพระพุทธเจ้าอีก 1,014 พระองค์ ที่จะเสด็จมาโปรดสัตว์ ดูเหมือนว่าโลกจะไม่สลายในปี 2012 เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งบอกเรา

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของโลกกับจักรวาล พินิจว่าตัวเราเป็นเพียงเถ้าธุลีที่น้อยนิด ไฉนเราถึงคิดว่าตัวตนของเรายิ่งใหญ่ ไฉนเราจึงยึดติดกับวัตถุภายนอกที่ล้วนแต่อยู่ในบ่วงของความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

2. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพชีวิต

ก่อนโลกสลาย สัตว์ต่างๆจะประสบกับหายนะครั้งสำคัญ 3 แบบ คือ โรคระบาด (จะมีโรคต่างๆเกิดขึ้น 400 กว่าโรค) ความอดหยาก 3 ครั้ง และการทำลายล้างในชั่วพริบตา

ความอดหยากครั้งที่ 1 มนุษย์จะไม่มีอาหารกิน สัตว์ต่างๆก็ถูกฆ่าเป็นอาหารไปจนหมด ต้องเอาเปลือกธัญพืิชต้มน้ำกิน เมื่อเปลือกธัญพืชหมด ต้องเอากระดูกบรรพบุรุษในสุสานมาต้มกิน เมื่อหมด มนุษย์ก็ต้องฆ่ากันเอง ในตอนนั้นไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องอีกต่อไป

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้แล้ว นั่งสมาธิพินิจความไม่เที่ยงของสรรพชีวิต ตัวเราเองก็อยู่ในวงจรของความไม่เที่ยงนี้ นึกภาพเราและเพื่อนพ้องสัตว์โลกที่หิวโหย มีเพียงการปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญกับหายนะ เมื่อบรรลุธรรม เราก็อยู่นอกเหนือการเปลี่ยนแปลงของสังสารวัฏ

3. การภาวนาถึงการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ในมหาปรินิพพานสูตร คัมภีร์ฝ่ายพุทธเพิน กล่าวไว้ว่า แม้แต่พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ต่างก็ดับขันธุ์ (แสดงธรรมเรื่องความเป็นอนิจจัง) นับประสาอะไรกับเด็กทารก

ในสมัยหนึ่ง มีพระอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อเชียน เช็มโป ริมโปเช ศิษย์ของท่านบอกท่านว่า ขอตายแทนท่าน ท่านบอกว่า ครูไม่สามารถตายแทนศิษย์ได้ ศิษย์ก็ไม่สามารถตายแทนครูได้ ท่านไม่กลัวตาย เพราะกายเนื้อไม่เที่ยง แต่จิตภายในที่ปฏิบัติดีแล้วเป็นอมตะ

ในฝ่ายทิเบตเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมก่อน แล้วจึงเสด็จมาโปรดสัตว์ ตรัสรู้ธรรมให้เห็น ละสังขารให้เห็นเรื่องความเป็นอนิจจัง

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พระอาจารย์ทั้งหลายต่างดับขันธุ์ทั้งสิ้น ขอให้เราตระหนักถึงประเด็นนี้เพื่อไม่ยึดติดในสังสารวัฏ ไม่เศร้าเสียใจเมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้น

4. การภาวนาถึงการเกิดและตายของสัตว์โลก

ทุกๆวินาที มีการเกิด การตายเกิดขึ้น บุคคลที่ย่ิงใหญ่ในประวัติศาสตร์ต่างตายจากไป ชี้ให้เห็นกฎเรื่องความไม่เที่ยง ญาติพี่น้องของเราหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงต่างก็ตายจากไป ตัวเราเองก็ไม่ละเว้น เมื่อถึงเวลา เราก็ต้องตายจากไปเช่นนี้

นั่งสมาธิถึงบุคคลในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงที่ตายจากไป ตระหนักให้เข้าใจเรื่องความเป็นอนิจจังที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบ

5. การภาวนาถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมชาติ

ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขา สายน้ำ ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งิสิ้น ในแต่ละฤดู นอกจากจะมีความแตกต่างเรื่องภูมิอากาศ ยังมีความแตกต่างเรื่องต้นไม้ใบหญ้า ผิวดิน จิตใจของผู้คน ให้นึกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของเรา แล้วตระหนักถึงความเป็นอนิจจัง

6. การภาวนาถึงความตาย

ไม่มีสิ่งใดอยู่เป็นนิรันดร์ สัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่ต้องเผชิญความตายด้วยกันทั้งนั้น การพินิจถึงความตายจึงเป็นประเด็นใหญ่ของการดำรงชีวิตอยู่และการเตือนตัวเองให้นึกถึงหลักเรื่องความเป็นอนิจจังอยู่ตลอด

Impermanence for Contemplative Education

บางคนตายขณะอยู่ในครรภ์ บางคนตายขณะที่กำลังเกิด
บางคนตายขณะกำลังคลาน บางคนตายขณะกำลังหัดเดิน
บางคนตายเมื่อแก่ชรา บางคนตายเมื่ออายุยังน้อย
บางคนตายในช่วงเจริญรุ่งเรืองของชีวิต บางคนตายเหมือนผลไม้สุกงอมร่วงหล่นลง
จะอย่างไรก็ตาม คนแล้วคนเล่าต่างก็ต้องจากไป
เตชุง ริมโปเช

ที่ระลึกจากการบรรยายเรื่องความเป็นอนิจจังที่ศูนย์จิตตปัญญา มหาวิทยาลัยมหิดล

18 มกราคม 2553

การบรรยายนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาโทด้านจิตตปัญญาซึ่งเป็นการศึกษาในรูปแบบใหม่เพื่อทำเข้าใจความจริงด้วยการภาวนาและตระหนักใคร่ครวญ

อนิจจังกับการปฏิบัติเงินโดร

ความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยงเป็นแก่นของหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นนิกายใด

ในพุทธทิเบต อนิจจังเป็นหนึ่งในสี่ประเด็นที่พุทธศาสนิกชนจะต้องใคร่ครวญก่อนจะศึกษาเรื่องอื่น อีกสามประเด็นได้แก่ ร่างมนุษย์อันประเสริฐ (มิลูริมโปเช) กฎแห่งกรรม และความทุกข์

ในการพิจารณาให้ตกผลึก ผู้ปฏิบัติจะนั่งสมาธิ ประเด็นละ 7 วัน เมื่อเข้าใจแต่ละประเด็นอย่างถ่องแท้ แล้วจึงปฏิบัติอีก 5 อย่าง ได้แก่ การกราบอัษฎางคประดิษฐ์ การสวดยึดพระรัตนตรัย การสวดบ่มเพาะโพธิจิต การสวดถวายมัณฑลา และการสวดสลายบาปกรรม อย่างละ 100,000 ครั้ง

การพิจารณา 4 หัวข้อ และการปฏิบัติพิเศษอีก 5 อย่างนี้รวมเรียกว่า เงินโดร ซึ่งเป็นการปฏิบัติเบื้องต้น มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนจิตใจของผู้ฝึกปฏิบัติให้มีความอ่อนน้อม มีศรัทธาอย่างไม่สั่นคลอนในพระรัตนตรัย มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย และไม่ให้มีความยึดติดในสังสารวัฏ

เงินโดรยังเป็นการสั่งสมบุญบารมีก่อนการนั่งสมาธิชั้นสูง แม้ว่าจะเรียกว่า เบื้องต้น เงินโดรเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม หากไม่ทำเงินโดร ก็เปรียบเสมือนเราส่องกระจกที่ไม่ได้รับการเช็ดถูให้ใสกระจ่าง